0086: My Own Thailand’s Five Clusters

ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ กล่าวว่า บริเวณต่างๆ บนโลกมีแนวโน้มที่จะเกิดการกระจุกตัวของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันจนกลายเป็น”ย่าน”หรือที่เรียกว่า Cluster ขึ้นมา ซึ่งทำให้บริษัทที่อยู่ภายในย่านนั้นยิ่งมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นไปอีก

คลัสเตอร์จะเกิดได้นั้นต้องมีองค์ประกอบที่เกื้อหนุน 5 อย่าง ได้แก่ มีวัตถุดิบเพียงพอ มีอุตสาหกรรมเกื้อหนุนอยู่พร้อม รัฐบาลสนับสนุน มีการแข่งขัน และมีอุปสงค์รองรับ  พอร์เตอร์มองว่าคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในประเทศไทยนั้นมีอยู่ 5 อุตสาหกรรม คือ ยานยนต์ แฟชั่น ท่องเที่ยว อาหาร และ ซอฟต์แวร์

สำหรับคนที่อยู่ในเมืองไทยมาตั้งแต่เกิดอย่างผมขอมีคลัสเตอร์ในดวงใจของตัวเอง 5 คลัสเตอร์บ้าง ดังนี้ครับ

1. การแพทย์ แต่ไหนแต่ไรมาเด็กไทยที่เก่งที่สุดนิยมเรียนหมอ ต้นทุนการรักษาพยาบาลของไทยก็ต่ำมากเมื่อเทียบกับชาติอื่น ปัจจัยที่เกื้อหนุนเหล่านี้ทำให้โรงพยาบาลเอกชนไทยเหนือกว่าที่อื่นอย่างมากด้วยตัวของมันเองทั้งที่รัฐบาลไทยไม่เคยสนับสนุนเลย โดยเฉพาะโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นั้นถือได้ว่าเป็นโรงพยาบาลชั้นแนวหน้าของโลก

2. ภาพยนตร์ วัฒนธรรมที่ค่อนข้างเปิดและความช่างคิดช่างฝันของคนไทยทำให้เรามีศักยภาพที่จะส่งออกภาพยนตร์ได้ ไทยเราก็เคยเป็นหนึ่งของโลกทางด้านภาพยนตร์โฆษณามาก่อนแต่ตอนหลังเศรษฐกิจในประเทศไม่ค่อยดี งานโฆษณามีน้อยลง เลยทำให้ฝีมือของเราตกลงไปด้วย ผมว่าการส่งออกภาพยนตร์คือการส่งออกวัฒนธรรม ถ้าเราส่งออกหนังไทยได้สำเร็จ คนต่างชาติจะยอมรับแบรนด์ไทยมากขึ้น เราจะส่งออกสินค้าอย่างอื่นได้ง่ายขึ้นและขายได้ราคาดีขึ้นด้วย แบบเดียวกับที่เกาหลีใต้กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

3. สินค้าเกษตร แต่เดิมเราเป็นประเทศเกษตร เราจึงมีศักยภาพอยู่แล้ว เพียงแต่เรายังไม่ได้ทำอย่างจริงจัง ทุกวันนี้แค่ทำแบบตามมีตามเกิด ผลผลิตต่อไร่ต่ำมาก เรายังส่งออกสินค้าเกษตรมากเป็นอันดับแรกๆ ของโลก ถ้าเราหันมาทำจริงๆ จังๆ แบบบางประเทศเราจะยิ่งทำได้ดีขนาดไหน ติดอยู่แต่ว่าการทำแบบจริงๆ จังๆ นั้นจำเป็นจะต้องใส่ทุนเข้าไปในระบบซึ่งคนไทยอาจรับเรื่องนี้ไม่ได้

4. สปา ผมว่าคนไทยเป็นเลิศเรื่องการเอาอกเอาใจ เพราะเรามีหัวใจบริการ ประกอบกับเรามีธรรมชาติที่สวยงาม เราจึงมีศักยภาพในการเป็นฮับสปาของโลก อย่าง ชีวาศรม ก็ถือว่าเป็นสปาอันดับต้นๆ ของโลก

5. ศูนย์วิจัยโรคมะเร็งตับ ประเทศไทยมีคนเป็นมะเร็งตับมากเป็นอันดับสองของโลก เราจึงมีข้อได้เปรียบเรื่องมีตัวทดลองยามากที่สุด ธุรกิจนี้เลยน่าจะไปได้ดี (อันนี้ประชดครับ)   

9 thoughts on “0086: My Own Thailand’s Five Clusters”

  1. 1 3 4 และ 5 ไม่น่าสงสัยเท่าไหร่

    แต่ 2 นี่สิ ในฐานะนักเรียนภาพยนตร์ อุปสรรคเดียวของวงการคือ… คนดู

  2. ตอนนี้คนดูเน้นดูกันแต่หนังตลกเป็นหลัก ซึ่งตลกของแต่ละประเทศมันไม่เหมือนกันทำให้ส่งออกยากกับอีกอย่างหนึ่งคือชอบซื้อวีซีดีผีทำให้เจ้าของหนังขาดทุนจึงไม่กล้าลงทุนอย่างเต็มที่

    แต่ถึงขนาดนั้นก็มีหนังหลายเรื่องที่ส่งออกแล้วถูกใจคนต่างชาติมาก ผมเคยถามคนสิงคโปร์ เขารู้จักหนังไทยกันหลายเรื่องและก็ชอบกันมาก เช่น นางนาค สตรีเหล็ก เป็นต้น

  3. หนังได้กล่องของไทยก็ยังมีอยู่เยอะนะครับ อย่างเรื่อง สัตว์ประหลาด นี่ก็ได้รับการยอมรับมากทีเดียว (ผมยังไม่ได้ดู) ความสามารถของคนไทยมีอยู่ไม่น้อย

    แต่ยังไงตรงนี้ผมก็หมายถึงหนังที่ฉายแล้วได้ตังค์นะครับ ตอนนี้เราอาจจะยังมองไม่ออก แต่ผมว่าเรามีศักยภาพอยู่มากครับ เพียงแต่ยังเดินไม่ถูกทาง

  4. ผมแถมให้ สัก cluster ได้มั้ยเอ่ย?

    บริการผ่าตัดแปลงเพศ นั่นไง … บ้านเรามี Misser (Mister+Miss) ระดับ Universe มากกว่าใครในโลกเลยนะคับ (เรามีบริการเสริมด้วย คือ มีงานการทำในเมืองไทยด้วย!)

    โอ้ซาร่า … คุณสวยมากจิงๆ ด้วย (กรุณาทำเสียงหล่อ)

    : )

  5. ทุกวันนี้รพ.บำรุงราษฏร์ก็ผ่าตัดแปลงเพศชาวอเมริกันเฉลี่ยวันละ 1-2 รายครับ

    เอ่อ ลืมเล่าไปอีกเรื่อง คุณทราบมั้ยครับว่าประเทศอาหรับทั้งหลายในตะวันออกกลางดูภาพยนตร์ที่มาจากประเทศใด คำตอบคือ อียิปต์ ครับ อียิปต์แทบจะผูกขาดหนังและเพลงในโลกอาหรับ เพราะวัฒนธรรมของอิยิปต์ค่อนข้างจะเปิดมากกว่าชาติอาหรับอื่นๆ ก็เลยมีข้อจำกัดในการทำหนังน้อยกว่า ผมว่าไทยก็ค่อนข้างได้เปรียบในลักษณะเดียวกัน อย่างหลายประเทศในภูมิภาคนี้ถ้าทำหนังตุ๊ดหนังเกย์ในแนวตลกคงมีปัญหาแน่นอน

    อีกอย่างหนึ่ง ผมว่าคนไทยหน้าตาดีครับ อันนี้ก็เป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง ในอุตสาหกรรมบันเทิง

  6. ถ้าหนังไทยจะแพร่ออกสู่ทั่วโลก สิ่งแรกที่ควรลงทุนทำที่สุดก็คือ sub-title ครับ ผมว่านะ ทำมันหลาย sub-title หลาย ๆ ภาษามันเลย เพราะถ้าให้คนในชาตินั้น ๆ มาเรียนภาษาไทย แล้วทำ sub-title ออกมา สู้ให้คนไทยที่รู้ภาษาต่างประเทศ ทำ sub-title เองซะยังจะดีกว่า

  7. หนังไทยโกอินเตอร์นี่จริงๆ มันไม่ได้หรูหราอะไรนักหรอกครับ
    ที่ผ่านมาที่เป็นปรากฎการณ์ จริงๆนี่ มี องค์บาก กับ สตรีเหล็ก และ
    ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ เท่านั้น (ที่ผมพอจะคิดออก)
    ความเป็นจริงในทุกประเทศ หนังฮอลีวู้ด ก็ยัง เป็นอันดับหนึ่งอยู่เสมอ
    ไม่ว่าปีนั้น หนังฮอลีวู้ดจะดีหรือห่วยยังไงก็ตาม นอกจากนั้น ที่ขายได้ชัวร์
    ก็เป็น หนังผี หนังสยองขวัญ หนังสัตว์ประหลาด งูยักษ์ ฉลามยักษ์
    ค้างคาวดูดเลือด รองมาก็จะเ็ป็นหนังบู๊ ที่รั้งท้ายก็จะเป็นหนังตลก กับ หนังรัก เป็นอย่างงี้ทั้งโลกครับ

    หนังไทยดีๆ ที่ไม่อยู่ในประเภท พวกนี้ บางทีโดนซื้อไปเพราะเป็นหนังแถม
    ด้วยซ้ำ ไม่ได้เป็นเพราะเขาต้องการหนังเรื่องนั้น แต่เพราะ อยากได้หนัง
    ผี หนังสัตว์ประหลาด ต่างหาก กรณีนี้เป็นแบบเดียวกัน หนังฮอลีวู้ดหลายเรื่อง
    ในบ้านเราที่ ไม่เคยฉายโรงเลย แต่ตรงไปลงแผ่นทันที เพราะพวกนี้เป็นหนังแถม
    ที่ซื้อติดมากับหนังฟอร์มยักษ์ อย่าง Starwars, Harry, LOTR ทั้งหลาย

    ส่วนหนังดีๆ อย่าง ทวิภพ โหมโรง สัตว์ประหลาด ที่นักวิจารณ์ชอบๆ
    นี่มันจะไปลงโรง พวกอาร์ตเฮาส์ ซึ่งเขารู้กันอยู่แล้วว่าจะได้รายได้น้อยมาก
    ตอนขายจึงขายกันไม่แพง แต่จะได้แฟนหนัง อยู่จำนวนหนึ่ง เหมือนตลาด
    หนังอาร์ต หนังอินดี้ ในไทยแหละครับ เชิดหน้าชูตา แต่ไม่ได้ตังค์

    มีเรื่องตลกๆ ในวงการหนังไทยว่า ถ้าหนังเรื่องไหนติดโฆษณาว่าได้รับรางวัล
    จากเทศกาลหนัง ละก็เจ๊งแหงๆ

    แล้วเวลาเขาขายหนังกัน ถึงค่ายหนังจะจัดฉายหนังให้ดูทั้งเรื่อง แต่ไม่มีคนซื้อ
    หนังที่ไหนเขา มานั่งดูกันจนจบทุกเรื่องหรอกครับ เพราะ
    คู่แข่งอาจจะตัดหน้าคุณซื้อหนังเรื่องนั้นไปแล้วก็ได้ในระหว่างที่คุณนั่งดูหนังอยู่ !!
    คนซื้อจึงต้องอาศัย”หน้าหนัง” ตัดสินใจกันทั้งนั้น พล็อตมันโดนมั้ย
    (ไอ้ที่โดนๆที่ว่านี่ อันดับ 1ก็พวก สัตว์ประหลาด ผี สยองทั้งหลายแหละครับ) ดารานำพอมีชื่อหรือเปล่า ผู้กำกับพอมีเครดิตอะไรมั่งมั้ย ยกเว้นว่าคุณ ซี้
    กับ ค่ายหนังนั้นๆ อยู่ ซึ่งสำหรับการขายหนังนั้นทำโปสเตอร์โปรโมตโดนๆ หรือทำหนังตัวอย่างดีๆ จะขายได้ง่ายกว่า ทำหนังดีๆ ซะอีก

    เกาหลีที่เขาแข็งแรงขี้นมาได้ เพราะทั้งเอกชน และ รัฐบาลร่วมมือกันครับ
    รัฐบาลเกาหลีได้กำหนดจำนวนวันเข้าฉายของภาพยนตร์เกาหลี
    ว่าโรงหนังต้องฉายอย่างน้อย 106 วันใน 1 ปี แล้วยังกำหนดว่า
    ในหนังที่เข้าที่เข้าฉายในโรงทั้งหมด ต้องมีสัดส่วน 1 ใน 4
    ของจำนวนโรงที่ฉายภาพยนตร์เกาหลี และรัฐบาลยังให้เงินสนับสนุน
    กับผู้สร้างภาพยนตร์ปีละ 10 เรื่อง เรื่องละประมาณ 20 ล้านบาท
    ตอนรัฐบาลเกาหลีจะเปิด FTA หนังกับอเมริกา
    นี่คนในวงการเขามารวมตัวประท้วงกันใหญ่เป็นประวัติการณ์เลยละครับ

    จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทำให้หนังเกาหลีแข็งแกร่ง มันยังไม่เคยเกิดกับวงการหนังไทยครับ
    เอาแค่การเก็บหลักฐานทางประวัติศาสตร์หนังไทยนี่ รัฐยังไม่ใส่ใจเลยครับ
    ทั้งๆที่เป็นทรัพยากรเบื้องต้นในการพัฒนาวงการเราแท้ๆ

  8. เสนอความคิดบ้าง เห็นถกกันเรื่องหนังไทย
    สำหรับตัวเองเลือกดูหนังไทยที่อยากดู
    แค่อยากจะบอกว่าหนังดีๆไม่จำเป็นต้องเป็นหนังอาร์ตดูแล้วยากไม่เข้าใจ
    ไม่ได้บอกว่าหนังแบบนั้นไม่ดี แน่นอนว่าดีเพราะถ้าไม่มีก็น่าเบื่อ
    แต่ว่าหนังดีสามารถเป็นหนังตลาดได้ หนังไทยดีๆที่ทำให้เนื้อหาน่าสนใจแล้วขายในตลาดทั้งไทยและเทศได้ถ้าตั้งใจ

    อยากบอกว่าการที่พูดว่าหนังไทยไปไกลๆไม่ได้ เพราะคนดู
    อาจมีส่วน แต่สิ่งที่อยากถามกลับคือ ถ้าทำหนังยากเหลือเกิน แล้วหวังให้คนดูธรรมดาสามัญเข้าใจในสิ่งที่หนังนำเสนอ
    จะเป็นไปได้ไหม

    หนังเกาหลีที่บุกตลาดระดับเอเชียหรือไปถึงโลกได้
    หนังเขาไม่ได้มีแต่หนังดูยาก จริงๆเขาเริ่มบุกตลาดต่างประเทศด้วยหนังรักโรแมนติคด้วยซ้ำ
    ฉันก็ไม่แน่ใจหรอกนะ แต่สำหรับฉันเริ่มรู้จักเกาหลีก็จากหนังรัก
    เอาเป็นว่าฉันได้ดูหนังเกาหลีด้วย il Mare และ My Sassy Girl
    แล้วถ้าถามว่าหนังดีมากมายไหม ก็ไม่ใช่ มีข้อบกพร่องในเรื่องบทบ้าง ความเยิ่นเย้อบ้าง
    แต่ทำไมขายได้ล่ะ ที่ฉันสัมผัสได้คือความปราณีตในการถ่ายทำ ฉาก การเลือกเพลงประกอบหนัง การแสดง

    ถึงตรงนี้คือ สำหรับฉันอยากดูหนังไทยแบบ หนังรักน่ารักแบบ “พริกขี้หนูกับหมูแฮม” “รักแรกอุ้ม” “เพื่อนสนิท” “เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย”
    หนังเด็กหรือหนัง coming of age อย่าง “ปุกปุย” หรือ “แฟนฉัน”
    หนังให้สำนึกถึงไทยอย่าง “โหมโรง” “เหมืองแร่”

    ถ้ามีหนังแบบนี้ทำออกมา ก็พร้อมจะควักเงินเข้าไปดู
    แต่เพราะว่าผู้สร้างมองว่าคนดูบางส่วนต้องการดูหนังตลก ตุ๊ด เกย์
    เลยตั้งหน้าตั้งตาสร้างออกมา
    โดยลืมคนดูอีกส่วนหนึ่งบ้างหรือเปล่า
    แล้วเลยเหมาว่า”คนดูบางส่วน” คือ “คนดู”

    ถ้ามองย้อนไปดูหนังที่ขายออกตลาดสากลได้
    จะเห็นว่าเขาไม่ผูกติดกับหนังแนวเดียว
    ยังขอยกเกาหลีเป็นตัวอย่างเช่นเดิม
    หนังตลกปัญญาอ่อน ตลกสัปดนก็มี
    หนังรักโรแมนติค ซึ้ง ก็มี
    หนังอาร์ตดูแล้วไม่เข้าใจก็มี
    หนังสงครามก็มี
    หนังสัตว์ประหลาดจริงๆก็มี
    หนังดราม่าบีบคั้นอารมณ์ก็มี
    หนังเซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติก็มี

    แต่ก็อย่างว่านะ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่ารัฐบาลเกาหลีเขาก็ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ด้วยนั่นแหละ
    เขาถึงได้พัฒนากันได้แบบนั้น

    สรุปแล้วสำหรับฉัน ผู้สร้างหนังก็ต้องมองตลาดคนดูให้หลากหลายขึ้น
    รัฐก็ควรให้การสนับสนุน
    คนดูก็ต้องพร้อมจะเข้าไปดู

    โอกาสที่ภาพยนตร์จะเป็น cluster ให้ได้ก็คงจะมี (สักวัน)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *