0195: a closer look at the grassroots

สมัยนี้ เราได้ยินคำว่า “คนรากหญ้า” บ่อยขึ้น แต่บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนรากหญ้าจริงๆ หน้าตาเป็นยังไงกันแน่
ทุกวันนี้ คนรากหญ้าจริงๆ แทบไม่ได้พื้นที่สื่อเลย โดนคนเมืองขโมยซีนไปหมด สื่อมวลชนเสนอแต่เรื่องของคนเมืองจนกระทั้งทำให้หลงคิดไปว่าประเทศนี้มีแต่คนเมือง ทั้งที่จริงๆ แล้ว คนรากหญ้าต่างหากที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ  
เราไม่เคยรู้เลยว่า คนรากหญ้าจริงๆ ต้องการอะไรกันแน่ เพราะความต้องการของคนรากหญ้าที่ได้ยินผ่านสื่อ ล้วนแล้วแต่ถูกสื่อสารโดย แกนนำม๊อบ เอ็นจีโอ หรือไม่ก็นักการเมืองทั้งสิ้น คนพวกนี้ไม่ได้เป็นคนรากหญ้าเองจริงๆ ตกลงก็เลยไม่รู้ว่า สิ่งที่คนพวกนี้พูดใช่ความต้องการของคนรากหญ้าจริงหรือไม่ 
ทุ่งกุลาร้องไห้ มีพื้นที่นาที่หนาแน่นที่สุดในประเทศไทย กินเนื้อที่มากถึง 5 จังหวัดในเขตภาคอิสานตอนล่าง จึงอาจถือได้ว่า ทุ่งกุลาร้องไห้เป็น headquarter ของคนรากหญ้าเลยทีเดียว ที่นี่มีคนอยู่มากกว่า 6 แสนคน ส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกข้าวหอมมะลิ และปลูกต้นยูคาลิปตัสทั้งนั้น ความเป็นอยู่ของคนที่นี่จึงน่าจะสะท้อนชีวิตของคนรากหญ้าได้ระดับหนึ่ง (แต่ไม่ได้จะหมายความว่า คนรากหญ้าทุกคนเหมือนกันหมดนะครับ)

ทุ่งกุลาร้องไห้
ณ นาแห่งหนึ่งในทุ่งกุลาร้องไห้

  

นี่คื่อโฉมหน้าของคนรากหญ้าตัวจริงเสียงจริง หายใจฟึดๆ
เจอแล้ว นี่ไง คนรากหญ้า ตัวเป็นๆ หายใจฟึดๆ
ปัจจุบันเลิกเกี่ยวข้าวด้วยมือ (อดลงแขกเลย) หันมาใช้ควายเหล็กกันหมดแล้ว

ปัจจุบันที่นี่เลิกเกี่ยวข้าวด้วยมือไปแล้ว (ว้า อดลงแขกเลย) หันมาใช้ควายเหล็กกันหมด
ชีวิตประจำวันของคนรากหญ้าก็ยังคงเป็นชีวิตที่เหนื่อยเหมือนเดิม
แต่ชีวิตประจำวันของคนรากหญ้าก็ยังคงเป็นชีวิตที่เหนื่อยเหมือนเดิม
ขวดอะไรไม่รู้ สงสัยพี่เขาลืมเก็บก่อนเข้าฉาก
ขวดอะไรไม่รู้ สงสัยพี่เขาลืมเก็บก่อนเข้าฉาก

(ข้างต้น เป็นการ crop ภาพมาจากภาพประกอบในนิตยสารสารคดี caption และวงกลมสีแดงนั่นผมเติมเอาเอง)

ชาวนาที่ทุ่งกุลาร้องไห้มีรายได้น้อยมาก ต่อไปนี้เป็นคำให้การของผัวเมียชาวนาคู่หนึ่งในนิตยสารสารคดี “นาของฉันมี 8 ไร่ ได้รับมรดกมาจากพ่อแม่ ฉันปลูกข้าวหอมมะลิทุกปี ปีที่แล้วข้าวเปลือกขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 18 บาท แต่ฉันขายไปก่อนที่ตั้งแตตอนโลละ 10 บาท ได้สองหมื่นห้า ถ้าเก็บไว้ขายตอนแพงๆ ก็คงได้เพิ่มอีกเท่าตัว ข้าวเพิ่งขึ้นราคาตอนฉันขายไปหมดแล้ว แต่ได้เท่านั้นฉันก็พอใจเพราะไม่ได้ลงทุนมาก ฉันไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีใช้ยาอะไรเลย กลัวควายที่เลี้ยงในนาจะเป็นอันตราย หญ้าขึ้นก็ถอนออกเอาไปให้ควายกิน แล้วก็เอาขี้มันนั่นแหละมาใส่นา” เช่นนี้ที่ GDP ต่อหัวของคนอิสานแค่ 3 หมื่นต่อปีเท่านั้น ก็น่าจะไม่ผิดจากความเป็นจริงเท่าไรนัก เพราะผัวเมียคู่นี้สองหัวรวมกันยังหาได้แค่ 2.5 หมื่นเท่านั้น ทุ่งกุลาร้องให้ ปลูกข้าวนาปีได้อย่างเดียว ยังปลูกข้าวนาปรังไม่ได้ เนื่องจากที่นี่ยังไม่มีระบบชลประทาน

แม้จะมีรายได้ต่ำมาก แต่ค่าครองชีพก็ต่ำมากด้วย  วันๆ แทบไม่ต้องใช้เงินเลย จับหนูนากิน เก็บผักหลังบ้านกิน (ยกเว้นจะดื่มเบียร์ถึงต้องใช้เงิน) ไม่ต้องเสียค่าเดินทางไปทำงาน ค่าเช่าบ้าน ไม่ต้องกลัวว่าจะตกงาน ตกเย็นก็มีเวลาเตะตะกร้อได้ ชาวนาจึงเป็นอาชีพที่แม้จะเหนื่อยและรายได้น้อยก็จริง แต่ก็สามารถอยู่ได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องดิ้นรน

การดิ้นรนไปหางานทำที่กรุงเทพฯ แม้จะได้เงินดือนแค่ 6-7 พันบาท แต่ก็เป็นรายได้ที่มากกว่าการทำนาถึง 3 เท่า (แม้ค่าใช้จ่ายจะมากขึ้นด้วยก็ตาม) จึงไม่แปลกที่คนรากหญ้าส่วนหนึ่งยินดีทิ้งบ้านเกิดเข้ามาหางานทำในกทม. เพื่อรายได้ที่สูงกว่า คนรากหญ้าบางส่วนทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่พอหมดหน้านาก็เข้ามาหารายได้เสริมในเมืองด้วย ดีกว่าอยู่เปล่าๆ เวลาขึ้นแท็กซี่ ผมชอบดูใบขับขี่ของคนขับ สังเกตว่า คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่จะมาจากภาคอิสานกันทั้งนั้น เคยได้ยินว่า คนที่เดินขายหวยที่เราเห็นตามปั้มน้ำมันส่วนใหญ่ก็เป็นคนรากหญ้าเหมือนกัน พวกเขาจะนั่งรถเข้ามาเดินขายหวยในกทม. เฉพาะช่วงใกล้วันหวยออกเท่านั้น ขายเสร็จก็จะกลับบ้าน งวดต่อไปก็ค่อยนั่งรถเข้ามาขายใหม่ ไม่ได้อยู่ในกทม.แบบถาวร  ถือเป็นแรงงานนอกระบบอีกประเภทหนึ่ง แต่อันนี้ก็ยังงงอยู่ว่า คุ้มค่ารถได้ยังไง เอาไว้วันหลังต้องลองสัมภาษณ์คนขายหวยดูหน่อย แต่สรุปแล้ว ชาวนาเป็นอาชีพที่รายได้น้อยมาก แต่อยู่ได้โดยไม่ต้องดิ้นรน ถ้าอยากได้รายได้สูงขึ้นก็ต้องดิ้นรนเพิ่มขึ้นด้วยการเข้ามาหารายได้ในเมือง