0196: คุณตก Mean หรือเปล่า?

Thailand Salary 2008

ดูแล้วเป็นยังไงครับ ตก Mean กันบ้างหรือเปล่า?

เท่าที่ดูเหมือนว่า สายวิศวะจะไม่ใช่อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงอีกต่อไปแล้ว ดูออกจะแย่กว่าอาชีพอื่นด้วยซ้ำ รุ่นผมน่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่จบออกมาตอนฟองสบู่ของอาชีพนี้แตกพอดี ตอนผมอยู่ม.ปลาย วิศวะขาดแคลนมาก จุฬาฯ รับแค่ 400 คน กลายเป็นคณะยอดฮิต พอผมเอ็นทรานซ์เขาก็เลยเพิ่มเป็น 700 คน พอรุ่นนี้จบออกมา ฟองสบู่ก็แตกพอดี ดีมานด์ลดฮวบ แต่ซัพพลายดันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เวรกำจริงๆ

ช่วงสิบปีที่ผ่านมาผมว่าสายไอทีมาแรง (ตอนนั้นผมเองยังต้องหันเข้าสู่สายนี้เลย) แม้เงินเดือนจะไม่ถึงกับโดดเด่นมาก แต่เป็นอาชีพที่หางานค่อนข้างง่าย มีความต้องการตลอดเวลา เพราะไอทีบูม แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ใกล้หมดยุคหรือยัง เพราะเป็นมานานระยะหนึ่งแล้ว

สังเกตว่า คณะยอดฮิตในแต่ละยุคจะแปรผันไปตามรายได้ของอาชีพนั้นในชั่วเวลานั้นจริงๆ เงินเดือนมีผลต่อการเลือกเรียนของเด็กมากๆ เดี๋ยวนี้ได้ยินมาว่า คณะที่มาแรงสุดๆ คะแนนสูงขึ้นทุกปีกลายเป็น คณะนิติศาสตร์ สงสัยยุคนี้คนไทยทะเลาะกันมากขึ้นมังครับ

จะยังไงก็แล้วแต่ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อยากเรียนอะไรก็เรียนไปเลย ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าอาชีพไหนได้เงินเดือนมากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อถึงตอนที่เราจบออกมา แนวโน้มมันจะเปลี่ยนไปทางอื่นพอดี เซ้งเป็ด เหมือนเล่นหุ้นเลย ซื้อหุ้นของธุรกิจที่เลิศที่สุดทีไร มักจะติดดอยทุกที

33 thoughts on “0196: คุณตก Mean หรือเปล่า?”

  1. ตกผลึกทางความคิดจริงๆครับ ตอนผมจะเข้าปริญญาตรี มี 3 คณะ มี ภาษาอังกฤษ คอม กับ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ อันนี้ 10 กว่าปีก่อนนะ แต่สุดท้ายคนเราจะทำได้ดีและประสบผลสำเร็จในอาชีพก็ด้วยความชอบเป็นทุนเดิมครับ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)เราอาจเลือกเรียนในสาขาที่สังคม หรือ เหตุผลอื่นๆ สาขาหนึ่ง แต่ลึกๆแล้วทุกคนมีความฝันครับ ถ้าความฝันตรงกับ อาชีพ คุณโชคดีมาก ถ้าความฝัน หรือตัวตนจริงๆคุณ ไม่มีอาชีพรองรับ เหนื่อยหน่อยครับ

  2. เห็นด้วยครับ สมัยผมนิเทศศาสตร์บูมมากๆ เป็นคณะยอดฮิต แต่พอรุ่นผมจบมาเศรษฐกิจตกสะเก็ดเหมือนกันหางานยากเช่นเคย สิ่งที่ทำให้ตัวเรามีคุณค่าก็คือประสบการณ์ และความคิด ความสามารถในการทำงาน (ในสิ่งที่เรารัก)

    เงินตามมาทีหลังครับ

  3. น่าจะตก mean เพราะทำงานมาสิบกว่าปีก็ยังเป็นวิศวกรต๊อกต๋อยอยู่ สงสัยว่าไม่มีสำรวจเงินเดือนวิศวกรประสบการณ์ 12-15 ปี เพราะอายุงานขนาดนี้ ต้อง “ผันตัว” ไปเป็นผู้บริหารแล้วหรือเปล่า?

    ปล. เมื่อวานน้องที่ออฟฟิศบอกว่าตั้งแต่ทำงานมาเพิ่งเคยเจอวิกฤตเศรษฐกิจ เราหัวเราะหึ ๆ เพราะเจอตอนต้มยำกุ้งมาแล้ว เงินเดือนไม่ขึ้น 3 ปีติด… been there, done that! คราวนี้เลยเฉย ๆ

    ปล.2 ไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไรก็ตาม “ทักษะ” ที่เด็กสมัยนี้ต้องมี คือ คอมพิวเตอร์ (ซึ่งไม่ใช่หมายถึง เล่นเกม แช้ท หรือไฮไฟว์) กับ ภาษาหรือการสื่อสาร (ใคร ๆ ชอบพูดว่าภาษาต่างประเทศ แต่เราว่าภาษาไทยก็สำคัญมาก ๆ เหมือนกัน)

  4. นานๆ เห้นท่านแม่ทัพบ่นซะที 555555555
    ผมว่า วิชาหาเงินนี่สำคัญที่สุด ผมมีเรื่องมาแจม เผื่อเป้นปรโยชน์ครับ ช่วง 10 ขวบ พอมีแรง แต่ยังไม่แข็ง พ่อเป็นคนจีน จับลุก ๆ ไปเข็นผักที่ตลาดมหานาค พอนอนแต่ละคืนก้ปวดหลังร้าวไปทั้งตัว บ่อยครั้งที่ต้องตะแคงนอน แอบว่าพ่อนึกว่ามีเงินแล้วทำไมมาฝึกลุกอยางนี้ แต่เห็นพี่ชายทั้ง 3 คนทำก่อน เขาบอกเดี๋ยวเข้าใจเอง ไมไช่ไปรับจ้างเขา แต่เอาไปขาย เอาไปคลุกกับคนซื้อ เมื่อจะเอาเงินจากคน ก็ต้องเข้าใจคนอื่นอย่างดีเยิ่ยม แล้วค่อนไปเอาเงินจากเขา บางคนเรียนเก่งมาก แต่ว่าทำงานล้มเหลว เพราะไม่เข้าใจจิตวิทยา ดังนั้น ผมว่าเรียนคณะไหน ไม่สำคัญ แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมคน คววามสำเร็จไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เกมในโลกนี่ง่าย มีคนทำสำเร็จแล้วให้เห้นมากมาย สิ่งที่ต้องทำคือการลงทุน แต่ไมได้ลงทุนที่เป็นตัวเงิน หรือลงทุนในปริญญา แต่ลงทุนที่จะคิด ฝึกสองให้เชี่ยว และสุดท้าย ผมว่าสำคัญที่สุด คือดารลงทุนในอารมณ์ของตนเอง ชนะตัวเองให้ได้ ลงทุนในการอดทน ความอดทนคือการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

  5. ได้ไอเดียเลยครับพี่สุมาอี้…

    การได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักที่จะทำจริงๆ ผมเชื่อว่าสามารถทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอน แต่ปัญหาสำหรับผมก็คือ… ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าเรารักที่จะทำอะไรจริงๆแน่ ถามว่างานที่ทำอยู่รักหรือเปล่า? อันนี้ก็ตอบอยาก จะว่ารักก็รัก เพราะว่าทำแล้วรู้สึกภูมิใจเหมือนกันที่ได้ทำจนสำเร็จ แต่ดูเหมือนการเป็นมนุษย์เงินเดือนจะไม่สามารถทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้… นานๆไปคงหนักใจมากกว่านี้

    *ขอแซวพี่ nitbert หน่อย… ผมรู้สึกว่าเดียวนี้ใครๆ ก็พูดได้หลายภาษา แต่ดูเหมือนจะมี “ภาษาคน” ที่ยังพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง… อิ อิ..

  6. จากที่ผมได้สังเกตเห็นอะไรหลายอย่างในช่วงชีวิตที่ผ่านๆ มา ผมเห็นว่า

    มีหลายวิธีที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ แต่ที่แน่ๆ หนึ่งในนั้นไม่ใช่วิธี “ทำตามคนอื่นๆ”

  7. “ทำตามคนอื่นๆ” vs “ศึกษาคนที่เค้าประสบฟามสำเร็จ” มันต่างกันชะมะครับ ^_^ ผมว่าเราสมควรจะมีCoach นะครับ

  8. ทำตามคนอื่นๆ vs ศึกษาคนที่เค้าประสบฟามสำเร็จ มันต่างกันชะมะครับ ^_^ ผมว่าเราสมควรจะมีCoach นะครับ

  9. กรรม เพิ่งเอนท์เข้าวิศวคอม XD
    ผมว่าเขียนเว็บหาเงินง่ายสุดแล้วนะครับ

    แต่ว่าต้องดูว่าไอเดียเราดีขนาดไหน แล้วความสามารถในการเขียนขนาดไหนด้วย

  10. ผมจบวิศวะมาได้หนึ่งปี ก็ยังตกงานเลยครับ เพื่อนผมด้วย

  11. ผมเป็น 1 ใน 700 คน ตามหลังมาติดๆ ผมเลือกโยธา ตอนเลือกภาควิชา อาจารย์ภาคผมบอกว่า ก่อนเลือกให้ไปดูที่จอดรถอาจารย์ของแต่ละภาคก่อน พอจบปุ๊ปก็เจอวิกฤตต้มยำกุ้งครับ

  12. สายเว็บยังขาดโปรแกรมเมอร์ที่ “ทำงานเป็น” มากเลยครับ

  13. จากประสบการณ์ยี่สิบปี ส่วนตัวสรุปได้ว่า

    เก่งหรือจะสู้เฮง

    ค่าของคน อยู่ที่คนของใคร

    คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต

    ดีหรือไม่ต้องรอดูตอนจบ(ชีวิต)

  14. “ช่วงสิบปีที่ผ่านมาผมว่าสายไอทีมาแรง (ตอนนั้นผมเองยังต้องหันเข้าสู่สายนี้เลย) แม้เงินเดือนจะไม่ถึงกับโดดเด่นมาก แต่เป็นอาชีพที่หางานค่อนข้างง่าย มีความต้องการตลอดเวลา เพราะไอทีบูม แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ใกล้หมดยุคหรือยัง เพราะเป็นมานานระยะหนึ่งแล้ว”
    วรรคนี้ผมสะดุดใจขึ้นมา เกิดคำถามต่ออาจรบกวนคนที่เข้ามาอ่านนะครับ
    1. เราจะทราบได้อย่างไรว่า ขณะนี้เป็นยุคอะไร ดูจากตรงใหน และยุคไอทีตอนนี้ มันอยู่ในช่วงใหนของยุค (ต้น กลาง ปลาย)
    2. กรณีงานด้านไอที เราจะเอามาเปรียบเทียบกับ สายงานอาชีพอื่นได้หรือไม่ หรือว่า งานด้านนี้มีลักษณะพิเศษอะไรที่ทำไม ถึงยังไม่ยอมตกยุคสักที (อายุวิชาคอมพิวเตอร์น่าจะประมาณ 50-60 ปีครับ ที่กำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้)
    3.ถ้าไม่เรียนสายไอที หรือ ทำงานด้านไอที จะเรียนสายอะไรที่อีกสัก 5 ปีข้างหน้า พอเลี้ยงตัวเองได้(อันนี้ถามให้น้องๆที่เพิ่งเรียนตรีอะจะได้ใหวตัวทัน อิอิ)

  15. จริงๆอาชีพหมอเงินดีมากๆ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่
    ส่วนที่คุณนรินทร์บอกว่านิติเงินดี จริงๆถ้าจบตรีแล้วไปต่อโทเมืองนอก เหมือนเพื่อนผมแล้วมาทำLaw firm
    ( เบเคอร์ ) เห็นอายุ 30 ปี ก็ได้เกือบ 2 แสน ตอนนี้ก็คงสูงกว่านี้อีก แต่เห็น 6-7 โมงเช้าก็อยู่ที่ทำงานแล้ว กลับบ้านหลัง 4 ทุ่ม เครียดมากๆ แต่พวกที่เรียนปกติไม่โดดเด่นก็เงินเดือนไม่สูง แต่ไม่ค่อยตกงานไม่รู้ว่าชอบมีเรื่องกันมั้ง
    แต่ถ้าเราชอบด้านไหนเรียนด้านนั้นน่าจะทำให้ประสบความสำเร็จมากกว่า

    1. อาชีพหมอดีเสมอ เพราะเป็นอาชีพที่มีการดูแลไม่ให้มีคนทำอาชีพนี้มากกว่าความต้องการของตลาด เฉกเช่นเดียวกับอาชีพ ผู้สอบบัญชี

      1. หมอทั่วไปเรียน 6 ปี เรียนต่อเชี่ยวชาญเฉพาะทางอีก 3 ปี หมอบางคนเรียนต่อเชี่ยวชาญเฉพาะทางต่อยอดพิเศษ(เรียกไม่ถูก)อีก 2 ปี กว่าจะจบมาทำงานได้ supply หายไปหลายปี

  16. อันที่จริง ผมตั้งใจจะเชียร์ให้เลือกงานที่เหมาะกับเรามากกว่าจะเก็งว่างานไหนจะรุ่งนะครับคุณขาประจำ แต่เอาเถอะ

    ผมว่าคงไม่ง่ายเหมือนกันที่จะมองออกว่าไอทีอยู่ในช่วงต้น กลาง หรือว่าปลายแล้ว เพราะถ้ามีนวัตกรรมใหม่ผุดขึ้นมาอีก ช่วงปลายก็กลายเป็นต้นของ s-curve อันใหม่ได้

    ผมคิดว่าสายที่บูมมักเป็นสายที่ยังมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ อย่างในสายวิศวะไฟฟ้าที่ผมเรียนมา ไฟฟ้ากำลังแทบไม่มีอะไรใหม่ๆ มานานมากแล้ว ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์มียุคทองอยู่ในช่วง ปี 70 เวลานั้นทรานซิสเตอร์ทำให้เกิดเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ๆ เยอะมากอันแล้วอันเล่าแต่หลังจากนั้นก็เริ่มตัน ไม่มีใครคิดออกแล้วว่าจะเอาทรานซิสเตอร์มาทำอะไรอีก เลยหมดยุค ประกอบกับเวลานั้นมึคนคิดไมโครโปรเซสเซอร์ขึ้นมา (โดยใช้ทรานซิสเตอร์จำนวนมาก) นวัตกรรมเลยเปลี่ยนไปอยู่ที่การเขียนโปรแกรมแทน หมดยุคอิเล็กฯ เข้าสู่ยุคไอที ช่างอิเล็กทรอนิกส์งงกันหมด

    ตั้งแต่มี PC ขึ้นมา วงการไอทีก็มีนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปเพราะไอทีตลอดเวลา มี DOS มี วินโดว์ มีออฟฟิศ มีโน้ตบุ้ค มีอินเตอร์เนต มีอีคอมเมิร์ซ ไปเรื่อย ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะอิ่มตัวจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อไร

    ผมเคยคุยกับ VP ของบริษัทเก่าคนหนึ่ง เขาเป็นคนอินเดีย จบ Harvard เขาบอกว่า สมัยของเขา คนที่เก่งที่สุดจะเลือกเรียน AI กันหมด เพราะตอนนั้น AI มาแรงมาก ทุกคนคิดว่าต่อไปปัญญาประดิษฐ์จะครองโลก แต่สุดท้ายปรากฏว่า AI เป็นสายที่หยุดอยู่กับที่ เพราะเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ยังไม่พร้อม ทำให้ AI ไปต่อไม่ได้ เชื่อว่าต้องอีกสักร้อยปี AI ถึงจะเป็นยุคของ AI จริงๆ คนเก่งๆ ที่เลือกเรียน AI ไปแล้วตอนนั้น แป๊กกันหมด เห็นมั้ยว่า ขนาดคนเก่งๆ ยังมองผิดกันหมดเลยครับว่าอะไรจะมา

    ผมว่าการเลือกอาชีพไม่เหมือนกับหุ้นตรงที่เราไม่สามารถเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ง่ายๆ ดังนั้นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงไม่ควรจะพยายามเก็งว่าอะไรจะบูม เพราะถ้าเก็งผิด เราจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่ควรเลือกอาชีพที่เรามีข้อได้เปรียบมากที่สุดมากกว่า อย่างน้อยแม้ว่ามันจะไม่บูม แต่ถ้ามันเกิดแย่ขึ้นมา เราจะเป็นคนสุดท้ายในสายที่ตกงาน เพราะเราเป็นพวกหัวกระทิครับ

  17. เขาว่าในแง่การทำงาน คนเราแบ่งบุคลิกออกได้เป็นสามจำพวก

    1. People-oriented ชอบทำงานที่ได้พบปะผู้คน
    2. System-oriented ชอบทำงานกับเครื่องยนต์ กลไก ระบบ ฯลฯ
    3. Information-oriented ชอบทำงานกับข้อมูลข่าวสาร

    ถ้าเป็นพวก 1 ก็ควรเลือกอาชีพที่ได้พบปะผู้คนมากๆ เช่น ฝ่ายขาย เป็นต้น พวก 2 อาจอยู่ในโรงงาน อะไรทำนองนี้เป็นต้น

    ถ้าอาชีพนักขายบูม มีคนได้เงินเดือนสูงๆ เราก็เลยเลือกอาชีพนั้น ทั้งที่เราไม่ใช่คนที่ชอบพบปะผู้คน แบบนี้มันฝืน แม้จะบูม ทำไปก็ไม่รุ่งครับ

    1. อา ท่านแม่ทัพลืมอีกข้อ
      Idea Oriented
      พวกทำงานเกี่ยวกับความคิด การออกแบบ ศิลปิน(จริงๆ)ทั้งหลาย
      พวกนี้ไม่ชอบพบปะผู่คน
      ไม่ค่อยชอบเครื่องยนต์กลไก
      ข้อมูลข่าวสาร รู้บ้าง แต่รับมากไม่ค่อยไหว

  18. เพิ่งออกมาจากภาคคอมร้อนๆเลยครับ (รุ่น 89) ตอนนี้ที่ภาคที่บูมที่สุดที่คณะคงเป็นวิศวกรรมปิโตรเลียมน่ะครับ ไม่รู้ว่ามีอะไรมาควบคุมให้ผลิตมาไม่เกินความต้องการของตลาดหรือเปล่า แต่ทั้งภาครับน้อยมากคือ 15 คน

    ผมอยากมาอัพเดทให้ฟังเฉยๆน่ะครับ 😀

    1. ถ้าน้ำมันเป็นขาลง วิศวกรรมปิโตรก็จะร่วงลงตาม

      เป็นอนิจจัง

  19. ผมไม่ตก mean แต่เห็น max ตัวเองแล้วก็ ห่อเหี่ยวนิดหน่อย
    สงสัยต้องรีบลับอาวุธ ให้เฉียบคม จนอยู่ในระดับ เซียวลี้ปวยตอ
    ลูกค้าเขาจะได้มั่นใจฝีมือเราจนไม่หนีไปไหน
    แล้วลองหัดวิชาสำนักอื่นดูบ้าง
    หวังว่าธาตุไฟคงไม่เข้าแทรกร่างกายรับไม่ไหวตายไปก่อนซะ T_T

  20. ผมอยู่ในมีน แต่เหนื่อยมากครับ
    ทำงานประจำ ตำแหน่งหน้าใหญ่โตขึ้น ปริมาณงานมากขึ้นกว่าตำแหน่งเยอะเลย
    ทำอาชีพเดียว อาจจะไม่พอซะแล้ว ไม่มีทางเลือกเลย

  21. ส่วนตัว เห็นว่า เรียนเกาะกระแสนิดๆ
    หมายถึง fit what you are ก็ดี
    แต่ควร fit what you are market-needed ด้วย
    นี่พูดเฉพาะ การศึกษาในระบบ เท่านั้น

    เราศึกษากันได้ตลอดชีวิต เชยไปหรือเปล่า?

    เพราะไม่ว่าจะเรียนสูงขนาดไหน ปริญญากี่ใบ
    high flyer สักแค่ไหน … หาก ‘คิดไม่ได้’
    หรือ ‘แพ้ใจตัวเองทุกที’ – what’s for?

    : )

  22. เห็นด้วยกับพี่ขุนอรรถว่าต้องดู market ประกอบด้วย ไม่ใช่ไม่สนใจตลาดเลย มิอย่างนั้น ทุกคนคงอยากเป็นดารากันหมด ไม่มีใครอยากล้างชามนะครับ อิอิ

    ที่ยากกว่านั้นก็คือว่า เราถูกบังคับให้ต้องเลือกคณะตั้งแต่ตอน ม.ปลาย ซึ่งเวลานั้น ส่วนใหญ่แล้ว เราจะยังไม่รู้ตัวเอง

    ชีวิตก็แบบนี้แหละมังครับ วิ่งไปแบบเบี้ยวๆ ไม่ค่อยมีใครที่จะได้วิ่งเป็นเส้นตรงไปตลอดทาง

  23. คุณนรินทร์

    อย่าหาว่าแนะนำเลยนะ ผมตามอ่านทั้งหนังสือและ blog ของคุณมาก็พอสมควร
    ชื่นชมและนำ ‘something’ มาเป็นแบบอย่างอีกด้วย

    ผมมองเห็นว่า คุณนรินทร์ เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ ที่กำลังก้าวข้ามเรื่องธุรกิจ
    – การเงิน และการลงทุน เข้าสู่เรื่องทางสังคมได้อย่างน่าสนใจ

    แม้จะแอบแตะเรืีองการเมืองบ้าง ก็รู้สึกได้ถึง professional touch
    ที่ไม่อ่อนหรือแรงเกินไป สร้างสมดุลได้ดี ระหว่าง functional & emotional

    ทั้งหมดนี้ ก็อยากให้คุณนรินทร์ ไม่ทิ้งประเด็นทางสังคมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
    สังคม(ในห้วงเวลาเช่นนี้) ต้องการคนอย่างคุณนรินทร์เยอะๆ

    – รู้ส์กได้ว่ากำลังมีความหวัง ยังไงพิกล

    : )

  24. เกือบตกมีน โชคดีไป 😀

    ขอแชร์ความคิดครับ จากประสบการณ์ในสายอาชีพ ผมมองว่าสายไอทีจะไปได้อีกพัก อย่างน้อยน่าจะผ่าน 10 ปีไปได้ และงานก็จะหาได้ง่ายไปอีกซักพักใหญ่เช่นกัน (เทียบกับสายอาชีพอื่น) โดยเฉพาะสำหรับเด็กจบใหม่ เพราะลักษณะงานไอทีนั้นแม้มี supply ใหม่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากสถาบันที่เพิ่มขึ้นและจำนวนที่รับมากขึ้นในแต่ละปี แต่โดยธรรมชาติแล้วคนที่ทำอาชีพนี้ เมื่อทำไปซักพัก (ประสบการณ์ไม่เกิน 5-10 ปี) มักจะมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นมากพอสมควร ทั้งที่ยังคงเป็นงานที่ทำรายได้ได้พอสมควรอยู่

    พยายามหาคำอธิบายแล้วก็ได้คำตอบ(ที่อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง) ว่าประเด็นหนึ่งคือลักษณะงานที่มีบ่อยครั้งที่ต้องทำจนดึก อีกประเด็นคือสายงานไอทีนั้นมีพฤติกรรมที่ขัดกับแรงขับเพื่อสร้างสัมพันธ์(เลือกใช้คำนี้ เพราะพึ่งซื้อมาและอ่านจบวันนี้เลย :)) เนื่องจากงานที่ทำมักจะมีโอกาสพูดคุยน้อยมาก ๆ

    สาเหตุอาจมาจากขั้นตอนการสมัครสอบและเข้ามาเรียนในมหาลัย เพราะคนส่วนใหญ่ตอนม.ปลายก็ล้วนแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรกัน ทำให้ตอนเลือก(หรือถูกเลือกให้)เรียนมักจะมองแต่ผลตอบแทนและการหางานที่ง่ายเป็นหลัก ประกอบกับเนื้อหาวิชาที่เลือกเรียนที่แม้จะมีงานที่ต้องคิดให้ได้เองมาก แต่ก็มีเพื่อนสนิทร่วมหัวกันเรียนพอสมควร และมีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกเข้ามาเรียนนั้นเป็นคนที่แต่เดิมไม่สามารถทนกับความเงียบนาน ๆ หรือทำงานที่วัน ๆ ต้องคุยแต่กับคอมตลอดเวลาได้ (นึกสภาพบางงานที่อาจไม่ต่างกับโดนขัง เช่น การอยู่ในห้อง server คนเดียวไปเป็นปี ๆ แต่ก็ไม่ใช่ทุกตำแหน่งที่จะเป็นแบบนี้) ทำให้กว่าจะรู้ตัวว่าไม่ชอบก็คือทำงานไปซักพักแล้ว สุดท้ายจึงคิดจะเปลี่ยนสายงานกัน เช่นอาจจะไปเรียนต่อปริญญาโทด้านที่ตนสนใจเพื่อชุบตัวใหม่ เป็นต้น

    คนที่ทำงานสายงานคอมนั้น เมื่อคิดจะย้ายไปทำงานด้านอื่นก็สามารถย้ายไปทำสายอื่น ๆ ได้ไม่ยากเกินความสามารถนัก เพราะพื้นฐานของคนที่เรียนด้านนี้มักจะมีระบบความคิดที่ดี (เหมือนคนที่จบวิศวะหรือวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย) บวกกับการมีความสามารถด้าน IT ที่บริษัทไหน ๆ ก็ล้วนต้องการ ทำให้ได้เปรียบในตอนเปลี่ยนงาน รวมถึงความชอบและอยากที่จะทำในงานใหม่ด้วยแล้ว ทำให้หลายคนสามารถเปลี่ยนเป็นสายงานเป็นสายที่ตัวเองต้องการได้ (มักเป็นงานที่ใช้ตรรกะและความคิดอยู่ แต่ใช้คอมน้อยลงจากเดิมระดับหนึ่ง) หรือบางคนก็ย้ายไปทำงาน Hybrid เช่นทำโปรเจค IT ที่เกี่ยวกับระบบ Finance เป็นต้น เพื่อหวังว่าวันนึงจะสามารถผันตัวเองไปทำด้านที่อยากทำมากกว่าได้

    แม้แต่คนที่ไม่เปลี่ยนสายที่ทำอยู่สายไอทีเหมือนเดิมเป็นเวลานานนั้น ก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง เช่นเป็น Senior Analyst, Consultant, Manager ซึ่งจะทำงานที่มองภาพรวมมากของระบบมากขึ้น ทิ้งงาน Programmer ไว้ให้รุ่นน้องจบใหม่ทำกัน ทั้ง ๆ ที่งานทางด้าน IT ส่วนใหญ่เลยเนื้องานเกิดจากงานเขียนโปรแกรม นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่ทำให้มีงานเหลือเฟือให้เด็กจบใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยรุ่นพี่ไม่มีหวงอาชีพ ดีด้วยซ้ำเพราะจะได้มีคนมาทำหน้าที่ที่”เคยชอบ”แทน

    ทั้งนี้ไม่ได้หมายรวมว่าทุกคนที่ทำ IT จะเป็นเช่นนี้ หลาย ๆ คนแม้ทำมายี่สิบกว่าปีแล้วแต่ไฟยังแรงมากก็มีให้พบเห็นทั่วไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับคนทั้งหมด

  25. พี่ขุนอรรถน่าจะเล่นโกะ่นะครับ เพราะว่าโกะสามารถประยุกต์เข้ากับชีวิตประจำวันได้ว่า แต่ละเรื่องในชีวิตประจำวัน เราจะให้น้ำหนักในแต่ละเรื่อง มากน้อยแค่ใหน และ กลยุทธ์ของเราคืออะไร ซึ่งคนที่ชอบกลยุทธ์จะชอบโกะ กันทั้งนั้น (อันนี้ผมเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน เหอๆๆ) ดังนั้น การวาง นโยบาย กลยุทธ์ และยุทธวิธีก็จะแตกต่างกัน ในแต่ละสนามรบชีวิตที่ตนเองได้กระทำลงไปในแต่ละด้านแต่ละภาคส่วน แต่ภาพใหญ่คือ การประสบผลสำเร็จในชีวิต คือภาพรวมของสงครามชีวิตทั้งหมด คิดว่าอีกไม่เกินปี ท่านนรินทร์อาจมีมิทติ้ง กันนะครับหลัีง จากอบรมเซียนหุ้นเสร็จน่าจะมีเวลา พบปะสังสรรค์ คนในบล็อคนี้ อะ แต่ละคนก็ไม่ใช่เข้ามา วัน สองวันที่ใหนกัน

  26. Jobs in the technological area has no way to get the highest pay because they deal with the machine which their solutions are alway definitive. IT, EE, ME, PE, .. fall into this job catagory.
    The job dealing with people, managing the people should get the substantial high pay because the human has a multitude of life. (aka infinite dimensional vector space)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *