0195: a closer look at the grassroots

สมัยนี้ เราได้ยินคำว่า “คนรากหญ้า” บ่อยขึ้น แต่บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนรากหญ้าจริงๆ หน้าตาเป็นยังไงกันแน่
ทุกวันนี้ คนรากหญ้าจริงๆ แทบไม่ได้พื้นที่สื่อเลย โดนคนเมืองขโมยซีนไปหมด สื่อมวลชนเสนอแต่เรื่องของคนเมืองจนกระทั้งทำให้หลงคิดไปว่าประเทศนี้มีแต่คนเมือง ทั้งที่จริงๆ แล้ว คนรากหญ้าต่างหากที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ  
เราไม่เคยรู้เลยว่า คนรากหญ้าจริงๆ ต้องการอะไรกันแน่ เพราะความต้องการของคนรากหญ้าที่ได้ยินผ่านสื่อ ล้วนแล้วแต่ถูกสื่อสารโดย แกนนำม๊อบ เอ็นจีโอ หรือไม่ก็นักการเมืองทั้งสิ้น คนพวกนี้ไม่ได้เป็นคนรากหญ้าเองจริงๆ ตกลงก็เลยไม่รู้ว่า สิ่งที่คนพวกนี้พูดใช่ความต้องการของคนรากหญ้าจริงหรือไม่ 
ทุ่งกุลาร้องไห้ มีพื้นที่นาที่หนาแน่นที่สุดในประเทศไทย กินเนื้อที่มากถึง 5 จังหวัดในเขตภาคอิสานตอนล่าง จึงอาจถือได้ว่า ทุ่งกุลาร้องไห้เป็น headquarter ของคนรากหญ้าเลยทีเดียว ที่นี่มีคนอยู่มากกว่า 6 แสนคน ส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกข้าวหอมมะลิ และปลูกต้นยูคาลิปตัสทั้งนั้น ความเป็นอยู่ของคนที่นี่จึงน่าจะสะท้อนชีวิตของคนรากหญ้าได้ระดับหนึ่ง (แต่ไม่ได้จะหมายความว่า คนรากหญ้าทุกคนเหมือนกันหมดนะครับ)

ทุ่งกุลาร้องไห้
ณ นาแห่งหนึ่งในทุ่งกุลาร้องไห้

  

นี่คื่อโฉมหน้าของคนรากหญ้าตัวจริงเสียงจริง หายใจฟึดๆ
เจอแล้ว นี่ไง คนรากหญ้า ตัวเป็นๆ หายใจฟึดๆ
ปัจจุบันเลิกเกี่ยวข้าวด้วยมือ (อดลงแขกเลย) หันมาใช้ควายเหล็กกันหมดแล้ว

ปัจจุบันที่นี่เลิกเกี่ยวข้าวด้วยมือไปแล้ว (ว้า อดลงแขกเลย) หันมาใช้ควายเหล็กกันหมด
ชีวิตประจำวันของคนรากหญ้าก็ยังคงเป็นชีวิตที่เหนื่อยเหมือนเดิม
แต่ชีวิตประจำวันของคนรากหญ้าก็ยังคงเป็นชีวิตที่เหนื่อยเหมือนเดิม
ขวดอะไรไม่รู้ สงสัยพี่เขาลืมเก็บก่อนเข้าฉาก
ขวดอะไรไม่รู้ สงสัยพี่เขาลืมเก็บก่อนเข้าฉาก

(ข้างต้น เป็นการ crop ภาพมาจากภาพประกอบในนิตยสารสารคดี caption และวงกลมสีแดงนั่นผมเติมเอาเอง)

ชาวนาที่ทุ่งกุลาร้องไห้มีรายได้น้อยมาก ต่อไปนี้เป็นคำให้การของผัวเมียชาวนาคู่หนึ่งในนิตยสารสารคดี “นาของฉันมี 8 ไร่ ได้รับมรดกมาจากพ่อแม่ ฉันปลูกข้าวหอมมะลิทุกปี ปีที่แล้วข้าวเปลือกขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 18 บาท แต่ฉันขายไปก่อนที่ตั้งแตตอนโลละ 10 บาท ได้สองหมื่นห้า ถ้าเก็บไว้ขายตอนแพงๆ ก็คงได้เพิ่มอีกเท่าตัว ข้าวเพิ่งขึ้นราคาตอนฉันขายไปหมดแล้ว แต่ได้เท่านั้นฉันก็พอใจเพราะไม่ได้ลงทุนมาก ฉันไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีใช้ยาอะไรเลย กลัวควายที่เลี้ยงในนาจะเป็นอันตราย หญ้าขึ้นก็ถอนออกเอาไปให้ควายกิน แล้วก็เอาขี้มันนั่นแหละมาใส่นา” เช่นนี้ที่ GDP ต่อหัวของคนอิสานแค่ 3 หมื่นต่อปีเท่านั้น ก็น่าจะไม่ผิดจากความเป็นจริงเท่าไรนัก เพราะผัวเมียคู่นี้สองหัวรวมกันยังหาได้แค่ 2.5 หมื่นเท่านั้น ทุ่งกุลาร้องให้ ปลูกข้าวนาปีได้อย่างเดียว ยังปลูกข้าวนาปรังไม่ได้ เนื่องจากที่นี่ยังไม่มีระบบชลประทาน

แม้จะมีรายได้ต่ำมาก แต่ค่าครองชีพก็ต่ำมากด้วย  วันๆ แทบไม่ต้องใช้เงินเลย จับหนูนากิน เก็บผักหลังบ้านกิน (ยกเว้นจะดื่มเบียร์ถึงต้องใช้เงิน) ไม่ต้องเสียค่าเดินทางไปทำงาน ค่าเช่าบ้าน ไม่ต้องกลัวว่าจะตกงาน ตกเย็นก็มีเวลาเตะตะกร้อได้ ชาวนาจึงเป็นอาชีพที่แม้จะเหนื่อยและรายได้น้อยก็จริง แต่ก็สามารถอยู่ได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องดิ้นรน

การดิ้นรนไปหางานทำที่กรุงเทพฯ แม้จะได้เงินดือนแค่ 6-7 พันบาท แต่ก็เป็นรายได้ที่มากกว่าการทำนาถึง 3 เท่า (แม้ค่าใช้จ่ายจะมากขึ้นด้วยก็ตาม) จึงไม่แปลกที่คนรากหญ้าส่วนหนึ่งยินดีทิ้งบ้านเกิดเข้ามาหางานทำในกทม. เพื่อรายได้ที่สูงกว่า คนรากหญ้าบางส่วนทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่พอหมดหน้านาก็เข้ามาหารายได้เสริมในเมืองด้วย ดีกว่าอยู่เปล่าๆ เวลาขึ้นแท็กซี่ ผมชอบดูใบขับขี่ของคนขับ สังเกตว่า คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่จะมาจากภาคอิสานกันทั้งนั้น เคยได้ยินว่า คนที่เดินขายหวยที่เราเห็นตามปั้มน้ำมันส่วนใหญ่ก็เป็นคนรากหญ้าเหมือนกัน พวกเขาจะนั่งรถเข้ามาเดินขายหวยในกทม. เฉพาะช่วงใกล้วันหวยออกเท่านั้น ขายเสร็จก็จะกลับบ้าน งวดต่อไปก็ค่อยนั่งรถเข้ามาขายใหม่ ไม่ได้อยู่ในกทม.แบบถาวร  ถือเป็นแรงงานนอกระบบอีกประเภทหนึ่ง แต่อันนี้ก็ยังงงอยู่ว่า คุ้มค่ารถได้ยังไง เอาไว้วันหลังต้องลองสัมภาษณ์คนขายหวยดูหน่อย แต่สรุปแล้ว ชาวนาเป็นอาชีพที่รายได้น้อยมาก แต่อยู่ได้โดยไม่ต้องดิ้นรน ถ้าอยากได้รายได้สูงขึ้นก็ต้องดิ้นรนเพิ่มขึ้นด้วยการเข้ามาหารายได้ในเมือง

23 thoughts on “0195: a closer look at the grassroots”

  1. แล้วคนรากหญ้าของเวียดนาม เขาจะเหมือนเราหรือเปล่านะ

  2. อยากเห็น คนรากหญ้า ที่สามารถกลาย เป็นคน พอมีตัง บ้างจัง

    ที่ผมเห็นคนนึง คือ ลุง ประยงค์ จาก นครศรีธรรมราช ที่ได้รางวัลเเมกไซไซ
    เเกปลูกยางพารา เเละ พืชผสมผสาน ตอนหลังเเกทำโรง บ่มยางเองเลย
    Vertical Integration

    อยากเห็นชาวนา มีโรงสีเป็นของตัวเอง รวมตัวกัน ซื้อปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ เป็นจำนวนมากๆ
    เเละ ขายข้าวล่วงหน้า ทำบัญชีเอง ขายข้าว เเพคมียี่ห้อตัวเอง

    รัฐบาลก็หนุนโดย ทำชลประทานให้ทั่ว ถึง ออกบทวิเคราะห์ เเนวโน้มข้าวในอนาคต
    พยากรณ์อากาศ หาตลาดให้ เเนะนำการทำผลิตภัณใหม่ๆ

    1. ต้องไปดูแถวอยุธยา สุพรรณบุรี ชัยนาท ชาวนาที่นั้นใช้เครื่องมือหนัก เช่นรถไถ รถหว่าน รถเกี่ยว รถนวดข้าว ทำนาปีละ 3 ครั้ง บางที่ 2ปี ทำนา 7 ครั้ง และยังออกไปเช่าที่ทำนานอกพื้นที่อีก แต่วิถีชีวิตก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เพราะข้าวที่ปลูกก็ไม่ได้รับประทานเอง ส่งขายต่างประเทศเป็นข้าวคุณภาพไม่สูง แล้วก็เอาเงินที่ได้มาซื้อข้าวนาปีจากชาวนาอื่นมารับประทานแทน ชีวิตก็ขึ้นอยู่กับตลาด(ไม่ใช่ตลาดสดนะ)มากขึ้น มีการลงทุน มีเงินมากขึ้น แต่บางครั้งก็อาจจะมีหนี้มากขึ้นด้วย

  3. ถ้านิตยสาร สารคดี อยากทำชีวิต คนชั้นกลาง ที่ตอนนี้ กำลังจะเป็นคนรากหญ้าก็ สามารถติดต่อผมได้นะครับ เหอๆๆๆ

  4. ถ้าอยากคุยกับคนรากหญ้าในเมืองหลวง
    ต้องไปงานอย่างประเภท OTOP
    แล้วนั่งคุยกับพ่อแก่ แม่แก่ได้เป็นวันๆถึงเรื่องลมฟ้า อากาศ
    พืชผล ไร่นาปีนี้ เป็นอย่างไร
    คนรากหญ้าเคยหอบข้าวของมาขายที่พารากอน
    เจอคนเมืองหลวงกินกาแฟแก้วล่ะเป็นร้อย
    แต่ต่อของที่เอาขายราวกับจะซื้อเอาเปล่าๆ

    คนรากหญ้าเลยงง
    ไม่รู้คนเมืองหลวงรวยหรือจนกันแน่ อุอุ

  5. ข้อมูลของคุณ MN ช่วยตอบคำถามได้ว่าทำไมคนภาคกลางถึงมี GDP ต่อหัวสูงกว่าคนภาคอิสานมาก ขอบคุณครับ

    ไว้ผมต้องหัดสัมภาษณ์คนขายของ OTOP บ้างเสียแล้ว เพื่อได้ข้อมูลอินไซด์แบบพี่ซือเจ๊

  6. คิดเล่นๆนะครับ ไม่รู้ว่านี่เป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำในสังคมหรือเปล่า

    ทำไม ภาคกลางทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง แต่ภาคอีสาน ทำนาได้แค่ปีละครั้ง แถมได้ปีล่มปี

    ทำไมเราไม่ทำให้พี่น้องชาวอีสาน สามารถทำนาได้ปีละ 3 ครั้งบ้าง

    ทำไมภาคกลางมีระบบชลประทาน ทำไมภาคอีสานไม่มีอย่างเพียงพอ

    เราเก็บภาษีทั้งประเทศมาพัฒนาแต่กรุงเทพ

    ทำไมรถเมล์ในกรุงเทพ ขาดทุนสะสมได้เป็นหลักหมื่นล้าน โดยเอาภาษีของคนทั้งประเทศมาถม แต่เราไม่จัดการขนส่งมวลชนแบบรถเมล์ในต่างจังหวัดให้ทั่วถึง

    เชียงใหม่ ทำรถเมล์แป๊บเดียว ก็เลิกทำ ให้เหตุผลว่าขาดทุน ต้องเลิกทำ

    ทำไมต้องลงทุนเป็นแสนล้านทำรถไฟฟ้าให้คนกรุงเทพสบาย แต่รถไฟไปต่างจังหวัด ยังมีตัวเรือดวิ่ง แถมถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

    ทำไมตอนน้ำจะท่วมกรุงเทพ ต้องกั้นไว้ ให้ไปท่วมนาที่สิงห์บุรี อยุธยาแทน จนนา สวนกล้วยไม้ ผักต่างๆ ของชาวนาเสียหาย เพียงเพื่อให้คนกรุงเทพเดินทางแบบสบาย น้ำไม่ท่วม รถไม่ติด ไม่เป็นฮ่องกงฟุต

    คิดดูเล่นๆครับ

    เราคนกรุงเทพควรคิดทำอะไรดี

  7. นอกจาก บริภาษ ว่า รากหญ้าซื้อได้ เห็นแก่เงิน

    ปล ผมเพิ่งเจอคนอีสานมารับจ้างหีบอ้อย ค่าจ้าง ตันละ 30 บาท แบ่งกัน 4-6 คน ถามว่าทำไม่ไม่ทำนาอยู่บ้าน บอกว่านาล่ม

    พวกเราตวัดมือไม่กี่ที ก็ได้มากกว่า สิบเท่า ร้อยเท่าแล้ว

  8. ทุกชีวิตดิ้นรนค้นหาแต่จุดหมาย ใจในร่างกายกลับไม่เจอ…

  9. ที่ทุ่งกุลาไม่มีชลประทาน เพราะว่าเป็นที่ราบสูงหรือเปล่า อันนี้เดาเอานะ

    ถ้าจะให้ยุติธรรม ต้องกระจายอำนาจให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ให้จัดเก็บรายได้กันเอาเอง และตัดสินใจเองว่าจะเอารายได้ไปทำอะไร หรือเปล่า แต่อาจกลับกลายเป็นเหลื่อมล้ำยิ่งกว่าเดิม เพราะคนจนรายได้น้อย ถ้าให้เก็บภาษีเอง ก็ยิ่งได้งบประมาณน้อยเข้าไปใหญ่

  10. ผมคิดว่าประเทศเรา ชอบพัฒนาแบบรวมทุกอย่างไว้ที่กรุงเทพ ทำให้ทรัพยากรถูกทุ่มไว้ที่กรุงเทพมากขึ้น เป็น vicious cycle กรุงเทพเป็นที่ๆมีโอกาสในการทำมาหากินมากที่สุด เลยแออัดมากอย่างที่เห็น ส่วนที่ๆห่างไกลออกไปอันเป็นที่อยู่ของพวกรากหญ้าก็ยังเป็นที่ๆมีโอกาสน้อยต่อไป

    แต่ช่วงระยะหลังๆนี่ ดีขึ้น เห็นพูดถึงการกระจายความเจริญไปสู่ชนบทมากขึ้น

    อยากเห็นเมืองไทยพัฒนาพร้อมหน้ากัน ควรกระจาย โอกาส ให้ทั่วถึงกันด้วย

    ไม่อยากต้องรู้สึกผิดที่เหมือนตัวเองสุขสบายบนความทุกข์ยากของคนอื่น

    ทุกวันนี้บริจาคช่วยเหลือเด็กในต่างจังหวัดให้ได้เรียนหนังสือเพิ่มขึ้นทุกปี ก็ไม่รู้สึกได้บุญอะไร แค่ได้ลดบาปที่เอาเปรียบคนที่อยู่ต่างจังหวัดมากกว่า

  11. อ่า … คุณนรินทร์ 1001 !

    สงสัยเราจะซื้อหนังสือเล่มนี้พร้อมกัน
    อ่านไป ตั้งข้อสังเกตุไปว่า ดูท่า รากหญ้า จะมีหลาย segment

    ณ ทุ่งกุลา รากหญ้าที่นั่น มีค่านิยม/ทัศนคติ แบบหนึ่ง
    ณ ทุ่งราบอยุธยา ก็น่าจะแตกต่างออกไป
    – ต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม และธรรมชาติ

    อีกนัยหนึ่ง อย่าพยายามให้ ‘ธรรมชาติ’ เหมือนกัน
    – มันผิดธรรมชาติ !

    สิ่งที่เหมือนกันของ ‘รากหญ้า’ คือ ความไม่เป็นธรรม

    แม้กรุงเทพฯ จะมี GDP สูงกว่าจังหวัดไหนๆ
    กรุงเทพก็ไม่เคยผลิตข้าวแข่งกับใครได้

    การค้า ‘ข้าวไทย’ จึงควรส่งกำไรส่วนใหญ่ให้แก่ คนรากหญ้า
    หาใช่พ่อค้ารับไป 80 … แบ่งชาวนา 20 แบบทุกวันนี้
    (ข้าวนี่ local content ทั้งน้าน)

    ไม่อยากบ่นเรื่อง ‘รัด-บาน’ ที่ยังชกกันไม่เลิก
    ลองแวะอ่านบทสัมภาษณ์สุดท้าย คุณรงค์ วงศ์สวรรค์
    ท่านบ่นได้น่าฟังกว่าผมเยอะ

    Take care ขะรับ คุณนรินทร์

    : )

  12. บางทีเวลาเรามีอารมณ์ เช่น สงสาร โกรธ เราก็คิดอะไรง่ายๆแบบ over simplify เหตุการณ์ หลายครั้ง คำถามหลายคำถาม ข้อบ่นหลายอย่าง มันมีข้อมูลและคำอธิบาย เชิงเศรษฐศาสตร์ การลงทุน เทฤษฎีเกมม์ การปกครอง รวมทั้งภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อม แต่เราก็เลือกจะใช้อารมณ์ในการอธิบายแสดงความเห็น บางทีนี่อาจจะเป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของพวกเราคนธรรมดา กับพวกที่ประสบความสำเร็จในการทำกิจการก็ได้ (พาดพิงไปถึง1001 Investment Ideas)
    เราพูดว่าเก็บภาษีทั้งประเทศมาพัฒนากรุงเทพ มีข้อเขียนหลายแหล่งรวมทั้วของคุณนรินทร์ด้วยที่แสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ายภาษี แต่คนหลายๆคนส่วนมากก็พวกNGOก็ยังพูดเช่นเดิม
    ทำไมเราไม่ทำชลประทานในอีสานให้เหมือนภาคกลาง อีสานมีแม่น้ำกี่สาย สายใหญ่มั๊ย ทำเขื่อนแล้วเก็บน้ำได้แค่ไหน ลงทุนแล้วคุ้มไหม ภูมิประเทศมันเอื้อหรือเปล่า
    ถามว่าจริงๆแล้วมีใครอยากทำนาบ้าง หาได้น้อยคน คนที่มาอ่านBlogมีกี่คนที่ทำนา หรืออยากจะทำนาจริงๆ ให้รวมคนที่รู้จักด้วย รวมไปถึงเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนอีก 10 ทอดด้วย ลองถามดู เอาง่ายๆ ขึ้นแท็กซี่ ถามคนขับก็ได้ เช่น

    ถาม ขับมากี่ปีแล้ว

    ตอบ 10กว่าปีแล้ว

    ถาม บ้านเดิมอยู่ไหน

    ตอบ อยู่ร้อยเอ็ด อาจสามารถ

    ถาม ที่บ้านทำนาหรือเปล่า มีนากี่ไร่ หน้าฝนกลับบ้านทำนาหรือเปล่า คุ้มไหม

    ตอบ………………..อันนี้ต้องลองถามดูเอง เขียนมากเดี๋ยวเกิดการปนเปื้อนcontaminateทางความคิด(เหมือนนักวิชาการไหม พูดไทยปนฝรั่ง)

    อึม แล้วรัฐควรจะลงทุนอะไรดี

    1. (ต่อ)

      ที่บ้านมีนาอยู่ 40 กว่าไร่ อยู่ภาคกลาง แต่ไม่ได้อยู่ในส่วนที่มีชลประทาน เลยทำนาได้ปีละครั้ง นาที่มีอยู่เดิมก็ทำเอง ตอนหลังให้คนเช่าทำเพราะคนทำแก่แล้ว ทำไม่ไหว ลูกๆหลานๆก็ไปทำอาชีพอื่น ตอนนี้ให้คนมาทำนาฟรีๆไม่เก็บค่าเช่ายังไม่มีใครมาทำเลย เขาไปทำโรงงานหมด

      case studyนี้ ยืนยันความถูกต้องของบทความคุณนรินทร์ บทไหนดูเอาเอง

      ปล. ทำไมถึงจะให้คนมาทำฟรีล่ะ ก็เพื่อรักษาสภาพนา ถ้านาไม่ถูกไถ ไม่ได้ทำสัก 2-3 ปี หญ้าจะขึ้นรกมาก ต่อไปจะไถยาก

  13. ผมว่ายิ่งขุดไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเริ่มเข้าใจว่าความยากจนมีสาเหตุมาจากอะไร

  14. ระบบชลประทานเป็นอะไรที่น่าสนใจมากครับ ผมว่าหากลงทุนหนักๆทำระบบท่อดีๆครั้งเดียวอาจแก้ปัญหาความยากจนได้ยั่งยืนระดับหนึ่งทีเดียว

    ผมว่าเรายังไม่รู้จะพัฒนาไปทางไหนจะเป็นประเทศเกษตรกรรมสมัยใหม่ หรือเป็นประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศที่มีแหล่งบริการและท่องเที่ยวหรือเปล่าครับ เลยไม่กล้าลงทุนอะไรที่ใหญ่โต
    ผมว่าเราต้องเลือกทางใดทางหนึ่งและมุ่งพัฒนา หากทำนู่นนิดนี่หน่อย เราไม่เสี่ยงแต่ไม่เก่งทางใดสักอย่าง ไปๆมาๆจะเป็นผลเสียมากกว่าดี

  15. อาจารย์มีวิธี เเก้ปัญหา ราคาสินค้าเกษตรอย่างไรบ้าง
    เห็นลิ้นจี่ กำลังมีปัญหาตอนนี้

  16. ช่วยหาหนทางให้ชาวสวนลิ้นจี่ส่วนหนึ่งเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น

  17. ลงทุนไปถามอาจารย์คณะเกษตรที่ TK park มาครับ ได้ความรู้มาเยอะทีเดียว

    อาจารย์บอกว่าปัญหาของภาคอิสานคือดินเป็นดินทรายอุ้มน้ำไม่ได้ ทำให้ทำนาได้แค่ปีละครั้ง แต่ถ้าอยากทำหลายครั้งจริงๆ ก็ทำได้ครับ ต้องเอาพลาสติกมารองใต้ชั้นดิน

    เมื่อก่อนผมเข้าใจว่าปุ๋ยเคมีทำให้มีสารพิษตกค้างหรือทำให้ดินเสื่อม จริงๆ แล้ว ผิดถนัดครับ การใช้ปุ๋ยเคมีไม่มีสารพิษตกค้างใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งปุ๋ยเคมียังมีราคาถูกที่สุดเมื่อนับธาตุอาหารต่อบาทอีกด้วย

    การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เหมาะสำหรับปลูกแบบเอาไว้กินเองเท่านั้น ปลูกแบบค้าขายสมัยนี้ไม่ได้ เพราะมันเสียเวลามาก อย่างเช่น ถ้าจะปลูกถั่วเพิ่มไนโตรเจนก่อนแล้วไถกลบก็เสียเวลาไปเฉยๆ สองเดือนเต็ม แทนที่จะทำนาได้หลายรอบ ถ้าซื้อปุ๋ยคอกมาใส่เลย ต้นทุนสูงกว่าปุ๋ยเคมี เพราะธาตุอาหารน้อย

    ส่วนปุ๋ยชีวภาพก็แพงกว่าปุ๋ยเคมีเหมือนกัน เวลานี้มีปัญหามาก เพราะมีการปลอมกันเยอะ

    ถ้าจะทำเกษตรให้มีกำไร ก็ต้องทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ มีพื้นที่สักหนึ่งไร่ก็ทำได้แล้ว แต่ถ้าจะให้ดี มีห้าไร่ แล้วทำเกษตรผสมผสาน จะดีที่สุด

    ผมชักสนใจอยากลงทุนทำเกษตรเสียแล้ว พื้นที่การเกษตรอีกหน่อยจะเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลน เมื่อถึงเวลานั้นใครทำล่วงหน้ามาก่อนสงสัยรวยแน่เลย อิอิ

  18. คุณเข้าใจคนทุ่งกุลาได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ยังดีกว่าหลายคนที่ไม่มีทางรู้เลย ชีวิตชาวทุ่งกุลาทุกวันนี้หาความเป็นชาวทุ่งแทบไม่ได้ เพราะถูกกระแสโลกาภิวัฒน์พัดพาไป ถูกกลืนไปกับกาลเวลา ผมเป็นคนทุ่งคนหนึ่ง ที่ยังระลึกถึงความหลังที่เมื่อครั้งเด็ก ที่ทุ่งสอนให้เราเป็นนักสู้

  19. คอมเม้นบางคนก็ ทำนา บางคนก็ไม่เคย ทำนา จึงมีความคิดที่แตกต่างกันไปก็ไม่ว่าอะไร บางคนคิดถึงความสงบสุขสบาย บางคนคิดถึงการค้าขายและอีกหลายอย่างที่มันจะผุดขึ้นมาได้ในความคิด แต่สำหรับผมแล้วเกิดมาก็อยู่กับท้องนา จึงได้เห็นว่าท้องนามีอะไรเยอะแยะมากมาย ตอนยังเด็กผมเห็น ปู ปลา กบ ไส้เดือน สัตว์อื่นๆที่เป็นอาหารแก่เราได้ ช่วงทำนามีน้ำก็มีปลาให้เรากิน เลิกทำนาก็ไปหาปู กบ หนู ในท้องนามาทำอาหารกินได้ แต่ตอนนี้หายากแล้วครับ เนื่องด้วยว่านำปุ๋ยเคมี หรือ ยาฆ่าหญ้า มาใช้กันเยอะ ทำให้สัตว์เหล่านี้อยู่ไม่ได้ (แต่ก็มีความยินดีเรื่องนึงที่ได้นำสารอินทรีย์มาใช้กันบ้างและเริ่มเยอะขึ้น) ปัญหาหลายอย่างเริ่มเข้ามา เห็นแก่ตัวกันมากขึ้น ไม่เอื้อเฟื้อเผือแผ่กัน ผิดกับแต่ก่อนบ้านใกล้เรือนเคียง มีกับข้าว เอามาแบ่งกันกิน ถึงบ้านจะอยู่ห่างกันไปหลายเมตรก็ยังตักแกงตักกับข้าวเอาไปแบ่งให้กันเป็นประจำ ไม่ใช่แค่บ้านเดียว ไม่ใช่แค่ญาติตัวเอง แต่คนรอบๆก็ทำกัน (แต่ ณ ปัจจุบัน มีน้อยขึ้นที่จะแบ่งปันกัน แม้แต่รอยยิ้มก็ยังยาก ) สาเหตุเหล่านี้เกิดจากอะไรต้องถามคนหลายๆกลุ่มครับอย่าคิดเอาเองแก้กันเองเพียงกลุ่มเดียวโดยเฉพาะนายทุน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *