0016: เมือง

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมต้องมีเมือง ทำไมประชากรถึงไม่อยู่กันแบบกระจายออกไปให้หนาแน่นเท่าๆ กันทั่วทั้งแผ่นดิน

ผมว่าเมืองเกิดขึ้นเพราะเราต้องการลดต้นทุนในการเดินทาง แรกเริ่มเดิมทีนั้นเมืองอาจเกิดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำก่อนเพราะคนสมัยก่อนจำเป็นต้องไปที่แม่น้ำเพื่อใช้น้ำอยู่บ่อยๆ จึงต้องการลดต้นทุนในการไปยังแหล่งน้ำ เมื่อนาย ก.มาตั้งรกรากใกล้แม่น้ำ  นาย ข.ที่รู้จักมักจี่กับนาย ก. และมีเรื่องที่ต้องไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ก็จะมาตั้งรกรากอยู่ใกล้ๆ กับนาย ก. อีกเพื่อประหยัดต้นทุนในการไปมาหาสู่กัน แต่นาย ข รู้จักกับนาย ค. ด้วย นาย ค. ก็เลยมาตั้งบ้านอยู่ใกล้นาย ข.อีกเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้บริเวณนั้นเริ่มมีประชากรหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นเมืองขึ้นมาในที่สุด

เมืองไม่ได้ช่วยประหยัดต้นทุนในการเดินทางอย่างเดียวเท่านั้น แต่เมืองยังทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างอื่นคุ้มค่าด้วย สถานที่อะไรก็ตามที่ต้องมีต้นทุนในการก่อสร้างแพงมาก เช่น สภา โรงละคร ห้องสมุด ฯลฯ ถ้าสร้างอยู่ในเมืองแห่งเดียวก็จะถูกใช้ประโยชน์โดยคนจำนวนมากได้ ลองคิดดูว่าถ้าประชากรกระจายอยู่อย่างเบาบางเท่ากันหมดทุกพื้นที่ทั่วประเทศ การจะทำให้คนจำนวนเท่าเดิมได้ใช้สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะต้องสร้างมันขึ้นมาซ้ำๆ กันมากขึ้นมามากขนาดไหนทั่วประเทศ  

เมือง มี “พลังแห่งเครือข่าย” อยู่ เพราะยิ่งคนสำคัญๆ สถานที่สำคัญๆ ไปอยู่รวมกันมากเท่าไร คนที่คิดจะตั้งรกรากใหม่ก็จะยิ่งอยากไปอยู่ใกล้บริเวณนั้นมากขึ้น เพราะจะช่วยประหยัดต้นทุนในการเดินทางได้ในหลายๆ กิจกรรม ยิ่งอยู่ใกล้กันก็ยิ่งคุ้ม เมืองที่ใหญ่อยู่แล้วจึงมีแนวโน้มที่จะใหญ่ขึ้นไปอีก

สุดท้ายแล้วขนาดของเมืองจะถูกจำกัดด้วยเทคโนโลยีในการสร้างบ้าน บ้านในสมัยโบราณมีแค่ชั้นเดียว เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปี ค.ศ. 1000 คือ เมืองคอร์โดว่า ประเทศสเปน มีประชากรแค่เพียง 450,000 คน ก็เรียกว่าเต็มขีดจำกัดแล้ว แต่เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสมัยนี้ที่มีคอนโดและตึกระฟ้าแล้วคือเมืองโตเกียว มีประชากร 35 ล้านคน ตึกหลายแห่งในเมืองโตเกียวมีชั้นใต้ดิน 5-6 ชั้นเลยทีเดียว ในอนาคตถ้าเทคโนโลยีในการสร้างที่อยู่อาศัยก้าวหน้าขึ้นไปกว่านี้คือสามารถทำให้คนอยู่ซ้อนๆ กันขึ้นไปบนอากาศได้มากขึ้นเมืองก็คงจะใหญ่ขึ้นกว่านี้อีก (ถ้าไม่ถูกจำกัดด้วยการที่คนเป็นโรคตึกป่วยไปเสียก่อน)

  

15 thoughts on “0016: เมือง”

  1. ผมว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงน่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีการเดินทางและการขนส่งนะครับ หากประเทศมีพื้นฐานการขนส่งที่ดี ความจำเป็นที่จะต้องอยู่รวมกันอย่างแออัดก็จะลดน้อยลง ซึ่งถ้าเทคโนโลยีตรงนพัฒนาขึ้นมันจะเกิดผลตรงกันข้ามคือผู้คนจะทยอยไปตั้งถิ่นฐานกระจายทั่วพื้นที่
    อย่างปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ามนุษย์นั้นกระจายตัวกันไปอยู่ทั่วพื้นที่ จากที่สมัยก่อนผู้คนกระจุกตัวอยู่ในเมืองเป็นเมือง เป็นหมู่บ้าน
    การที่เมืองขนาดใหญ่นั้นหนาแน่นขึ้นผมคิดว่ามันเป็นเพราะจำนวนประชากรมนุษย์มีเพิ่มมากขึ้นทุกๆปี ทำให้ตัวเลขของประชากรเมื่อพันปีก่อนกับจำนวนในปัจจุบันมันต่างกันมาก

    เช่นหากเมืองนี้ในสมัยก่อนมี 450,000 คน และประชากรมีการขยายเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.001 ต่อปี หากพ้น 1000 ปีก็จะมีประชากร ประมาณ 1,220,000 คน แต่ในความเป็นจริงเหลือผู้คนเพียง 320,000 คนในเมืองนั้นเนื่องจากเกิดการอพยพย้ายถิ่น (หายไป 900,000 คน)

  2. other things being equal, เทคโนโลยีการสร้างบ้านสูงขึ้น เมืองใหญ่ขึ้น

    แต่ถ้า factor อื่นไม่ equal เช่น ในเวลาเดียวกันโลกได้ค้นพบวิธีลดต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างมาก อย่างนั้นประชากรก็จะออกไปอยู่กระจายกันมากขึ้น

    ช่วงนี้ดูเหมือนต้นทุนการขนส่งระหว่างเมืองน่าจะเพิ่มมากกว่าลด เพราะน้ำมันแพง แหะๆ

    ถ้าน้ำมันแพงแบบต่อเนื่องยาวนาน คอนโดขายดี

  3. สวัสดีครับ ท่านแม่ทัพ

    นั่นสิครับ อยู่นอกบ้านนอกเมืองนี่ต้นทุนสูงจริงๆ ว่าแต่เมืองใหญ่สุดไม่ได้อยู่ที่จีนหรอกเหรอครับ (ขอปรัศนีนิโหน่ย ?)

    จำได้ว่าสมัยจักรพรรดิถังเสียนจง ราวปี ค.ศ.750 มหานครฉางอันนั้นใหญ่โตมโหฬารที่สุดของโลก มีประชากรราว 2 ล้านคน
    ถ้าราวปี ค.ศ.1000 ต้นรัชสมัยจักรพรรดิซ่งเจิ้นจง มหานครไคฟงประชากรเท่าไหร่ผมจำไม่ได้ แต่คิดว่าคงเป็น 1 ใน 5 ของเมืองใหญ่ของจีนในยุคนั้นที่ประชากรเกิน 1 ล้านคน

    ผ่านมาอีก 100 ปี ในสมัยจักพรรดิซ่งฮุ่ยจง (ชักจะมังกรหยกแล้ว อิ อิ) จีนก็มีประชากรทะลุ 100 ล้านคนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

  4. มองกว้างๆ อาจเป็นว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม (เลยต้องอยู่รวมกัน?)
    หรือ มนุษย์ต้องการน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐาน (สำคัญกว่า อาหาร แต่น้อยกว่า อากาศ)

    … ปัจจุบัน มนุษย์ค่อยๆ เริ่มห่างออกจากพื้นฐานเหล่านี้
    ไม่ว่าเป็นเพราะข้อจำกัดใดก็ตาม … คนเริ่มออกห่างธรรม-ชาติ

    … ยิ่งห่างธรรมชาติ ยิ่งทุกข์

    : )

  5. ไปดูมาแล้ว ไม่รู้เหมือนกันครับแต่คิดว่าต้องมีใครอาจจะผิด แหะ แหะ

    ราวปี ค.ศ.1000 ตัวเลข 400,000 เท่าที่ทราบเป็นกำลังทหารรักษาพระนครขึ้นตรงต่อองค์พระจักรพรรดิครับ สืบมาจนปลายสมัยซ่งใต้นั้น กำลังทหารได้เพิ่มขึ้นไปจนมากกว่า 2 ล้าน แต่ก็เป็นเพียงกองทหารรับจ้าง ไม่ค่อยได้เรื่องอะไรนัก

    ว่าแต่ท่านแม่ทัพย้ายไปอยู่ที่มวยวัดแล้วเหรอครับ ฮือ ฮือ

  6. ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าทาง web เอามาจากไหน แต่ผมอ้างของท่าน Fairbank และ Reischauer ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์จีนที่เป็นที่รู้จัก

  7. แก้ไขหน่อยครับ กองกำลังทหารรักษาพระนครต้นสมัยจักพรรดิซ่งไท่จู่ [ค.ศ.960-976] มีราว 200,000 คน ตอนปลายรัชกาลปี ค.ศ.975 มีกำลังทหาร 378,900 คน เพราะฉะนั้นประชากรของไคฟงน่าจะมากกว่า 400,000 นะครับ

  8. อาจจะเป็นเรื่องของการนับหรือไม่นับประชากรที่มาอยู่แบบขาจรหรือเปล่าไม่แน่ใจ ตอนหาๆ ดูก็เห็นมีบางเว๊บมีการโต้แย้งเรื่องเมืองที่ใหญ่ที่สุดว่าไม่ใช่โตเกียวเหมือนกันเพราะขึ้นอยู่กับว่าจะนับ พวก commuter หรือไม่

    อย่างนี้ตอนอ้วนเสี้ยวตีกับโจโฉนี่ อ้วนเสี้ยวมีทหาร 70 หมื่น สมัยนั้นคงถือว่ามหาศาลทีเดียวเมื่อเทียบกับขนาดของประชากรโลกในสมัยนั้น

  9. สามก๊กฉบับนิยายอาจมีตัวเลขพิลึกพิลั่นบ้างครับ แต่หลักฐานสำคัญคือสำมโนประชากรตอนต้นยุคฮั่นตะวันออก สมัยจักรพรรดิฮั่นกวงอู่ตี้ ที่ระบุว่าประชากรจีนขณะนั้นมีถึง 59 ล้านคน

    ประชากรจีนเมื่อ 2000 ปีก่อนนั้น น้อยกว่าไทยตอนนี้นิดนึงครับ

  10. ว่าแต่ท่านแม่ทัพไปอยู่มวยวัดเป็นการฐาวรแล้วหรือครับ แง แง

    ท่านแม่ทัพสอนวิชาอะไรหรือครับ ผมไปลงทะเบียนเรียนด้วยได้มั้ยเนี่ย

  11. ผมตกข่าวอะไรหรือเปล่าเนี้ย..เรียนอะไรกันหรือครับ..

    เรื่องเมือง..หรือครับ เอาใกล้ตัว กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนี้มีประมาณ 10 ล้าน แต่ผมว่าจริงๆมีมากกว่านี้เยอะครับ จะทำอย่างไรให้ลดลงครับ ผมว่ามันเยอะเกินไปแล้วครับ ผมก็ไม่อยากอยู่หรอกครับในเมือง แต่มันไม่มีที่ไป

  12. ไม่ขอบอยู่เมืองแบบ จำยอม ใครมีวิธีหาทางออกช่วยบอกที หรือว่ากำลังจะเกิดสิ่งใหม่เหมือนกับบทความ life style บอกไว้ เพราะแนวโน้มประเทศที่ได้ชื่อว่าเจริญแล้วเขากำลังออกจากเมืองกัน(ข่าว จากบางกอกโพสต์ มีบทความบอกว่า บริษํท KPMG ที่ออสเตเลีย เขาก็ใช้วิธีนี้คือให้คนเก่ง ที่สำคัญมีทางเลือกว่าจะอยู่ในเมืองหรือนอกเมืองโดยใข้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมเมืองกับชนบท และกำลังแพร่หลายไปตามเมืองใหญ่ๆของโลก)บทความอยู่ในห้องหาได้จะมาบอกถ้ามีคนสนใจ ตัวเองก็คิดไว้แบบนั้นเหมือนกัน 365 วันเห็นแต่ตึก คนที่ไม่รู้จัก อากาศ หดหู่ ไม่สดชื่น ดีที่มีคนมาแชร์ ความคิด ความเห็น และแนะนำให้เกิดสังคมบนอินเตอร์เน็ตแบบนี้นะไม่ง้าน หาข้อดีได้น้อยจริง เมืองหลวงนิ

  13. อนาคต คนคงมี 2 บ้าน
    คอนโดไว้อยู่วันธรรมดา

    บ้าน นอกเมือง เสา อาทิต ไว้พักผ่อน สูดอากาศ ปลูกต้นไม้ ดมกลิ่น ดิน

    ถ้าเมืองน่าอยู่คงดีกว่า นี้ เห็นเด็กที่โตในเมืองเเล้วน่าสงสาร…

  14. ผมว่าเมืองที่เจริญที่สุดในโลกคือนิวยอรก์นะคับแต่ว่าจะเจริญเท่ากรุงเทพมหานครในอนาคตรึเปล่านะผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่ว่าตึกในรูปภาพนี้ดูสวยดีนะคับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *