0211: อิสรภาพทางการเงิน???

ยุคนี้คำว่า อิสรภาพทางการเงิน มาแรงมาก

ผมตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า อิสรภาพทางการเงิน โดนใจ Gen Y (คนที่เกิดหลัง 1976) มากที่สุด ส่วนพวก Gen X นั้น เท่าที่ได้สัมผัส ดูจะโดนบ้าง ไม่โดนบ้าง ส่วนถ้าเป็นพวก Babyboomers นั้นแทบจะไม่โดนเลย โลกตอนวัยเด็ก ที่ไม่เหมือนกันส่งผลต่อมุมมองชีวิตของคนแต่ละรุ่น ที่ไม่เหมือนกันด้วย

สำหรับตัวผมเอง คำว่า อิสรภาพทางการเงิน ไม่ค่อยโดนเท่าไร (ผมเกิด 1975) เกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ ผมชอบวิธีคิดแบบบัฟเฟตมากกว่า ปู่บัฟ บอกว่า คนที่โชคดีที่สุดคือ คนที่ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ

ผมรู้จักคนใกล้ชิดคนหนึ่งที่รวยมาก รวยจนไม่ต้องทำงานเลย คุณรู้มั้ยว่า ความทุกข์ของเขาคืออะไร ความทุกข์ของเขาคือ การตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วต้องคิดให้ออกว่า วันนี้จะทำอะไรดี เพื่อจะได้ไม่ต้องทนเบื่อ มันเป็นสภาวะที่อึดอัดมาก คุณลองไปเดินห้างฯ ทุกวันสิครับ สองสามวันแรก คุณอาจรู้สึกดี แต่ลองไปทุกวัน สักสามเดือนสิครับ คุณจะพบว่า มันน่าเบื่อที่สุด จะให้ไปเที่ยวต่างประเทศแทนหรือครับ เหอๆ คนนี้เขาไปมาหมดแล้ว ประเทศละหลายรอบแล้วด้วย ผมว่าถ้ามีทัวร์ไปดวงจันทร์เมื่อไร เขาคงจะรีบสมัครทันที เพราะเป็นที่ที่เขายังไม่เคยไป มันคงช่วยทำให้เขาหายเบื่อไปได้อีกระยะหนึ่ง

ผมว่างานเป็นด้านหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่ขาดไม่ได้ ผมสังเกตว่าผมเป็นคนที่ตีค่าตัวเองจากงานที่ตัวเองทำ ดังนั้นถ้าให้อยู่เฉยๆ ใช้เงินไปเรื่อยๆ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าแน่ๆ

มนุษย์ใช้เวลาตลอดชีวิตไปกับการทำงานมากที่สุด (ถ้าไม่นับตอนนอน) เราทำงานสัปดาห์ละตั้งห้าวัน หยุดแค่สองวัน คนที่ทำงานที่ไม่ชอบจะมีความสุขแค่ 2 วันเท่านั้น ในขณะที่ คนที่ได้ทำงานที่ชอบจะมีความสุขถึง 5 วัน ส่วนอีก 2 วันคือการพักผ่อนเพื่อสะสมพลังงานเพื่อใช้ทำงานที่ชอบในช่วงห้าวันถัดไป คนที่ตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปทำงานเป็นคนที่น่าอิจฉาอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายชีวิตของผมจึงไม่ใช่การบรรลุอิสรภาพทางการเงิน แต่คือการมีโอกาสได้ทำงานที่ชอบไปตลอดชีวิต ครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้หมายความว่า คนเราต้องทำแต่งานที่ชอบอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจเลยว่างานนั้นจะได้เงินเดือนพอกินหรือไม่ แต่ผมคิดอย่างนี้ครับ ถ้าเรายังหางานที่ตอบสนองเราทั้งเรื่องเงินและความชอบไม่ได้ เราควรอดทนทำงานที่ตอบสนองเราเรื่องเงินได้อย่างเดียวไปก่อน แต่ควรหาโอกาสและวางแผนไปด้วยว่า สักวันหนึ่ง เราจะได้ทำงานที่ตอบสนองเราได้ทั้งเรื่องเงินและความชอบได้อย่างไร ส่วนคนที่ทำงานที่ตัวเองชอบแล้วแต่รับผิดชอบตัวเองเรื่องการเงินไม่ได้ ผมถือว่ายังเป็นคนที่ล้มเหลวอยู่ ในขณะที่คนที่ได้รายได้สูงมากๆ แต่เป็นงานที่ไม่ชอบ ต่อให้ได้รายได้สูงแค่ไหน ผมก็ยังถือว่า ไม่ประสบความสำเร็จครับ

มีหลายครั้งที่มีนักลงทุนที่เจอผมแล้วถามผมว่า ตอนนี้ผมเล่นหุ้นอย่างเดียวหรือเปล่า พอผมตอบว่า อาชีพหลักของผมตอนนี้คือ การทำหนังสือ ครับ ส่วนหุ้นเป็นแค่ hobby ที่สนใจ เพราะผมไม่ชอบฝากธนาคาร นักลงทุนก็มักจะทำหน้าผิดหวังกัน ซึ่งผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมนักลงทุนหลายคนถึงเข้าใจว่า ผมอยากเป็นเล่นหุ้นเป็นอาชีพ ทั้งที่ผมก็ไม่เคยบอกอย่างนั้นเลย

ทุกวันนี้ ผมโชคดี ที่ผมได้ทำงานที่ผมอยากตื่นขึ้นมาทำทุกวัน และเป็นงานที่สร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการไปทำงานประจำด้วย ความท้าทายต่อไปก็คือผมจะสามารถรักษามันให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ได้หรือเปล่า ส่วนความคิดที่จะเกษียณนั้น ไม่มีเลยครับ กลัวเบื่อมาก

แล้วเป้าหมายของคุณล่ะครับ เล่าสู่กันฟังได้

(ปล. คำว่างานที่ชอบนั้น ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องชอบทุกอย่างของงานนั้น ทั้ง 100% นะครับ ผมมองว่า งานอย่างนั้นหายากมากจนถึงหาไม่ได้เลย งานที่เราชอบประมาณ 75% ของเนื้องานทั้งหมด แล้วมีอีกสัก 25% ที่เป็นส่วนที่เราอาจจะไม่ชอบบ้าง ผมก็ถือว่าเป็นงานที่น่าทำแล้วล่ะครับ)

59 thoughts on “0211: อิสรภาพทางการเงิน???”

  1. แวะเข้ามาพอดีครับ

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

    ผมคิดว่าคนที่มี Goal แล้ว อะไรๆมันก็ง่ายขึ้นเยอะนะครับ (แม้ทางเิิดินจะเต็มไปด้วยขวากหนามก็ตาม)

    แต่กับบางคนที่ใช้เวลามาตั้งนานแล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องการอะไร

    จะทำยังไงล่ะครับ?

  2. เห็นด้วยกับบทความเต็ม 100% ครับ…..
    ได้ใช้ความสามารถเต็มที่ มันมีความสุขจริงๆ

  3. เหมือนผมกำลังอย่างที่คุณบอกเลยครับ ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินงานไม่ค่อยสนุกไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าได้เงินก้อน ค่อยเลื่อนไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะงานที่ชอบอาจจะได้เงินน้อยลง

  4. โดนมากครับ บทนี้

    ทุกวันนี้ มีความสุขกับงานดีครับ ชอบงานที่ทำ แต่รายได้จากงานประจำค่อนข้างน้อย ต้องเผาชีวิตที่เหลือไปกับงานนอกเวลาที่ไม่ได้อยากทำ แต่ว่ารายได้ดีกว่างานประจำ เพื่อให้รายได้มันพอใช้ และเหลือเก็บ

    ผมอยากมีอิสรภาพทางการเงิน จึงมาหัดลงทุน

    อิสรภาพของผมไม่ใช่หยุดทำงาน

    แต่เพื่อที่จะทำให้ผมไม่ต้องทำงานที่ไม่ชอบเพื่อเงินอีกต่อไป

  5. “คนที่ทำงานที่ตัวเองชอบแต่รับผิดชอบตัวเองเรื่องการเงินไม่ได้ ผมถือว่ายังเป็นคนที่ล้มเหลวอยู่ ในขณะที่คนที่ได้รายได้สูงมากๆ แต่เป็นงานที่ไม่ชอบ ต่อให้ได้รายได้สูงแค่ไหน ผมก็ยังถือว่า ไม่ประสบความสำเร็จครับ”
    ^
    ^
    ^
    ยอดเยี่ยมค่ะ

  6. ทุกวันนี้ผมก็ยังมีความเชื่ออยู่เสมอครับว่า

    การที่เราทำในสิ่งที่เราชอบมักจะทำได้นาน และไม่เบื่อ
    แม้ว่าสิ่งนั้นจะเหนื่อยสักแค่ไหน อุปสรรคเยอะขนาดไหนก็ตาม

    แต่ถ้าเราทำในสิ่งที่เราไม่ชอบแล้ว ทำยังงัยมันก็ไม่ชอบอยู่ดี
    แม้หลายคนเคยพูดว่า ทำๆไปเถอะ เด๋วก็ชอบเองก็ตาม – -”

    อย่างหนึ่่งที่ผมได้หลายๆอย่างจากสิ่งที่ชอบคือ ความสุขและความภาคภูมิใจฮะ

    นานเข้าๆ…ท้ายที่สุดเงินก็จะไม่ใช่ตัวแปรอีกต่อไป………………

    ผมเชื่ออย่างนั้น

  7. ทุกวันนี้ผมก็ยังมีความเชื่ออยู่เสมอครับว่า

    การที่เราทำในสิ่งที่เราชอบมักจะทำได้นาน และไม่เบื่อ
    แม้ว่าสิ่งนั้นจะเหนื่อยสักแค่ไหน อุปสรรคเยอะขนาดไหนก็ตาม

    แต่ถ้าเราทำในสิ่งที่เราไม่ชอบแล้ว ทำยังงัยมันก็ไม่ชอบอยู่ดี
    แม้หลายคนเคยพูดว่า ทำๆไปเถอะ เด๋วก็ชอบเองก็ตาม – -”

    อย่างหนึ่่งที่ผมได้หลายๆอย่างจากสิ่งที่ชอบคือ ความสุขและความภาคภูมิใจฮะ

    นานเข้าๆ…ท้ายที่สุดเงินก็จะไม่ใช่ตัวแปรอีกต่อไป………………

    ^
    ^
    ^
    ^
    ^
    ผมเชื่ออย่างนั้น

  8. ผม Gen Y แต่ดูแล้วเหมือน Gen X มากกว่านะครับ

    งานที่ผมทำ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร ก็มีความหมายกับผมเสมอ และคงมีความหมายตลอดไปครับ ^_^

  9. คิดเหมือนกันครับ

    ตอนนี้ก็ทำงานที่ทำอยู่เพื่อเงิน .. แล้วก็ปรับตัวให้มันสนุกกับงานที่ทำไปด้วย(งานผมก็ไม่น่าเบื่อสักเท่าไหร่ จะเบื่อกับคนมากกว่า) ก้ตั้งเป้าหมายกับงานของตัวเองเอาไว้ด้วย เพื่อท้าทายตัวให้กระตือรือล้น และสนุกกับมัน

    พอถึงจุดนึง ก็จะทำงานที่ตัวเองคิดว่า อยากทำมาก (งานในฝัน) ซึ่งงานนี้ ผลตอบแทนน้อย แต่น่าจะเป็นงานที่ผมชอบมาก

    ผมมองว่า การลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย .. ทบต้นไปเรื่อยๆ สัก 10-15 ปี แล้ว หลังจากนั้น จะทำให้ผมได้ถึงจุดที่อยากทำงาน(ในฝัน)

  10. ถ้าชีวิตคุณมันเลือกได้ ก็จงเลือกทำ ในงานที่ชอบ
    ถ้าชีวิตคุณมันเลือกไม่ได้ ก็จงเลือกชอบ ในงานที่ทำ

    ท่านพุทธทาสสอนเรื่อง การงาน คือ การปฏิบัติธรรม, บวชอยู่กับงาน ฯลฯ ก็เพราะ งาน คือ สิ่งที่เราใช้เวลาอยู่กับมันมากที่สุด

    บทความนี้ของพี่ทำให้พวกผม (รวมถึงหลายๆ คน) ฉุกคิดได้เลยครับ ว่าอิสระภาพทางการเงินที่เราอยากได้หนักหนานั้น แืท้จริงแล้ว อาจจะไม่ตอบโจทย์ชีวิตของเราก็ได้ สมควรต้องกลับไปคิดใหม่ ทำใหม่เสียแล้วสิ

  11. เรื่องงานอย่างเดียวส่วนใหญ่แล้วผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นปัญหาครับ
    พอดีคุณโจ๊กไม่ได้พูดถึงเรื่อง”คน”ด้วย
    งานที่ชอบอาจเจอหัวหน้างานที่ไม่ชอบก็เป็นได้ แบบนี้ถือว่าว่าคนเป็น25%หรือมากกว่าครับ

  12. ถ้ามีอิสรภาพทางการเงิน เราจะได้เอาเวลาไปทำในสิ่งที่เราชอบมากกว่าแต่ไมม่มีโอกาสได้ทำ
    คนส่วนใหญ่ มีเงินแต่ไม่มีเวลา หรือไม่ มีเวลาแต่ไม่มีเงิน ถ้าได้ทั้งสองอย่างพร้อมกันก่อนแก่ก็จะวิเศษมากเลย.

  13. เห็นด้วยกับพี่โจ๊กครับ
    เข้าใจเรื่องความสุขในชีวิตมากขึ้น
    ขอคาราวะ ครับ

  14. ถ้ามีอิสรภาพทางการเงินเร็ว ก็ดีครับ เวลาไปเที่ยว ร่างกายสังขารยังดีอยู่ครับ

    อยากนอนตื่นสาย ตื่นมา แล้วค่อยๆทำอะไรที่เราอยากทำ โดยที่ไม่เร่งรีบเหมือนทุกวันนี้

  15. บางที การทำงานที่มีความสุข ได้เพื่อนร่วมงานที่ดี ก็สุดยอดเลย

    ตอนเเรกผมตั้งใจจะเก็บเงินให้มากที่สุดให้เร็ว เเล้วๆรีบๆมีอิสรภาพทางการเงิน ลาออก

    เเต่ผมเคยลางาน2-3 วันอยู่บ้านเฉยๆ ก็เซ็งเป็ดเเล้ว สุดท้ายทำงานสนุกดี
    มีความสุข เงินที่เก็บก็เเบ่งไปใช้ เที่ยวบ้าง

    ยังอยากทำงานให้สังคมบ้าง เเต่ยังไม่ค่อยมีความรู้

  16. เยี่ยมครับ แนวคิดคล้ายกันเลยครับ

    ผมอดีตเคยทำงาน อยู่ IBM ครับ มีเงินเดือนมากมายครับ ทำในงานที่ตัวเองชอบคือ คอมพิวเตอร์ แต่ว่าการทำงานคอมพิวเตอร์จริงๆ ไม่ได้สนุกครับ แบบว่า บางวันไม่อยากลุกขึ้นมาแล้วไปทำงานครับ

    ปัจจุบันผมเปลี่ยนใหม่คือ เริ่ม เขียนหนังสือเกี่ยวกับ technology & marketing มีกิจการเล็กๆ ของตัวเอง และลงทุนหุ้นเป็นงานอดิเรกเช่นกันครับ (เล่นหุ้นมา ห้าปีเต็มๆ ผ่านทั้งทุกข์ ทั้งสุข… หลังจากใช้แนวคิดของปู่บัฟ แล้ว พอร์ตดีขึ้นเยอะ ครับ) ถึงแม้ผมจะยังไม่อิสระทางการเงิน … แต่ผมได้อิสระทางเวลา และ ความคิดครับ ทุกวันนี้ตื่นขึ้นมาแต่เช้ากว่าเดิมครับ เพราะอยากทำงาน ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปครับ ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ มันมีความสุขมากๆ ครับ

    คุณนรินทร์ ก็สู้ๆ ต่อไปครับ

      1. กำลังเริ่มเขียนได้สักสองเดือนแล้วครับ

        ผมเขียนพวก เทคโนโลยีค่อนข้างใหม่ เกี่ยวกับ Social Media กำลังติดปัญหาเรื่อง จะทำอย่างไรในการอธิบายให้คนอ่านเข้าใจง่าย (เพราะบางจุดอธิบายยากเหมือนกัน) ขัดเกลา ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะดี และกำลัง นั่งอ่าน เว็บต่างประเทศเยอะๆ เพื่อหา input เอาไปเขียนเพิ่มเติม

  17. ผมมองว่า เป้าหมายที่ชุดเจนสำคัญที่สุดครับ ไม่ว่าจะเป็น
    อิสรภาพทางการเงิน เวลา สุขภาพ ( ซึ่งสุดท้ายนั่นก็คือเป้าหมายชีวิต )
    คนจน กับ คนรวย มีความสุข และ ความทุกข์ เช่นกัน แต่ถ้าคนๆนั้นมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนว่า ทำอะไร เพื่ออะไร ก็จะสามารถอยู่ได้อย่างมีคุณค่าครับ
    ( ขนาดคนที่คิดว่าพอแล้ว อย่างคุณวิกรม ก็ยังมีสิ่งต่างๆให้ทำ ช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม ให้ความรู้กับคนรุ่นหลัง )
    เรื่องแบบนี้ ไม่มีผิด ไม่มีถูกครับ จะเป็นอะไร ต้องการอะไร ได้ทั้งนั้น เราเป็นได้มากกว่าที่เราคิด
    ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน มุ่งหน้าคว้ามันมาให้ได้ และ แบ่งปันคืนสู่สังคมครับ
    ประเทศไทย จะเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก เพราะสังคมเราแบ่งปัน มอบสิ่งดีๆให้กันครับ 🙂

  18. ผมว่าการมีอิสรภาพทางการเงินยังไงก็ดีกว่าไม่มีนะครับ

    ถ้าเกิดมีเงินพอที่จะไม่ต้องทำงานก็ได้ แต่ยังอยากไปทำงาน ก็ไปทำสิครับ มันไม่มีใครมาห้ามได้

    แต่ถ้ายังไม่มีอิสรภาพทางการเงิน แล้วมันอยู่ในสภาวะ”ต้องทำ” อึดอัดกว่าเยอะ

    มีเงินน่ะเรื่องเล็ก ไม่มีเงินน่ะเรื่องใหญ่

  19. เคยคิดที่จะให้เงินทำงานแทน โดยตัวเราอยู่ว่างๆไปวันๆ แต่เคยอ่านเจออยู่อย่างนึงว่าคนเราทุกคนมีหน้าที่ที่จะทำอะไรบางอย่างให้กับโลกใบนี้ โดยพวกเราจะได้รับเงินซึ่งเป็นสิ่งสมมุติในการทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดี ถ้าใครทำหน้าที่ตรงนั้นได้ดีก็จะได้ค่าจ้างสูงเอง ผมจึงคิดว่าผมควรจะใช้สถานะภาพที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับโลกและสังคมจะดีกว่า เพราะยังรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าต่อโลกบ้างดีกว่าอยู่แบบไม่มีค่า ส่วนเงินนั้นเป็นผลพลอยได้ไป ที่โลกนี้เขาจ้างเราให้ทำหน้าที่ตรงนั้น

  20. ใช่เลยครับ
    ตามปกติแล้ว มนุษย์จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เมื่อไม่มีงานทำเหมือนคนอื่นเค้า และเมื่อรู้สึกไม่มีค่า ก็จะทำให้ความสุขลดลงเรื่อยๆครับ ( ที่ต่างประเทศเคยวิจัยมาแล้ว )

    แต่ถ้างานที่ทำ ไม่เหมาะสมกับตัวเอง หรือทำไปแล้วรู้สึก ฝืน ที่ต้องทำมัน นั่นก็ทำให้ไม่มีึความสุขอีก

    สรุป สิ่งที่จะทำให้มีความสุขที่สุดคือ ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ รู้สึกอยากทำ สนุกกันมันได้ทุกวัน นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วครับ

    อ้อ มีอีกเรื่อง งานที่ทำจะต้องสามารถควบคุมได้ครับ ถ้าเป็นงานที่ควบคุมไม่ได้ ก็จะรู้สึกไม่มีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ

    โอ้วว ม่ายย นี่ผมพูดอะไรออกไป โอ้ พระเจ้ายอด มันจอร์จมากก

    ตอนนี้ผมมีฟามสุขมากครับ

  21. ถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ อายุเท่ากันเลย เกิด 1975 เหมือนกัน

    คนเราชอบไปสร้างกระแส ให้ยึดติดกับวัตถุนิยมมากเกินไป เลยทำให้คนเชื่อไปว่าอิสรภาพทางการเงินคือสิ่งสูงสุด แต่จริงๆ เงินไม่ใช่สิงสำคัญเสมอไป หลายคนมีความสุขในการใช้ชีวิต โดยที่ไม่ต้องดิ้นรนหรือเครียดกับการหาเงินเลย

  22. -งานประจำหรืองานที่ชอบที่เราทำอยู่ให้อิสระภาพทางการเงินรึป่าว?
    -อิสระภาพทางการเงินหมายถึง คุณไม่ต้องทนทำบางสิ่งบางอย่างหรือไม่ถูกห้ามไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่างโดยที่มีเงินเป็นตัวจำกัดและกำหนดอิสระภาพครับ
    -มนุษย์มีวันเจ็บไข้ได้ป่วย ผมถามคุณหน่อยเถอะ เวลาที่คนที่เรารักเจ็บป่วยไม่สบาย จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อดูแลท่าน รายได้จากงานที่คุณทำช่วยท่านได้แค่ไหนครับ
    -ชีวิตคุณที่มุ่งแต่ทำงานที่มีความสุขใจแต่ไม่ตอบโจทย์เรื่องการเงินมัน work รึครับ ลองถามตัวคุณเองซิครับ ว่าวันนี้ถ้าคุณจำเป็นต้องใช้เงิน 2-3 ล้านเพื่อใช้ในการดูแลรักษาพยาบาลพ่อแม่คุณยามที่ท่านเจ็บป่วย คุณทำได้มั๊ย ดูเหมือนคุณถูกห้ามไม่ให้ส่งพ่อแม่คุณไปได้รับการรักษาดีดีจากแพทย์เก่งๆ เพียงเพราะคุณไม่มีเงิน (ถูกเงินห้าม)เข้าใจครับว่าพ่อแม่คงต้องการแค่ให้เราอยู่ใกล้ๆ แต่ถามว่าคุณปวดใจมั๊ยที่นั่งดูพวกท่านได้รับการดูแลตามมีตามเกิดเพราะคุณใช้ชีวิตตาม comfort zone ที่คุณมีมานาน และคอยบอก(หลอก)ตัวเองให้รู้สึกดีไปวันๆ ว่าเงินไม่ค่อยสำคัญมากเท่าไหร่
    -ลองถามตัวคุณเองดูครับว่าวันนี้คุณอยากให้เวลากับคนที่คุณรักมากกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะคุณถูกบังคับให้เอาเวลาไปแลกเงิน (ถูกเงินบังคับให้ทำงาน) อยู่รึป่าว
    -วันนี้คุณอยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนที่คุณรัก แต่คุณให้ไม่ได้ เพราะเงินมันเป็นข้อจำกัดของคุณและทำให้คุณขาดอิสรภาพที่จะให้อยู่รึป่าว
    -ลองถามตัวคุณเองดูครับว่าเมื่อไหร่คุณจะมีอิสระภาพทางการเงิน จากการทำสิ่งที่คุณรักและชอบ
    -ลองถามตัวคุณเองดูครับว่าคุณกำลังใช้ชีวิตแบบกลัวๆ วันวันอยู่แต่ใน comfort zone ไม่กล้าเริ่มต้นทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย หรือออกนอก comfort zone ของตัวเองรึป่าว

  23. “ผมรู้จักคนใกล้ชิดคนหนึ่งที่รวยมาก รวยจนไม่ต้องทำงานเลย คุณรู้มั้ยว่า ความทุกข์ของเขาคืออะไร ความทุกข์ของเขาคือ การตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วต้องคิดให้ออกว่า วันนี้จะทำอะไรดี เพื่อจะได้ไม่ต้องทนเบื่อ มันเป็นสภาวะที่อึดอัดมาก คุณลองไปเดินห้างฯ ทุกวันสิครับ สองสามวันแรก คุณอาจรู้สึกดี แต่ลองไปทุกวัน สักสามเดือนสิครับ คุณจะพบว่า มันน่าเบื่อที่สุด จะให้ไปเที่ยวต่างประเทศแทนหรือครับ เหอๆ คนนี้เขาไปมาหมดแล้ว ประเทศละหลายรอบแล้วด้วย ผมว่าถ้ามีทัวร์ไปดวงจันทร์เมื่อไร เขาคงจะรีบสมัครทันที เพราะเป็นที่ที่เขายังไม่เคยไป มันคงช่วยทำให้เขาหายเบื่อไปได้อีกระยะหนึ่ง”

    – ช่วยบอกอีเมลของคุณคนใกล้ชิดคนคนนี้หน่อยนะครับ เผื่อว่าได้คุยกันแล้วอาจได้แลกเปลี่ยนมุมมองวิสัยทัศน์กัน

  24. ตอนผมอยู่ที่ http://www.richdadthai.com
    เค้านิยาม คำว่า financial freedom ไว้แบบนี้ครับ

    financial freedom คือการที่เราสามารถใช้เวลาไปทำสิ่งที่ชอบ โดยที่ไม่มีเรื่องของเงินมาบังคับให้เราต้องทำสิ่งเหล่านั้น

    ยกตัวอย่างเช่น บางคนทำงานเพราะว่า ค่าตอบแทนสูง
    แต่ว่า ไม่ได้ชอบเลย

    งานที่ทำออกมานอกจากไม่ดี
    ไม่รู้สึกถึงสิ่งดีๆที่ได้ทำ

    ก็จะไม่มีความสุขไปด้วยครับ

    เรื่องของเงิน ที่ไม่ได้มาเกี่ยวข้องหมายความว่า
    แม้ว่าจะไม่ทำงานใดๆแล้ว
    แต่ก็มีรายได้จากทรัพย์สิน 3 อย่าง อันได้แก่ ธุรกิจ อสังหา และตราสาร(หุ้น)ครับ

    ส่วนนิยามอิสระภาพทางการเงิน กับ คำว่า “ความสุขและการตอบแทนสังคม” มีความหมายที่คล้ายกัน และต่างกัน

    แล้วแต่บุคคลนั้นๆครับ

    มาแจมครับผม ^^

    1. การจะมี financial freedom ต้องเป็นงานที่จัดอยู่ในด้านขวาของเงินสี่ด้านครับ ไม่ใช่มีแค่ “ธุรกิจ อสังหา และตราสาร(หุ้น)” ลองไปอ่านหนังสือใหม่นะครับ ยกตัวอย่างเช่นคุณแต่งหนังสือขายดีแบบ “Rich Dad Poor Dad” ขายได้ทั่วโลกก็จัดว่าเป็น Passive Income และทำให้เกิด Financial Freedom ได้ครับ

  25. ผมว่า พี่โจ๊ก มี passive income ที่อยู่ตัวมากพอ ก่อนที่จะมาทำหนังสือแล้วครับ

    อาจบรรลุ financial freedom ไปแล้ว แต่ไม่ได้พูดเท่านั้นเอง

    ยินดีด้วยครับพี่

  26. ตอนผมโดดมาทำหนังสือเต็มตัว ผมพอมีเงินออมอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ว่าไม่มากครับ ถือว่าห่างไกลจากคำว่า financial freedom เป็นอย่างมาก

    แต่ที่ตัดสินใจโดดออกมาทำเป็นเพราะ ปีนั้นเป็นปีแรกที่กำไรที่ได้จากการทำหนังสือมากเท่ากับประมาณ 70% ของเงินเดือนจากงานประจำที่ทำอยู่ ทำให้เป็นการตัดสินใจได้ไม่ยากเลยครับ เพราะทำนอกเวลาแล้วได้เท่านี้ ถ้าทำเต็มเวลาก็น่าจะได้เกินเงินเดือนได้ไม่ยากนัก แถมเป็นงานที่ชอบมากกว่าอีกต่างหาก

    อาชีพทำหนังสือเป็นอาชีพที่คนทั่วไปคิดว่า “ไส้แห้ง” เพราะนักเขียนส่วนใหญ่ทำธุรกิจไม่เป็น ที่จริงแล้ว ธุรกิจหนังสือเป็นธุรกิจที่ ถ้าทำเองได้ ควรจะทำเองมากกว่า เพราะถ้าหนังสือสามารถติดอันดับขายดีได้ ผลตอบแทนจะสูงกว่าทุนที่ลงไปอย่างมาก ถ้าเราดันไปให้สำนักพิมพ์ทำ สำนักพิมพ์จะได้ตรงนั้นไปเต็มๆ เพราะนักเขียนจะได้แค่ค่ารอยัลตี้ซึ่งน้อยมาก ในขณะที่ ถ้าหนังสือขายไม่ออก เราก็ไม่ได้เจ็บตัวมาก เพราะหนังสือไม่ใช่ธุรกิจที่ลงทุนสูงครับ

    ทุกวันนี้ผมสามารถอยู่ได้แบบสบายๆ เพราะกำไรจากหนังสือทุกวันนี้แซงเงินเดือนเก่าไปไกลมากแล้ว ผมคงเสียใจถ้าหากวันนั้นมีโอกาสแล้วแต่ผมดันไม่กล้ากระโดดออกมาทำ

    1. น่าสนใจ ครับ ว่างคงต้องปรึกษาหน่อยครับ เพราะ อีกเดือนกว่าๆ ก็จะออกเล่มแรก ของผมแล้ว

    2. สงสัยครับว่า
      ที่คุณนรินทร์เขียนลงกรุงเทพธุรกิจแล้วมารวมเล่มเนี่ย เป็นลิขสิทธิ์ของกรุงเทพธุรกิจ หรือว่าเป็นลิขสิทธิ์ของคุณเอง ผลตอบแทนจะต่างจากการพิมพ์หนังสือเองมากมั้ยครับ

  27. – วันนี้ถ้าเราได้เริ่มต้นทำสิ่งใหม่เราก็จะได้ผลลัพธ์ใหม่ แต่ถ้าวันนี้คุณทำเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม แล้วคาดว่าจะเกิดผลลัพธ์ใหม่ เช่น ได้ชีวิตแบบมี Financial Freedom มันเป็นไปไม่ได้ครับ (บ้าแล้ว) ปลูกเงาะก็ได้เงาะ ปลูกเงาะได้ทุเรียนก้านยาว ไม่มีหรอกครับ
    – จะดีกว่ามั๊ยครับที่เราปรับเปลี่ยนตัวเองเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ กล้าออกจาก comfort zone, เลิกเอาคำพูดที่ดูดี, บทความที่อ่านแล้วรู้สึกดี มาเป็นคำกล่าวอ้างเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีว่าทำถูกและดีอยู่แล้วที่อยู่ใน comfort zone (เลือกทำในสิ่งทีชอบแต่ไม่ตอบโจทก์ เรื่องเงินสุขภาพเวลา) เพราะท้ายที่สุดแล้วตัวคุณและคนที่คุณรักจะได้รับผลกระทบเยอะที่สุดจากการอยู่ใน comfort zone นานๆ
    – สำหรับทุกชีวิตครับ วันที่ยากลำบากจะผ่านเข้ามา เช่น ง่ายที่สุดปัญหาเรื่องสุขภาพของทั้งตัวเราเองและคนที่เรารัก วันนี้ควรเตรียมตัวไว้ดีรึยัง
    – มองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเพราะคุณมี “วิสัยทัศน์” ล่วงหน้าดีกว่าพึ่งมามองเห็นเพราะตัวคุณเกิด “วิกฤติ” ในชีวิตคุณว่ามั๊ย ?
    – มนุษย์โดยส่วนใหญ่ในโลกนี้ชอบอยู่ใน comfort zone และชอบที่จะถูกดูดีไปพร้อมๆ กันครับ จึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นได้อ่านบทความแนวข้างบนนี้ และมีผู้คนสนับสนุนเห็นด้วยแยะครับ

  28. พี่โจ๊กทำหนังสือรุ่งแน่นอนครับ
    ความรู้ความสามารถของพี่โดดเด่นมาก
    และหนังสือมีเอกลักษณ์ชัดเจน

  29. ทุกวันนี้ ผมโชคดี ที่ผมได้ทำงานที่ผมอยากตื่นขึ้นมาทำทุกวัน และเป็นงานที่สร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการไปทำงานประจำด้วย

    ^
    ^
    ^

    (อ่านซ้ำอีกรอบครับ)
    อย่างนี้ยังเรียกว่า ไม่ตอบโจทย์เรื่องเงิน + เวลา + สุขภาพ อีกหรือ….

    หาได้ยากแล้วนะครับ ที่ได้ตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไป

    หลายคนพยายามที่จะหางาน ทำงานที่มีลักษณะนี้ แต่ก็หาตัวเองไม่ค่อยเจอครับ
    เปลี่ยนไป เปลี่ยนมาหลายรอบ

  30. แหะๆ กลับมาอ่านใหม่แล้วรู้สึกหมั่นไส้ที่ตัวเองเขียน เอาไว้แค่นี้ดีกว่า

  31. อยากออกจาก comfort zone จังเลยครับ เลยสงสัยว่าควรจะเป็น Am**y หรือ Ag*l หรือ H****lifeหรือตัวใหม่ที่เพิ่งตั้งมาสดๆร้อนๆ ยังไม่มีที่ไหนมาก่อนดีครับ??? -_-”
    ป.ล. ชอบขายด้วยนะครับ ขายหมูและขายเร็ว เคาะซ้ายตลอดเยย

    1. ลองศึกษามันทุกตัวเลยน้อง รับรองมันไม่กัด 🙂

  32. p joke เขียนเรื่องการทำหนังสือได้ข้อคิดดีจังเลยครับ
    ขอนำไปเผยแพร่ต่อใน vi know how นะครับผม ^^

    1. ผมว่านะครับคุณหมอ ธุรกิจหนังสือเป็นธุรกิจที่ดีต่อการกระจายรายได้เพราะกระทบธุรกิจในวงกว้างมาก กำไรจะตกไปเป็นทอดๆ และหมุนได้หลายๆรอบ แต่ว่าเจ้าของลิขสิทธ์คือคนเขียนได้ไม่เยอะ นี้คือจุดอ่อนของศิลปิน และเป็นจุดแข็งของพ่อค้าคือเขาคิดกำไรขาด กำไรต่อเล่มกีี่บาท พอสองคนนี้มาเจรจากันก็จบที่แบ่งหน้าที่กันทำตามความถนัด ผล ก็เลยเป็นว่า วินๆ แต่ว่า นักเขียนก็ยังจนอยู่ มันวินๆ แบบว่าเหมือนกับทำนาบนหลังนักเขียน (เหมือนจะแรง) แต่ถ้ามองในภาพกว้าง ต่างประเทศ เขาน่าจะมีวิธีแบ่งสัดส่วนผลประโยชน์อีกแบบ ต้องถามผู้รู้ แต่อย่างน้อยประเทศนี้ ท่านสุมาอี้ ก็มาฉายภาพความจริงให้ชัดเจน ซึ้งคนในวงการเขาจะไม่บอกกันมากเพราะเป็นการตัดเส้นทางทำมาหากินตัวเอง ถ้านักเขียนลุกขึ้นมาปลดแอกตัวเองละ ซึ่งหลายคนทำแต่ก็แป็ก เพราะว่าไม่เก่ง ไม่ชำนาญ ยกเว้นสำหรับกรณีพิเศษ คือ นักเขียนคนนั้นมีหัวทั้งสองแบบ รวมศาสตร์และศิลป์ และไม่หวงวิชา หรือ กั๊กอะไรบางอย่าง (กั๊กไม่กั๊ก คำตอบ จะแสดงออกมาเอง ถ้าลองสังเกตุ) ธรรมชาิติจะแบ่งให้แต่ละคนเด่น คนละด้าน หากินคนละด้าน ตยที่เห็นๆ นกฮุก ก็ไม่หากินกลางวัน เพราะคู่แข่งเยอะเกิน และนกกลางวันก็นอนในเวลากลางคืน ถ้ามันมาหากินกลางวันหมด อาหารคงไม่พอ และกลางคืนจะเซ็งเพราะนกพากันหลับหมด (อันนี้ผมอุปมาจากคนแก่เล่านะครับจะ Apply ไปกับ คน สัตว์ สิ่งของ ได้ก็ลักษณะเดียวกันหมด) จริงๆหมอ คงไม่ต้องทำอะไรก็สบายแล้วนะครับเพราะ รายได้ต่อนาที กินชาตินี้คงไม่หมด อิอิ

  33. คุณโจ๊ก น่าจะแนะนำหรือเขียนหนังสือ วิธีการทำหนังสือขายนะครับ

  34. ผมไม่ได้มีรายได้มากมายหรอกครับ
    จริงๆแล้วอาชีพแพทย์ …มีหลายคนเรียกว่า กรรมกรขั้นสูง

    ซึ่งผมว่า เราควรนึกถึง ผลตอบแทนทางด้านจิตใจ ด้วยนะครับ
    นึกแล้ว มีความสุขกว่าเยอะเลยครับ ^^

    1. เป็นอาชีพที่เรียกว่าทำบุญตลอดเวลา แต่ว่าหาเวลายากมาก มีใหมครับเวลาวางยาวนานพอๆกับการนอนพักผ่อน เพราะต้องดูแลคนไข้ตลอดเวลาเหมือนกัน วันหยุดก็ต้องไปดูคนไข้ งี้ก็หยุดยาวลำบากสิครับ (พ่อก่อนเสีย มีหมอคนหนึ่งดูแลทุกวัน และวันสุดท้ายแกถอนหายใจไม่สู้ดี แล้วทำหน้าเหมือนกับว่า รู้อนาคตคนไข้ จากนั้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง พ่อผมก็เสีย) ถ้าจะดูว่าคนไข้รอดหรือไม่รอดให้ดูที่ใบหน้าของหมอเอาหรอครับ แต่หมอไม่พูดนะว่า คนไข้จะรอดไม่รอด

  35. มนุษย์เราไม่เหมือนเครื่องจักรที่บอกได้ว่า จะมีอายุขัยเท่าไหร่
    ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทครับ

    ผมเชื่อว่า ทุกๆคน ทุกๆอาชีพ
    มีคนที่ทำงานเพราะรักอาชีพนั้น และไม่ค่อยรักอาชีพนั้นครับ

    ผมชอบคำขวัญในเรื่อง spiderman นะครับ

    “ความสามารถที่ยิ่งใหญ่ มากับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง”

    มีความสุขกับวันพักผ่อนนะครับผม ^^

  36. ส่วนเรื่องของเวลา

    ผมคิดว่า ถ้าเราแบ่งเวลาเป็น ใครๆก็มีเวลาได้ครับ

    ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ

    หลายคนที่ผมสังเกต(ที่ไม่ใช่แพทย์)ก็บอกว่า เค้าไม่มีเวลา
    แต่จริงๆแล้วการที่เราคิดอย่างนั้น เราจึงมองข้ามการแบ่งเวลาไป

    ไปๆมาๆ ดาราหลายคน ยังแบ่งเวลาการเรียน และการแสดง ได้ดีกว่าอีกครับ

    …ตอบครบแล้วนะครับผม ^o^

  37. ความคิดเห็นบางท่าน เหมือนอ่านหนังสือไม่แตกหรือเปล่าครับ
    อ่านบทความไม่แตก
    อาจเกิดจากประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เพียงพอ
    เทลึกมากไปข้างใดข้างหนึ่ง
    เลยทำให้มองแต่ในมุมที่ตัวเองประสบ

    ถ้าลองถอยออกไปมองให้กว้าง กว้างขึ้นไปอีก
    อาจคิดได้ไม่แคบ
    เหมือนเดิม

    โลกเรามีอะไรที่แปลกแตกต่างไปอีกเยอะครับ ไม่ได้มีแต่ตัวเรา

    เห็นด้วยกับเจ้าของบทความครับ discuss กันครับ

  38. เมื่ออาทิตย์ที่แล้วบังเอิญได้ดูรายการดิไอดอล ตอน กาละแมร์

    เธอบอกว่า ชีวิตคนเราต้องมีโอกาสได้เป็นคนเลือกงานที่จะทำเอง เธอเป็นคนที่วิ่งเข้าหาสิ่งที่เธออยากเป็นเสมอ

    ผมว่านั่นแหละครับคือเคล็ดลับสำคัญของคนที่ประสบความสำเร็จ

    เล่าสู่กันฟังครับ

  39. ขอมาแอบบ่นหน่อยครับท่านซือหม่า
    ผมคนนึงเหมือนกันที่เกิดในยุคgen x และตามที่ท่านซือหม่าว่าเอาไว้ดังนี้
    ” ส่วนคนที่ทำงานที่ตัวเองชอบแล้วแต่รับผิดชอบตัวเองเรื่องการเงินไม่ได้ ผมถือว่ายังเป็นคนที่ล้มเหลวอยู่ ในขณะที่คนที่ได้รายได้สูงมากๆ แต่เป็นงานที่ไม่ชอบ ต่อให้ได้รายได้สูงแค่ไหน ผมก็ยังถือว่า ไม่ประสบความสำเร็จครับ ”
    ในกรณีแรกผมคงไม่มีโอกาสได้ทำมันในชีวิตนี้ ในกรณีที่สองผมก็คงไม่มีวันประสบความสำเร็จในชีวิตนี้เหมือนกัน เพราะอะไรน่ะหรือครับ ตามมาสิครับจะเล่าให้ฟัง จากประสบการณ์การศึกษาธุรกิจของท่านซือหม่าเชื่อแน่ว่าคงจะเคยเห็น ครอบครัวคนจีนที่มีอาชีพค้าขาย เปิดร้านแต่เช้ามืดปิดร้านหลังพระอาทิตย์ตกดิน ชีวิตทั้งชีวิตรู้จักแต่คำว่า ซื้อ-ขาย การปิดร้านไปเที่ยวถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของชีวิต ซึ่งนั้นก็เป็นแนวปฏิบัติของคนยุคเบบี้บูมเมอร์ อีกนัยหนึ่งก็คือคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรานี่เอง คุณคงเคยเห็นอาแปะกะอาซิ่มที่นั่งขายของเฝ้าร้านทั้งวัน ผมว่าคุณคงจะเคยนึกเล่นๆกันว่า”ถ้าให้ตรูต้องมานั่งอย่างนี้ เบื่อตายแน่ ไม่เอาหรอก” ผมเองก็เคยนึกครับ ทุกๆวันนี้ก็ยังนึกอยู่ แต่สิ่งที่เราเบื่อหน่ายมันคือวิถีแห่งการดำรงอยู่ที่ขาดไม่ได้ของพ่อแม่ ใช่ครับผมต้องทนนั่งเฝ้าร้านทุกๆวันอาจจะไม่ยาวนานนับสิบชั่วโมง แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เราไม่มีอิสระในการดำเนินชีวิต ในด้านการเงินผมถือว่าผมค่อนข้างโอเคจากธุรกิจใหม่ที่ปั้นมากับพี่ชาย จนอยู่ตัว ด้วยรายได้ที่อย่างน้อยสามารถไปอาบน้ำนอกบ้านอาทิตย์ละครั้งอย่างสบาย(แค่เชิงเปรียบเทียบนะครับ เห็นภาพชัดดี) ทุกวันนี้ผมยังต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน(โดยไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ) เพื่อให้คนยุคเบบี้บูมเมอร์มีความสุข หรือว่ามันคือหน้าที่ของgen x ที่ต้องตอบโจทย์ของคนรุ่นก่อนที่มักจะบ่นว่า “ไม่รู้จะทำอะไร ถ้าไม่ได้ค้าขาย”
    ผมเคยนึกว่าบางครั้งตัวเองก็โชคดี บางทีก็โชคร้าย ขึ้นอยู่ว่าเราเปรียบเทียบกับใคร ด้อยกว่าหรือมีโอกาสกว่า แต่ลึกที่สุด เรารู้สึกถึงโอกาสของสิทธิในการเลือกทางเดิน ทำไมมันน้อยจังวะ แล้วเราก็รู้แล้วว่าตัวเราเป็นคนมีบ่วง “บ่วงที่มองไม่เห็น”invisible-buang
    ต้องขอโทษท่านซือหม่าที่บ่นเสียยกใหญ่ เรื่องราวที่ท่านซือหม่านำเสนอนี่เยี่ยมมากครับ ทำให้ผมได้เปิดหูเปิดตาอีกหลายเลย ใจจริงอยากไปร่วมงานที่b2sมากกก แต่ด้วยinvisible-buangทำให้ไม่สามารถ ไม่ทราบว่ามีไฟล์วีดีโอมั้ยครับหรือว่าลงยูทูบ์ก็ดีครับ
    อ้อ ผมได้เจอท่านซือหม่าตัวเป็นๆในวันประชุม ผถห.รพ.กรุงเทพฯปีนี้ด้วย หวังว่าคงยังไม่ได้ขาย ถือเป็นเพื่อนกันนะครับ
    ตอนนี้ท่านซือหม่าเป็นอีกหนึ่งนักเขียนที่ผมชื่นชอบ จุดเด่นของท่านซือหม่าก็คือ สาระความรู้ครับ มันมากมายเหลือเกิน บวกกับการนำเสนอที่อ่านเข้าใจง่าย ทำให้ไม่ยากที่จะกลายเป็นแฟนตัวหนังสือของท่านซือหม่า เห็นชื่นชอบมากมายก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อตินะครับ แต่เอาไว้ให้ท่านซือหม่าพลิกกลับไปกลับมาหลายๆรอบ ถือว่าเป็นการทบทวนผลงานตัวเองดีกว่า ” ร้อยครูไม่สู้หนึ่งรู้เอง” ใช่มั้ยครับ สำหรับผมมีนักเขียนในดวงใจอยู่แล้วครับ คุณภาณุ มณีวัฒนกุล ครับ ชอบที่สุดก็ตรง งานเขียนของแกมี อารมณ์ ครับ เวลาอ่านรู้สึกถึงอารมณ์ที่ส่งออกมาจากงานเขียนของแก
    โอ้! บ้าน้ำลายมากไปแระ ขอบคุณสำหรับผลงานดีๆครับท่านซือหม่า

    1. เคยอ่านเจอในพันธ์ทิพย์

      มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าแต่งงานกับครอบครัวเจ้าของปั้มน้ำมัน พอแต่งงานเข้ามาปุ๊บ ชีวิตก็คือการเฝ้าร้าน 7 วัน เช้าจรดค่ำ เป็นอย่างนี้ทุกวัน ไม่เคยมีวันหยุดเลย

      พอเอ่ยบอกขอพ่อสามีว่าอยากปิดร้านไปเที่ยวต่างจังหวัดสักสามวัน พ่อสามีตอบว่า จะหยุดทำไม ถ้ายังมีแรงอยู่ ให้ทำไปเรื่อยๆ เอาไว้แก่ไม่มีแรงทำงานแล้ว ค่อยไปเที่ยว

      เธออึ้งไปเลย

      น่าเห็นใจเธอจริงๆ ครับ เพราะสภาพแวดล้อมบังคับทำให้เธอไม่มีสิทธิ์ได้เลือกงานที่ทำ

      เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง Reward System อีกอย่างหนึ่งของครอบครัวคนจีน คือ ระบบกงสี ผมว่ามันเป็น incentive system ที่โหดร้ายมาก เอาไว้วันหลังจะเขียนถึงนะครับ

  40. อิสรทางการเงินคือการจับคู่กันได้ระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่ายครับ
    เ้ช่น มีรายได้ 20000 บาท ต้องหักเงินออม 4000 บาท เท่ากับเหลือเงินอีก 16000 บาท
    แล้วจึงจับคู่ ว่าจะจ่ายอะไรเท่าไร ใช้ให้พอครับ อย่าเกิน ถ้าสามารถจับคู่กันได้ทุกเดือนก็มีอิสระครับ
    แต่ถ้าเดือนไหนจับคู่ไม่ได้ก็ต้องยืมเขาทีนี้ละ ก็ขาดอิสระแน่นอน

  41. แวะเข้ามาอ่าน

    เจอคำถามที่ตอบยากมากเลยแฮะ
    “เป้าหมายของผมคืออะไร ?”

    เพราะของผม
    มันคล้ายๆกับว่า ก็ทำต่อจากเมื่อวานนี้
    ซึ่งมันก็ทำต่อจากวันก่อน
    ผ่านไปสักช่วงนึง ค่อยมาคิดว่าแล้วจะไปไหนต่อ

    ผมว่า ถ้าความจำของผมดีๆ
    ผมอาจจะต้องแปลกใจว่า
    สิ่งที่ผมวางแผนจะทำเมื่อหลายๆๆๆๆปีก่อน
    กับสิ่งที่ผมทำในวันนี้ มันอาจจะกลับทิศกันก็ได้

    แต่ผมชอบเป้าหมายแบบที่คุณว่านะ
    “ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ”
    มันทำให้อยากตื่นนอนในตอนเช้า

    แต่ถ้าเป็นของผม
    ผมอยากจะเพิ่มอีกนิดนึงว่า
    “และขอให้ชอบไปเรื่่อยๆจนกว่าจะเห็นความสำเร็จ” 🙂

  42. ขอบคุณมากเลยครับ ทำให้ผมหายสับสนกับชีวิตเลย

  43. ทักทายครับ รุ่นพี่วิศวะ
    อ่านแล้วโดนตรงแป๊ะๆ ตีแผร่ปริศนาลึกๆในใจผมได้อย่างแป๊ะๆ
    ผมเป็นคนที่อินกับคำ”อิสระภาพทางการเงิน” อยู่หลายส่วนเหลือกัน
    แต่มันตะงิดใจ ว่าขาดอะไรซักอย่างๆ ที่สำคัญ
    วันนี้คำตอบผมชัดเจนแป๊ะๆ หลังจากอ่านบันทึกนี้จบ
    “ชีวิตที่โชคดีที่สุด คือ ชีวิตที่ได้ทำงานที่รัก”
    “ผมเลิกอินกับคำอิสระภาพทางการเงิน หันมาอินกับ อิสระภาพในการใช้ชีวิต :chic: “

  44. ความจริงข้อนี้เห็นไม่ได้ด้วยตาจริงๆนะนี่ ขอน้อมนำมาเป็นเข็มทิศชีวิตด้านการงานนะครับ
    ขอบคุณครับ

  45. ขอบคุณค่ะ บล๊อค อ่านเข้าใจง่าย …จากคนที่เกลียดเศรษฐศาสตร์ บวกเลขยังผิด…มีทัศนะใหม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ ขอบคุณค่ะ

  46. เพิ่งเข้ามาอ่านเจอครับ สุดยอดมากครับ โดยเฉพาะตรงที่พี่เขียนว่า เราควรอดทนทำงานที่ตอบสนองเราเรื่องเงินได้อย่างเดียวไปก่อน แต่ควรหาโอกาสและวางแผนไปด้วยว่า สักวันหนึ่ง เราจะได้ทำงานที่ตอบสนองเราได้ทั้งเรื่องเงินและความชอบได้อย่างไร …

    ผมก็พยายามทำตรงนี้อยู่ รวมถึงพยายามบรรลุเป้าหมายในชีวิตอย่างอื่นด้วย เช่น มีครอบครัว มีบ้านที่ไม่ใหญ่มาก แต่อยู่ได้กันอย่างอบอุ่น

    อยากให้พี่ผลิตหนังสือเยอะ ๆ ครับ ผมว่า พี่เขียนได้ดีมาก (กว่าหนังสือแปลแนวนี้บางเล่มอีก) โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนครับ และการสมัครสมาชิกเวปพี่ เสียรายปี และได้อ่าน online ผมว่าเป็นแนวคิดที่ work มากครับ ผมสมัครไปแล้ว และคิดว่าอีกหน่อยคนน่าจะอ่านผ่านเวปกันมากขึ้นไปอีกครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *