0168 : Bounty Hunters

ในสหรัฐฯ มีธุรกิจที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง

ปกติแล้ว เวลาผู้ต้องหาถูกตำรวจจับ แล้วศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ ถ้าหากผู้ต้องหารายนั้นฐานะการเงินไม่ดี ไม่มีหลักทรัพย์มากพอที่จะประกันตัวก็จะไม่สามารถประกันตัวได้

แต่ในสหรัฐฯ ผู้ต้องหายังมีทางเลือกที่จะใช้บริการจากธุรกิจเอกชนชนิดนี้ ซึ่งที่จะทำหน้าที่วางหลักประกันแทนผู้ต้องหา โดยแลกกับค่าธรรมเนียมจำนวนหนึ่ง (เช่น 10% ของหลักประกัน) ที่ผู้ต้องหาจะต้องจ่ายให้กับบริษัทเป็นค่าบริการ

ถ้าหากปรากฏว่าภายหลัง ผู้ต้องหารายนั้นไม่มาปรากฎตัวในวันที่ศาลนัด ความรับผิดชอบจะตกอยู่กับบริษัท โดยศาลจะให้เวลาบริษัทในการติดตามตัวผู้ต้องหารายนั้นกลับมาขึ้น ถ้าหากทำไมไม่ได้ ศาลก็จะยึดเงินประกันของบริษัท

กลไกเช่นนี้นับเป็นตัวอย่างของการนำกลไลตลาดมาใช้แก้ไขปัญหาสังคม ในด้านหนึ่ง ผู้ต้องหาทุกคน ถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ดังนั้นธุรกิจนี้จึงช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนในกระบวนการยุติธรรมในแง่ของสิทธิที่จะได้รับการประกันตัวได้

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น กระบวนการบังคับคดีถือเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวมากปัญหาหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม เพราะการติดตามตัวผู้ต้องหานั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและงบประมาณของรัฐฯ จำนวนมหาศาลในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นในด้านกำลังพล หรือเวลาของศาลที่ต้องเสียไปจากการที่คดียืดเยื้อ ที่สำคัญ คดีที่ล่าช้าคือสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะยิ่งคดียืดเยื้อเท่าไรก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้กระทำความผิดมากเท่านั้น เพราะหลักฐานและพยานย่อมสูญหายไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา และต้นทุนของโจทก์ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้โจทก์รู้สึกถอดใจ ทำให้คนผิดไม่ได้รับโทษตามสมควรในที่สุด

แต่การส่งผ่านหน้าที่ให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ติดตามตัวผู้ต้องหานี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมาก จากการศึกษาโดยคณะเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน พบว่า ผู้ต้องหาในสหรัฐฯ ที่ใช้บริการของธุรกิจนี้ จะหลบหนีประมาณ 25% ของทั้งหมด แต่บริษัทเหล่านี้ก็สามารถติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีกลับมาได้ในอัตราที่สูงถึง 94-96% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่ากรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ติดตามเองมาก เพราะจากสถิติเฉพาะในเมืองใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีได้ราว 50%-60% เท่านั้น (ในเมืองเล็กตัวเลขจะยิ่งต่ำกว่านี้) เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่แบบเดียวกันนั้นมีรายได้เป็นเงินเดือนประจำ และมักต้องทำงานหลายหน้าที่พร้อมๆ กัน เนื่องจากบุคลากรมีจำกัด ในขณะที่ ธุรกิจเหล่านี้มีแรงจูงใจในการติดตามตัวผู้ต้องหามากกว่า เพราะไม่ต้องการจะสูญเงินประกัน

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง แทนที่รัฐฯ หรือผู้เสียภาษีจะต้องจ่ายเงินจำนวนมากไปกับทรัพยากรในการบังคับคดี รัฐฯ สามารถประหยัดเงินส่วนนี้ได้ โดยที่มีผลงานที่ดีกว่า แถมในกรณีที่ไม่สามารถติดตามตัวผู้ต้องหากลับมาได้ รัฐฯ ก็ยังมีรายได้จากการยึดเงินประกันเป็นของแถมอีกด้วย

Bounty Hunters คือชื่อเรียกของคนที่ทำงานติดตามตัวผู้ต้องหาในธุรกิจชนิดนี้ พวกเขามักไม่มีรายได้เป็นเงินเดือนประจำ แต่จะได้รับค่าตอบแทนก็ต่อเมื่อสามารถจับตัวผู้ต้องหากลับมาได้เท่านั้น รายได้ของพวกเขาแตกต่างกันพอสมควร โดยมากแล้วขึ้นอยู่กับขนาดของเงินประกันด้วย แต่โดยสถิติแล้ว พวกเขามีรายได้เฉลี่ยต่อปีใกล้เคียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่แบบเดียวกัน แต่พวกเขาจะต้องลงทุนมากกว่า เพราะจะต้องซื้ออุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง เช่น กุญแจมือ และรถแวนส่วนตัว ซึ่งมักเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะการติดตามตัวผู้ต้องหามักจะต้องทำงานข้ามรัฐฯ​ โดยช่วยเหลือกันเป็นเครือข่าย และเมื่อจับผู้ต้องหาได้แล้ว ก็มักจะต้องนำตัวผู้ต้องหาข้ามรัฐฯ กลับมาขึ้นศาลอีกด้วย

Bounty Hunters มีเทคนิคในการติดตามตัวหลายอย่างที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง ตามกฎหมายศาลจะอนุญาตให้พวกเขามีสิทธิพิเศษบางอย่างเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน และส่วนใหญ่แล้ว บริษัทจะใช้วิธีบังคับให้ญาติสนิทของผู้ต้องหา เซ็นค้ำประกันในสัญญาว่าจ้างด้วย ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลอย่างมาก เพราะมีผู้ต้องหาจำนวนไม่น้อยที่ไม่กลัวตำรวจ แต่กลับเกรงกลัวสมาชิกในครอบครัวของตัวเอง นอกจากนี้ยังพบว่า Bounty Hunters จำนวนไม่น้อยนั้นเป็นผู้หญิง เนื่องจากผู้หญิงนั้นมีข้อได้เปรียบในการปฏิบัติหน้าที่ลักษณะนี้หลายอย่างมากกว่าผู้ชาย

เรื่องนี้ช่วยจุดประการให้คิดได้ว่า ปัญหาบ้านเมืองหลายๆ อย่างนั้น สามารถแก้ไขได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณเสมอไป เพียงแค่เปลี่ยนแรงจูงใจในการทำงานใหม่ให้เหมาะสมแค่นั้นเอง

18 Replies to “0168 : Bounty Hunters”

  1. ขณะถูกจับกุม คนที่ผู้ต้องหาต้องการพบหน้ามากที่สุดคือ ญาติ เพราะ ญาติสามารถมาค้ำประกันว่าเขาจะไม่หลบหนี(หากได้รับประกันตัว) การใช้ญาติค้ำประกัน เป็นแรงจูงใจให้ผู้ต้องหาไม่อยากหนี(เกรงใจญาติ) ถ้าเขาตัดสินใจหลบหนีจริงๆ (ไม่ไปรายงานตัวตามนัด) คนที่ผู้ต้องหาไม่อยากจะพบหน้าที่สุด คือ ญาติ เพราะ ญาติก็มักจะรับบทเป็นหัวหอกในการตามจับเขาเสียเอง เพื่อให้ตนเอง(ญาติ)หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ญาติมักจะรู้ข้อมูลพฤติกรรมและแหล่งกบดานของผู้ต้องหาอย่างดียิ่งกว่าเจ้าหน้าที่ ทำให้ตามจับได้ไม่ยาก ทั้งยังลดความรุนแรงของวิธีการจับกุมได้มาก

  2. ของไทยก็มีครับ วางหลักประกันแทนผู้ต้องหา แล้วคิดค่าธรรมเนียม
    เพียงแต่ไม่มีข้อมูล ว่า ถ้าผู้ต้องหาหลบหนี แล้วเขาจะช่วยไปติดตามกลับมาหรือไม่
    เพราะหัวใจหลักของธุรกิจ คือ การหาซื้อที่ดินที่มีมูลค่า 10% ของราคาประเมินกรมที่ดิน

  3. ปรากฏ ไม่ใช่ ปรากฎ (ผู้ต้องหารายนั้นไม่มาปรากฎตัวในวันที่ศาลนัด)
    กลไก ไม่ใช่ กลไล

  4. มีผู้ต้องหาจำนวนไม่น้อยที่ไม่กลัวตำรวจ แต่กลับเกรงกลัวสมาชิกในครอบครัวของตัวเอง
    vs มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ไม่กลัวสมาชิกในครอบครัวของตัวเอง แต่กลับกลัวคุณครู ..ขอแซวครับ ^^

  5. “เนื่องจากผู้หญิงนั้นมีข้อได้เปรียบในการปฏิบัติหน้าที่ลักษณะนี้หลายอย่างมากกว่าผู้ชาย” Like

  6. ผมมีข้อสงสัยนิดนึงครับพี่โจ๊ก

    “Bounty Hunters คือชื่อเรียกของคนที่ทำงานติดตามตัวผู้ต้องหาในธุรกิจชนิดนี้ พวกเขามักไม่มีรายได้เป็นเงินเดือนประจำ แต่จะได้รับค่าตอบแทนก็ต่อเมื่อสามารถจับตัวผู้ต้องหากลับมาได้เท่านั้น โดยสถิติแล้ว พวกเขามีรายได้เฉลี่ยต่อปีใกล้เคียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ แบบเดียวกัน แต่พวกเขาจะต้องลงทุนมากกว่า เพราะจะต้องซื้ออุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง”

    จากข้อความข้างบน ทำให้ผมสงสัยว่า…
    แล้วคนที่มาทำอาชีพนี้ ทำไมเค้ายอมมาทำครับ
    ทั้งๆที่ได้รายได้พอๆกับตำรวจที่ทำหน้าที่แบบเดียวกัน
    แต่อาชีพนี้ต้องลงทุนมากกว่า
    แุถมมีความเสี่ยงที่จะจับผู้ต้องหาไม่ได้ แล้วทำให้ไม่ได้รับค่าตอบแทนอีก

    ถ้าได้รายได้พอๆกับตำรวจ คนที่ทำอาชีพBounty Hunters น่าจะอยากสมัครเป็นตำรวจดีกว่ารึปล่าวครับ
    ลงทุนน้อยกว่า มีความมั่นคงทางรายได้สูงกว่า

    ขอบคุณครับ^^

  7. เข้าใจว่าทางรัฐบาลเขามีการควบคุมจำนวน headcount ของตำรวจเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายอยู่ครับ

  8. น่าไปทำเป็นหนังจัง
    พี่เล่นดอทเอด้วยหรอครับ

    1. เคยเป็นหนังแล้วครับชื่อ the midnight run นำแสดงโดย โรเบิร์ต เดอนิโร

      มีแววเป็นนักสร้างหนังนะครับเนี่ย

      ดอทเอคือไรครับ

  9. อาจารย์ ขอเรื่อง ยกเลิกกองทุนน้ำมันหน่อย
    ด่วนเลย
    นโยบาย เจ้ ยิ่งลัก

  10. หมายจับ มีเป็นสิบๆ อย่าง ทั้ง ทำผิดหลบหนี / มอบตัว ประกันสำเร็จ หลบหนี / ผู้เสียหายฟ้องเอง ศาลออกหมายจับ / การจะจับ ค่าน้ำมัน ค่ากิน ค่านอนมหาศาล และ ตำรวจ ก็หาเบิกที่ไหนไม่ได้ ถ้าเจ้าทุกข์ออกน้ำมันให้ก็พอทน ถ้าตำรวจหาเบิก ไม่ได้ หมายจับ ก็ไม่มีความหมาย

  11. ในไทย หมายจับ มี 2 ประเภท 1. คือ หมายจับทั่วไป พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอศาลอนุมัติ เช่น คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น ฉ้อโกง ฯลฯ ที่มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ 2 คือ หมายจับที่ศาลออกเอง เช่น จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้วหลบหนี จำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา

    หมายจับประเภทแรก น่าจะเป็นแสนๆหมาย หมายจับประเภทที่2 ปี 2562 มีประมาณ 20,000 หมาย

    การตามจับหมายจับประเภทแรกนั้น องคาพยพมีเยอะมาก ทั้งตำรวจ ทหาร อำเภอ ด่านชายแดน เจ้าภาพช่วยกันจับเยอะ ข้อมูลหมายจับก็ออนไลน์ ผูกกับทะเบียนบ้าน ใครโดนหมายจับนี่รู้กันทั้งเมือง เลยช่วยกันจับ แต่หมายจับประเภทที่ 2 ศาลออกเอง จะไม่มีออนไลน์ ไม่มีใครช่วยจับเลย เพราะ จับไปแล้ว จะเบิกเงินจากที่ไหนไม่ได้เลย วงการตำรวจปฎิเสธหมายจับประเภทนี้ ปัจจุบันเจ้าภาพ คือ นายประกัน ซึ่งก็ไม่มีศักยภาพไปตามจับ ถ้าอยากจับ ต้องจ้างตำรวจท้องที่ จับได้ จ่ายค่าจ้าง30เปอร์เซ็นของวงเงินประกันทีเดียว คนหนีประกันจึงลอยนวล

    อาชีพ เอกชนไล่จับคนหนีหมายจับในไทยน่าจะมีน้อยมาก เพราะ ไม่มีข้อมูล เช่น เอกชนมีหมายจับ แต่ก็ไม่รู้ว่าจับสำเร็จไปแล้วหรือยัง เพราะจับซ้ำไม่ได้เด็ดขาด ฯลฯ งานจับใช้เทคนิค วิชา และ เครือข่ายเยอะมาก ทั้งยังต้องมีรถยน ความรู้ เงินทุน ฯลฯ

    หมายจับที่ออกโดยศาล ที่ถือว่าไม่มีเจ้าภาพเลย ศาลเลยออก พรบ ตำรวจศาล ปี 2562 ให้ตำรวจศาลไปตามจับคนหนีประกันโดยตรงเลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *