0402: เศรษฐศาสตร์ของการเลือกตั้ง

หลังจากที่การเมืองไทยผ่านอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ค่อยปกติมาพักใหญ่ ในที่สุดก็ใกล้ถึงเวลาที่เราจะได้ไปเลือกตั้งใหญ่กันเสียที

ฉะนั้นโอกาสนี้ ผมจึงขอเล่าเรื่องเศรษฐศาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งให้ฟังสักนิดนะครับ

การเลือกตั้งถือว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญมากในระบอบประชาธิปไตย ในแง่หนึ่งเป็นเพราะ มันช่วยประกันว่า ไม่ว่าสังคมนั้นจะถูกระบอบการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ หรือชนชั้น บิดเบือนไปแค่ไหน อย่างน้อยที่สุด ก็ยังมีช่องทางหนึ่งเหลืออยู่ ที่เสียงของประชาชนแต่ละคนจะยังคงส่งผลต่อกติกาสาธารณะแบบเท่าเทียม การเลือกตั้งจึงเป็นกลไกที่ช่วยสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของทุกคนได้

อย่างไรก็ตาม เศรษฐศาสตร์มองว่า การเลือกตั้งเป็นกลไกที่มีข้อบกพร่องหลายประการ (แม้แต่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมก็ตาม)

ประการแรก ในมุมของผู้มีสิทธิ์แต่ละคนนั้น โอกาสที่หนึ่งคะแนนของเขา จะมีผลใดๆ ต่อผลลัพธ์สุดท้ายของการเลือกตั้งนั้น แทบจะเป็นศูนย์ เป็นต้นว่า ถ้าเขตเลือกตั้งของเขาเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว และมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งสิ้นหนึ่งแสนคน โอกาสที่ผู้ชนะจะเปลี่ยนหน้าไปเพราะว่าเขาไม่ได้ไปเลือกตั้งนั้น มีค่าน้อยมากๆ เพราะจะต้องเป็นกรณีที่คะแนนของผู้สมัครที่มาเป็นอันดับหนึ่งและสองต่างกันแค่หนึ่งคะแนนเท่านั้น ซึ่งกรณีเช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ อาจจะเพียงแค่หนึ่งในหลายหมื่นหรือแสนเลยทีเดียว

แต่ในเวลาเดียวกันนั้น การไปเลือกตั้งกลับมีต้นทุนมากมาย ตั้งแต่การเสียเวลาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของตัวผู้สมัครแต่ละคน การต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงในช่วงหาเสียงนั่งฟังนโยบายของผู้สมัครแต่ละคน ในวันเลือกตั้งก็ยังมีต้นทุนของค่าเดินทาง และค่าเสียเวลาพักผ่อนเพื่อไปยังคูหาเลือกตั้งอีก

เมื่อต้นทุนก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย แต่โอกาสที่หนึ่งคะแนนนั้นจะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของการเลือกตั้งได้ แทบจะไม่มีเลย ในทางเศรษฐศาสตร์ คนที่มีเหตุผล (a rational individual) จะไม่ไปเลือกตั้งเสมอ เวลาสรุปแบบนี้ก็อาจมีคนตัดพ้อว่า ถ้าทุกคนคิดแบบนี้กันหมด คงไม่มีใครออกมาเลือกตั้งเลยสักคนเดียว แต่กรณีเช่นนั้นก็ยังไม่เคยเห็นว่า จะเกิดขึ้นสักที คนที่มีเหตุผลย่อมมองเรื่องนี้ออกได้ เขาจึงยังคงไม่ไปเลือกตั้งอยู่ดี เพราะไม่ห่วงว่าจะไม่มีใครไปเลือกตั้งเลยสักคนเดียว

แม้ว่าในโลกของความเป็นจริง คนเราจะแตกต่างจากคนในโลกของเศรษฐศาสตร์แบบอุดมคติอยู่พอสมควร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เรามักพบเห็นคนไปเลือกตั้งกันน้อยในทุกๆ สังคมตามนั้นจริงๆ และในเมื่อคนส่วนใหญ่ของสังคมไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง การเลือกตั้งจึงมักไม่ได้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของทุกคนในสังคมเหมือนอย่างที่หวังไว้แต่แรก (มีการวิจัยกันถึงขนาดที่ว่า ที่บางคนมีแนวโน้มออกไปเลือกตั้งมากกว่าคนอื่นและทำให้มีคนออกไปเลือกตั้งทุกครั้ง เป็นเพราะมียีนสองตัวในรหัสพันธุกรรม ที่กำหนดให้บางคนมักออกไปเลือกตั้งด้วย ถ้าสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน http://jhfowler.ucsd.edu/two_genes_predict_voter_turnout.pdf )

นอกจากประเด็นที่ว่า ประชาชนมักออกไปเลือกตั้งกันน้อยและทำให้การเลือกตั้งไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของทุกคนแล้ว การเลือกตั้งยังมีข้อบกพร่องอีกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแม้แต่ในกรณีที่ทุกคนยินดีไปเลือกตั้งด้วย ในกรณีที่มีผู้สมัครลงแข่งขันมากกว่าสองราย และเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ตัวเลือกสองตัวไหนสูสีกันอยู่ ส่วนตัวเลือกอื่นๆ มีโอกาสชนะน้อยมาก ผู้ใช้สิทธิ์มักไม่เลือกผู้สมัครตามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง แต่จะเลือกอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อทำให้เสียงของตัวเองเกิดประโยชน์มากที่สุด กล่าวคือ ทุกคนมีแนวโน้มที่จะหันไปเทคะแนนให้ตัวเลือกตัวที่สูสีกันอยู่ แทนที่จะเลือกตัวเลือกอื่นที่ตัวเองอาจจะชอบที่สุด แต่แทบไม่มีโอกาสเป็นตัวเลือกที่ชนะการเลือกตั้งเลย เพราะทุกคนที่ตัดสินใจมาเลือกตั้งแล้ว ย่อมจะไม่ต้องการให้คะแนนของตนสูญไปเฉยๆ แต่อยากให้มันส่งผลต่อผลลัพธ์สุดท้ายของการเลือกตั้งให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

การเลือกโดยคิดเชิงกลยุทธ์แทนที่จะเลือกไปตามความต้องการที่แท้จริงของตัวเองนี้เอง ที่ทำให้ผลการเลือกตั้งมักไม่ได้สะท้อนความต้องการที่ิแท้จริงของประชาชนทุกคน

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่กติกาการเลือกตั้งมักจะห้ามไม่ให้สื่อมวลชนโชว์ผล Exit Poll ก่อนจะถึงเวลาปิดหีบ เพราะผู้ที่ยังไม่ไปใช้สิทธิ์หันมาคิดเชิงกลยุทธ์ ไม่เลือกตามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง แต่เลือกตัวเลือกที่ยังมีโอกาสชนะได้เท่าน้้น ซึ่งเป็นส่งผลลบต่อผู้สมัครที่ไม่ใช่ตัวเต็ง

20 thoughts on “0402: เศรษฐศาสตร์ของการเลือกตั้ง”

  1. wanna b the 1st who comment kab^^

    i think we should vote by following their party’s policy kab.even it may not happen…

  2. คนมักเลือกตามคนอื่น โพลอาจกำลังสร้างภาพว่าใครสักคนจะชนะเลือกตั้ง ถ้าคนเชื่อ เขาอาจชนะเลือกตั้งจริงๆก็ได้

  3. พี่โจ๊กครับ

    เมื่อวานผมได้ใบปลิวที่บอกถึง นโยบายของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นพรรคที่ผมคิดว่าจะเลือก

    แต่พออ่านนโยบายแล้ว ไม่ค่อยโดนใจเลย

    เพราะ นโยบายส่วนใหญ่มันเน้นไปที่การสร้างความพอใจจากประชาชน เพื่อให้ได้คะแนนเสียงเยอะๆ

    แต่นโยบายนั้นๆอาจไม่ส่งผลดีอย่างที่พูดก็ได้ เพราะ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ซึ่งสิ่งที่เสียโดยที่เรามองไม่เห็น อาจจะมากกว่าสิ่งที่ได้มาก็ได้

    ถ้าเป็นไปได้
    ผมเลยอยากให้พี่โจ๊กช่วยวิเคราะห์ผลดีผลเสีย ของนโยบายจากพรรคการเมืองต่างๆที่ออกมาเรียกคะแนนเสียงกัน ให้อ่านกันหน่อยครับว่าในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ และ ในมุมมองของพี่โจ๊ก นโยบายเหล่านี้เป็นอย่างไร?

    น่าจะทำให้ได้ความรู้และมุมมองใหม่ๆมากขึ้นเยอะเลยครับ
    ขอบคุณมากครับ^^

  4. เพราะกติกาไม่ได้มี penalty ใดๆ สำหรับรัฐบาลที่ทำงบประมาณขาดดุลมากๆ ครับ

    เรื่องนี้บัฟเฟตเองเคยเสนอว่า รัฐบาลไหนทำขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ควรมีบทลงโทษบางอย่าง แต่สุดท้ายแล้วก็ผลักดันไม่สำเร็จนะครับ

    ในเมื่อกติกาเป็นแบบนี้ ทุกคนก็เล่นไปตามกติกา เพราะทุกคนก็ต้องอยากชนะการเลือกตั้ง บางทีก็ว่าไม่ได้เหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ให้รางวัลแก่ผู้ชนะ

  5. พี่ครับผมอยากสอบถามพี่เกี่ยวกับเศรษศาสตร์หน่อยครับ จากนโยบายการหาเสียงของพรรคตัวเต็ง 2 พรรค พบว่าต้องการให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำซึ่งขึ้นเป็น %ที่มาก แบบนี้จะทำให้เงินเฟ้อมากขึ้นไหมครับ แล้วจะเป็นผลเสียต่อ กำไรของ บ.จดทะเบียน และการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศไหมครับ แล้ว วิธีแก้ไขเงินเฟ้อนอกจากลดดอกเบี้ยแล้วมีวิธีไหนมั่งครับ โดยที่ไม่ต้องมีการควบคุมราคาสินค้านะครับ

  6. การประกาศล่วงหน้าว่าจะขึ้นค่าแรง ถ้าหากในเวลานั้น ตลาดเป็นของผู้ผลิต ผู้ผลิตย่อมขึ้นราคาสินค้าตาม ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมาได้ครับ ถ้าเงินเดือนขึ้น แล้วสินค้าขึ้นราคาตามด้วยอัตราเดียวกัน สุดท้ายแล้ว real wage เท่าเดิม วิถีชีวิตไม่ดีขึ้น

    วิถึทำให้ real wage เพิ่ม (ซึ่งส่งผลให้วิถีชีวิตของคนดีขึ้นจริง) คือ การเพิ่มผลิตภาพในการทำงานให้สูงขึ้น ซึ่งอาจทำได้หลายอย่าง เช่น สร้างโอกาสในการทำงานให้มากขึ้น ทำให้คนได้ทำงานที่ตรงกับศักยภาพของตัวเองมากขึ้น นำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ลงทุนมากขึ้น ทำงานฉลาดขึ้น ทำงานมากขึ้น ฯลฯ

    ถ้าหาก จะขึ้นค่าแรง แล้วบจ.ขึ้นราคาสินค้าล่วงหน้าไปก่อน คงไม่กระทบกำไรของบจ.นะครับ แต่อาจมีผลกระทบกับบริษัทส่งออกในแง่ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในเวทีโลกครับ

    วิธีคุมเงินเฟ้อ นอกจากขึ้นดอกเบี้ย ควบคุมราคาสินค้าแล้วก็ยังมีการใช้นโยบายเงินแข็ง เพราะถ้าเงินแข็งขึ้น ราคาสินค้านำเข้า โดยเฉพาะวัตถุดิบจะถูกลงครับ

    ที่จริงการขึ้นค่าแรงก็มีข้อดีนะครับ เพราะยังไงๆ ค่าแรงก็ไม่ค่อยได้เป็นไปตามกลไกตลาดอยู่แล้ว ทุกวันนี้ดูเหมือนรายได้คนไทยมันน้อยมากจริงๆ คนส่วนใหญ่อยู่กันแบบเงินเดือนพอใช้เป็นเดือนๆ พอดี ไม่เหลือเก็บ ถ้าขึ้นค่าแรง ของบางอย่างก็อาจขึ้นราคาตามไม่ได้ ก็ช่วยให้หายใจหายคอได้มากขึ้น และผมก็ไม่คิดว่าการขึ้นค่าแรงบ้างจะทำให้เกิด runaway inflation นะครับ

  7. เห็นด้วยกับพี่โจ๊กนะคะเรื่องการเลือกตั้ง ถ้ามีการเสนอผลโพลในเวลาทำการเลือกตั้งผู้ใช้สิทธิที่ยังไม่ไปใช้สิทธิจะลงคะแนนแบบใช้กลยุทธ์

    เคยบ่นไปใน blog ของตัวเองเหมือนกันว่าขึ้นค่าแรงควรดูที่ Real Wage มากกว่า Norminal Wage แล้วก็วิธีในการลดต้นทุนของธุรกิจก็ไม่ใช่แค่กำหนดค่าจ้างแรงงานให้ต่ำที่สุด หากเราใช้ศาสตร์ทางด้าน MBA เราสามารถดึงศักยภาพของแรงงานมาได้ เทคนิคมีเยอะแยะจริงไหมคะพี่โจ๊ก

  8. ขออนุญาตคุณโจ๊ก แสดงความคิดเห็นเรื่องการเมือง
    ในโอกาสที่ไทยกำลังจะมีผู้นำหญิง ตามหลัง อาโรโย เมกาวาตี แมเคิล กิลลาร์ด ฯลฯ
    ผมเป็นคนขี้สงสัย เลยมีข้อสงสัย ดังนี้
    1 คุณยิ่งลักษณ์ นอกจากเคยซื้อข้าวกินแล้ว เคยเกี่ยวข้อง ช่วยเหลืออะไรชาวนาอะไรบ้างครับ
    2 คุณยิ่งลักษณ์ นอกจากส่งลูกไปโรงเรียนแล้ว เคยเกี่ยวข้อง ช่วยเหลือ อาชีพครู ที่เงินเดือน น้อย แต่แย่งกันเป็น และคนหัวดีไม่คิดจะมาเป็น อย่างไรบ้างครับ
    3 บริษัทเอสซี แอสเส็ท จ่ายค่าแรงขั้นต่ำคนงานก่อสร้าง วันละ 300 บาทหรือไม่ และถ้าไม่จ่าย ทำไม่ถึงไม่จ่าย แล้วจะมากำหนดให้คนอื่นจ่ายทำไมครับ
    ผมไม่สงสัยผู้นำหญิงของประเทศอื่น เพราะไม่ใช่ประเทศของผม
    และผมยังสงสัยอีกว่าเกือบ 30 ปี ที่คุณยิ่งลักษณ์กินเงินเดือนบริษัทพี่ชายอยู่ดีๆ ตื่นขึ้นมาวันหนึ่งก็เกิดอยากเสียสละ อยากช่วยชาวนา อยากช่วยแรงงาน ฯลฯ ขึ้นมาดื้อๆเลยหรือครับ
    คุณยิ่งลักษณ์จะมาเป็นผู้นำประเทศของผมหรือครับ
    เคียดเลยครับ

  9. ตามกติกา คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีคือ ต้องเป็นสส. ต้องมีอายุเกินสามสิบปี ต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ต้องจบปริญญาตรีขึ้นไป และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

    ใครมีคุณสมบัติครบตามนี้ ถ้าหากสภาโหวตให้เป็นนายกฯ ก็เป็นได้ทุกคน

    ถ้าเรายึดตามนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องเครียดครับ ที่เราเครียดเพราะเราไปตั้งข้อกำหนดอื่นเพิ่มเอง

  10. คุณโจ๊กมีจิตใจที่ดีงาม เลยไม่รู้สึกอะไร
    ผมยังไม่สามารถทำใจได้ดังนั้น
    ผมไม่ได้เคียดเพราะไปตั้งข้อกำหนดเองมากมายอะไร
    ผมเพียงอยากได้ที่มันดีกว่านี้ครับ จากคนไทยที่มีตั้ง 60 กว่าล้านคน

  11. โห เป็นอีกมุมมองของการเลือกตั้งเลยครับ

  12. Bangkok Post เช้าวันนี้ ยิ่งลักษณ์ ตอบผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทว่า ยังให้รายละเอียดไม่ได้ ต้องรอประชุมก่อน เรื่องเงินเดือน 15,000 คำตอบ คือ ยังให้รายละเอียดไม่ได้ ต้องรอประชุมก่อน เรื่องนโยบายค่าเงินบาท คำตอบ คือ ยังให้รายละเอียดไม่ได้ ต้องรอประชุมก่อน
    เคียดมั๊ยครับ ประเทศไทยที่รัก

  13. ตามกติกา คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีคือ ต้องเป็นสส. ต้องมีอายุเกินสามสิบปี ต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ต้องจบปริญญาตรีขึ้นไป และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

    ใครมีคุณสมบัติครบตามนี้ ถ้าหากสภาโหวตให้เป็นนายกฯ ก็เป็นได้ทุกคน

    ถ้าเรายึดตามนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องเครียดครับ ที่เราเครียดเพราะเราไปตั้งข้อกำหนดอื่นเพิ่มเอง

    เป็นไงครับคุณโจ๊ก กับคำว่า ” นายกฯ ก็เป็นกันได้ทุกคน ”
    เดิมพันมันสูงเกินไปนะครับ

  14. “ทุกคน” ที่สภาโหวตให้ด้วยนะครับ

    คนเราต่างความคิด เราว่าคนนี้ไม่ดี แต่คนอื่นเขาอาจจะมองว่าดีก็ได้ และเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอไป ถ้าหากทุกคนคิดว่าผู้นำประเทศต้องเป็นคนที่ตัวเองเลือกด้วยเท่านั้น ประเทศก็เดินไปข้างหน้าไม่ได้เหมือนกัน เพราะไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นก็ต้องมีคนส่วนหนึ่งไม่ชอบอยู่แล้ว

    ผมว่าคนไทยยังไม่รู้จักคำว่า “เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน” มากพอ คิดแต่ว่าฉันเป็นฝ่ายถูกเสมอ ทุกอย่างจึงต้องเป็นแบบที่ฉันต้องการเท่านั้น

    พวกรีพลับพิกันขวาจัดโกรธมากที่โอบาม่าชนะการเลือกตั้ง และคิดว่าคนส่วนใหญ่คิดผิดที่เลือกโอบาม่าด้วย แต่พวกเขาก็ยอมอดทนสี่ปีแล้วออกมาเลือกตั้งกันใหม่

  15. ที่ญี่ปุ่น หลังสึนามิ(ภัยธรรมชาติ) และวิกฤติโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์(ภัยจากการจัดการของมนุษย์)
    คนญี่ปุ่นไม่ต้องรอ 4 ปี นายกฯก็แสดงความรับผิดชอบ

    ที่ไทย หลังปริมาณน้ำมาก(ภัยธรรมชาติ) และ วิกฤตินิคมฯ(ภัยจากการจัดการของมนุษย์)
    คุณโจ๊ก คิดว่าคนไทยต้องรอไปอีก 4 ปี หรือไม่ครับ

    คนไทย กับคนชาติที่เจริญแล้ว มีคุณภาพเท่ากันหรือครับ
    ถึงจะใช้ระบอบการปกครองที่เหมือนกันได้

    ล่าสุดทำงานที่ถนัดที่สุดอีกแล้ว เด้งผู้ว่าปทุม
    เดี๋ยวรออีก 2-3 วัน จะแก้ พรบ กลาโหม
    ครบ 4 ปี คงได้เอาโคตรเหง้าศักราช ญาติพี่น้อง ที่ยังเหลือ มากินตำแหน่งจนครบ

  16. การโยกย้ายข้าราชการประจำผมเห็นว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำเป็นอันดับแรกเลย เพราะข้าราชการบ้านเรามีสีชัดเจน ถ้าไม่โยกย้าย สั่งอะไรไปก็เตะถ่วง เข้าเกียร์ว่าง เพราะเจ้านายไม่ใช่พวกของตัวเอง จึงต้องเปลี่ยนคนที่สามารถสั่งงานได้ให้เข้ามาทำงานก่อนเป็นภารกิจแรกเลยครับ

    ความคิดที่ว่าข้าราชการการเมืองไม่ควรแตะต้องข้าราชการประจำผมคิดว่าเป็นค่านิยมที่ผิดมากๆ เพราะถ้าหากผู้บังคับบัญชาให้คุณให้โทษผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้จะบริหารงานได้อย่างไร

    ส่วนการที่ผู้บริหารประเทศออกมาแสดงความรับผิดชอบเอง กับการที่คนส่วนน้อยออกมาล้มกระดาน เป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิงครับ

  17. คือผมก็ไม่ทราบว่า พล ต อ วิเชียร ท่านไปเตะถ่วง เข้าเกียร์ว่าง เรื่องใดบ้าง
    เพราะยังไม่เห็นว่าได้รับมอบหมายงานสำคัญใด
    ทราบมาแต่ว่า น้องเมียของทั่น รอตำแหน่งนี้มานานแล้ว
    ถ้าให้คนอื่นเป็นนายก ชาตินี้คงไม่ได้ น่าภูมิใจมาก

    ส่วนผู้ว่าปทุม ผมไม่เชื่อหรอกครับ ว่าในสภาวะแบบนี้ ผู้ว่าคนไหนจะไม่ทำงานช่วยเหลือประชาชน

    ขอโทษคุณโจ๊กด้วย ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องยาว
    แค่อึดอัดอย่างมาก กับความไม่พร้อมในทุกด้านของคนที่เป็นน่ายก เท่านั้น

    1. @other side
      บ่นได้ทุกเรื่องครับ เป็นแค่การพูด เพราะถ้าไม่ออกมาล้มกระดาน สำหรับผมว่าโอเค สนับสนุน freedom of speech ครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *