0215: อนุรักษ์หรือทำลาย

ภาษาไทย เป็นภาษาที่ยังไม่ตาย กล่าวคือ ยังเป็นภาษาที่มีคนพูดกันอยู่ จึงยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกยุคทุกสมัย เหมือนภาษาอื่นๆ ที่ยังไม่ตาย

ภาษาไทย สมัยสุโขทัย เขาเขียนกันแบบนี้ (จากศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง)

ภาษาไทยสมัยอยุธยา เขาเขียนกันแบบนี้ (จากหนังสือจินดามณี โปรดสังเกตตัวสะกดที่วงสีแดง)

ภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เขียนแบบนี้ (จากพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5)

จะเห็นได้ว่า อักขระของภาษาไทยมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว ถ้าหากเราจะบังคับ มิให้ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้เลย มันก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่ เพราะที่จริงแล้วภาษาไทยที่คนสมัยนี้บอกว่าเป็นแบบที่ถูกต้องนั้น สมัยก่อนมันคือภาษาไทยที่ผิด  ถ้าอักขระภาษาไทยไม่ควรเปลี่ยนแปลงเลย เราควรรณรงค์ให้กลับไปเขียนว่า “เปน” แทนที่จะเป็น “เป็น” ด้วยหรือไม่ การถือว่าภาษาไทยในยุคที่ผู้ใหญ่ยุคนี้ยังเป็นเด็กอยู่เท่านั้น ที่เป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง ส่วนภาษาไทยทั้งก่อนและหลังยุคนั้น ถือว่าผิดทั้งหมด จะไม่ดูเป็นความใจแคบไปหน่อยหรือ ทำไมเราต้องมองว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเป็นการทำลายด้วย ผมว่าภาษาไทยเป็นของทุกๆ คน มันเป็นของเด็กเกรียนมากเท่าๆ กับที่มันเป็นของนักวิชาการด้วย ผมเห็น Longman เขาไม่เห็นออกมาต่อต้านศัพท์แสลงเลย แถมเขายังจดบันทึกคำแสลงที่เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลาอย่างใจจดใจจ่อถึงขนาดจัดทำเป็นดิชชั่นนารีคำแสลงขึ้นมาเลยทีเดียว ผมว่านักวิชาการที่ Longman เขาไม่ได้มองว่า ภาษาอังกฤษเป็นของเขาคนเดียว เขาจึงมีหน้าที่แค่เฝ้าดูและบันทึกความเปลี่ยนแปลงของมันเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ไปเจ้ากี้เจ้าการสั่งคนอื่น หรือยึดภาษาอังกฤษมาเป็นของตัวเองแค่กลุ่มเดียว

ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ศิลปะทุกแขนงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัยทั้งนั้น จิตรกรรมก็มี ยุคเรเนซองต์ ยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ ยุคโมเดิร์น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการทำลาย ผมว่าภาษาก็เหมือนกัน สาเหตุที่ศิลปะไทยหลายอย่าง ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีไทย รำไทย โขน ฯลฯ มันตายหมด ไม่ใช่เพราะเด็กรุ่นใหม่ขาดจิตสำนึกหรอกครับ แต่เป็นเพราะว่า นักอนุรักษ์สมัยนี้ห้ามไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเด็ดขาดต่างหาก เมื่อศิลปะเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันก็ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ไม่ได้ ก็เลยตาย ภาษาไทยเป็นศิลปะไทยอย่างสุดท้ายแล้ว ที่คนรุ่นใหม่ยังใช้กันอยู่ อย่าทำให้มันตายตามอย่างอื่นไปอีกเลยครับ

ขอนอกเรื่องหน่อยนะครับ เพราะว่าเรื่องนี้ ผมอึดอัดมานานแล้ว

81 Replies to “0215: อนุรักษ์หรือทำลาย”

  1. เห็นด้วย อย่างแรงครับ ถ้าคิดเชิงเปรียบเทียบ เทคโนโลยีบางอย่างถ้าพัฒนาไม่ได้ ก็ตายเหมือนกัน

  2. เพลงไทยเดิมอาจจะไม่ฮิตติดชาร์ท แต่ก็มีคนฟังนะ ไม่นับเพลงที่เติบโตมาจากไทยเดิม ไม่ว่าจะเป็นลูกกรุง ลูกทุ่ง คลาสสิก หรืองานที่ออกแนวอิเลกทรอนิกส์อย่าง Zansab

  3. การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติ
    อนุรักษ์ก็คือการรักษาให้คงอยู่
    การคงอยู่ก็คือให้เป็นแบบอย่างที่ดี
    การเป็นแบบอย่างก็เพื่อให้การอนุรักษ์แก่ลูกหลาน
    เพราะภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
    หากไม่มีชาติพวกเราก็อยู่ไม่ได้
    ถ้าอยู่ไม่ได้เราก็ไม่มีชาติ

    นี่คือตัวอย่างภาษาไทยที่ถูกต้อง…

  4. เห็นด้วยครับ

    พวกอนุรักษ์นิยมมักมีหลักคิดคือ “ตัวข้าเท่านั้นคือถูกต้อง” พวกเขาชอบต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทุกชนิด ไม่ใช่แค่เรื่องภาษา เรื่องอื่นๆก็ด้วย

    ผมชอบภาษาสมัยจอมพล ป. ครับ คุนชาย คุนหยิง ดูเหมือนไม่สวย แต่ก็ไม่รุงรัง ถอดเครื่องเคราออกหมด สะดวกใช้ครับ

  5. ภาษาเป็นของทุกคนในสังคมก็จริง แต่ก็ควรคำนึงถึงกาลเทศะในการใช้ด้วยว่าแบบไหนใช้ในการเล่นอินเทอร์เน็ต แบบไหนควรใช้ในการเขียนการบ้าน เขียนรายงานส่งอาจารย์ หนังสือราชการ ปัญหาน่าจะอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า ผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่างไม่ดีสำหรับเด็กก็มี เช่น ออกเสียงไม่ชัด ใช้ภูมิรู้ทางภาษามาทำลายซึ่งกันและกัน ใช้คำผิดความหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กรณีสุดท้ายยังพอเรียนรู้กันใหม่ได้ ปรับความเข้าใจกันได้ ทุกคนในสังคมกำหนดทิศทางของภาษาไทยได้ว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร

  6. “ความถูกต้อง” ต้องไม่ใช่ถูกนิยามโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือถูกนิยามเพื่อให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งดำรงอยู่ได้ แต่ต้องถูกนิยามโดยคนส่วนใหญ่ของสังคม

    อย่าคิดว่าตัวข้าเท่านั้น คือความถูกต้อง และอย่าคิดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกต้อง เพราะมันเคยเป็นเช่นนั้นมาตลอด

    ไม่ว่าจะ “ภาษา” หรือเรื่องใดๆก็ตาม มันเปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น หากยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยน ยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้ แต่ถ้าถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว อะไรก็หยุดไม่ได้

    ค่าของความเป็นชาติจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อคนในชาติกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า นั่นต่างหาก คือความเป็น “ชาติ” ทีมีค่า นั่นต่างหาก คือเหตุผลที่ต้องดำรงความเป็นชาติเอาไว้

  7. แสลง ไม่เหมือนกับการ เขียนผิด นะคะ
    แสลงคือคำเดิมที่มีความหมายใหม่เพิ่มขึ้น

    ส่วนเขียนผิด มันก็เขียนผิดอยู่วันยันค่ำค่ะ
    ตัวอย่างที่คุณยกมา มันคือ “ถูกต้อง” ในยุคสมัยนั้น
    ในยุคนี้ก็มี “ถูกต้อง” ในแบบของเรา เราว่ามันเปรียบเทียบกันไม่ได้นะคะ

    ส่วนเรื่องภาษาเปลี่ยนแปลงไปนั้น จริงค่ะ มีการเกิดและตายของคำอยู่ตลอด
    แต่ไม่ใช่เปลี่ยนไปในแบบ “เขียนผิด” นะ

      1. นั่นสิครับ ถ้าอย่างนั้นยุคที่จะถึงนี้มีคนที่เขียนแบบที่เราเรียกว่า”ผิด”แต่เค้าเรียกว่”ถูกต้อง”เยอะกว่าคนที่เขียนแบบเราก็แสดงว่าเราเขียน”ผิด”สิครับ

  8. เห็นด้วยตราบเท่าที่ยังสามารถสื่อสารได้ ผมว่าจะเพี้ยนไปบ้างก็ไม่เป็นไร
    แต่หากมันเพี้ยนไปมากจนไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้(คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ)ก็ไม่ถูกต้อง

  9. slang คือ สแลง นะคะ ส่วน แสลง อ่านว่า สะแหลง แปลว่า ไม่ถูกกัน ขัดกัน เช่น แสลงหู แสลงตา แสลงใจ

    เห็นด้วยว่าภาษาที่ยังมีคนใช้อยู่ มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ที่มันไม่เที่ยง การใช้ภาษาให้ถูกต้องก็เป็นเรื่องดี แต่การสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการ อารมณ์ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ก็ดีเหมือนกัน ถ้าหาสมดุล (อ่านว่า สม-ดุน หรือ สะ-มะ-ดุน ก็ได้ 🙂 ) ตรงนี้ได้ น่าจะดี

  10. อนุรักษ์ เป็นเรื่องดีครับ เห็นอะไรสวยๆ ก็รักษามันเอาไว้ อย่าให้ต้อง “ตายไปก่อนเวลาอันสมควร” คนที่วันนี้ยังไม่เกิดมา เขาจะได้มีโอกาสเชยชม

    แต่เป็นคนละเรื่องกับความถูกต้อง ไม่เอา ขอเปลี่ยนเป็นคำว่า ความนิยม ดีกว่า
    “คนส่วนใหญ่” และ “ณ เวลาปัจจุบัน” นิยมอย่างไหน ก็ถือว่าใช้ได้หมดแหละ

    ถ้าคุณจะไม่ใช้ไม่ทำตามคนส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องผิด ชีวิตใครชีวิตมัน
    ผมเองยังอยากขี่เกวียนไปทำงาน เท่ห์ดี ช่วยลดโลกร้อนด้วย แต่กลัวเพื่อนๆ อิจฉา

  11. ผมคิดว่าสิ่งที่รับรองว่าภาษาที่ใช้นั้นถูก น่าจะมาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งจาก 2 ปัจจัยต่อไปนี้
    1. ถูกตามหลักไวยากรณ์
    2. ถูกตามหลักไวยการณ์หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่คนจำนวนมากใช้กัน จนกลายเป็นถูกในที่สุด

    โดยส่วนตัวผมคิดว่าทุกภาษามีวิวัฒนาการตามธรรมชาติและช่วงเวลาของมันนะครับ

    ถ้าเป็นภาษาพูด คนเราจะพูดผิดไปบ้าง ผมคิดว่าคงไม่มีใครติดใจเท่าไหร่
    แต่ถ้าเป็นภาษาเขียนแล้วเราเขียนผิดนี่ ผมว่าก็ไม่ดีนะครับ

    ยิ่งใครที่ทำงานกับฝรั่ง ผมว่าถ้าเขียนผิดนี่ ฝรั่งเขาจะ look down เราเลย

    แลกเปลี่ยนความเห็นนะครับ

  12. อยากแสดงความเห็นแบบล่อเป้าหน่อยครับ บางครั้งการเชิดชูวัฒนธรรมไว้สูงเกินไปก็ทำให้มันไม่แพร่หลายเท่าที่ควรนะ ผมชอบดนตรีไทยนะ สมัยเด็กผมเคยเรียนดนตรีไทยคือระนาดเอกอยู่พักหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ผมอึดอัดใจมากคือ มันไม่สามารถเล่นเพื่อความบันเทิงอย่างแท้จริงได้ เป็นของมีครูต้องเคารพบูชา จะเล่นต้องมีพิธีรีตรองมาก ไม่ได้บอกว่ามันผิดนะครับ แต่เพราะกีต้าร์เนี่ย เล่นในวงเหล้าได้ เดินข้าม ทำเหล้าหกใส่บ้างก็ไม่มีใครว่า (ถ้าไม้ไม่เสียล่ะก็นะ) มันเลยแพร่หลายไปทั่วโลกมั้ง ผมเองเคยเล่นไวโอลินในวงเหล้าด้วยซ้ำไปไม่เห็นมีใครว่า ใครเคยเรียนดนตรีไทยคงรู้นะครับว่าระนาดเนี่ยแค่เดินข้ามล่ะก็โดนอาจารย์ตีก้นลายเลยล่ะ 555 แล้วไอที่ผมพูดเนี่ยไม่ต้องไปเถียงกันต่อนะขอร้อง

  13. ผมว่าเขียนภาษาไทยผิด เพราะความรู้ภาษาไทยไม่แตก อันนี้เป็นความบกพร่องครับ

    แต่หลายๆ อัน น้องๆ เกรียน เขาไม่ได้เขียนผิดเพราะว่าเขาไม่รู้ แต่เขาต้องการดัดแปลงตัวสะกดเพื่อจะให้มันสื่ออารมณ์บางอย่าง ซึ่งผมมองว่ามันทำให้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทำหน้าที่ของมันได้มากขึ้นด้วยซ้ำอ่ะครับ ผมว่าแบบนี้ไม่ควรจะไปด่าเขาอ่ะครับ น่าจะยกย่องเชิดชูมากกว่า

    เคยฟังคุณจิรนันท์ พิตรปรีชา เล่าว่า เธอเคยไปเป็นกรรมการตัดสินร้อยกรองงานหนึ่ง มีเด็กคนหนึ่งแต่งโคลงสี่สุภาพได้เพราะมากๆ เธอจะให้รางวัลที่หนึ่ง แต่กรรมการอีกคนหนึ่งไม่ยอม เพราะว่ามีสัมผัสตำแหน่งหนึ่ง มันผิดตำแหน่งไปหนึ่งพยางค์ แต่คุณจิรนันท์บอกว่า โดยภาษากวีแล้ว มันอยู่ตรงนั้น มันเพราะกว่ากันเห็นๆ เรื่องนี้น่าจะให้ผ่านได้ เพราะน้องเขาไม่ได้ไม่รู้ แต่น้องเขาตั้งใจ

    กรรมการคนนั้นไม่ยอมท่าเดียว

    ผมว่า Slang ที่คนดำคุยกันในสลัมป์ พวกฝรั่งผิวขาวถึงขั้นฟังอะไรไม่รู้เรื่องเลย แต่เขาก็ไม่ได้เห็นว่าจะเป็นการทำร้ายภาษาอังกฤษตรงไหน

  14. ประการแรกเลย ก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า ในฐานะที่ตนเองเป็นคนชื่นชอบภาษาไทย และดนตรีไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้มีโอกาสศึกษาและทำความเข้าใจในทั้ง ๒ ศาสตร์นี้มาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่นับว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้แตกฉานในเรื่องนี้อย่างปราดเปรื่อง เหมือนกับท่านที่เป็นเอกทางด้านนี้โดยตรง อาทิเช่น ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา (อบ.) ที่ตนเองเคารพ และอีกหลายๆ ท่านก็ตาม แต่ดังที่ได้กล่าวไว้ ในข้างแล้วว่า ตนมีความชอบในในภาษา และดนตรีไทย จึงขอพูดคุย และ แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับข้อความนี้บ้าง

    1. จริงอยู่ที่ว่าภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังเช่นที่คุณDekisuki ได้ยกตัวอย่างว่า สมัยก่อนแต่หนหลัง เขียน “เป็น” ว่า “เปน”
    ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวคิดว่า คนสมัยก่อนเองก็คงไม่ออกเสียง คำว่า “เปน” ลากยาวจนกลายเป็น คำเป็นแน่ แต่คนส่วนใหญ่สมัยนั้น คงออกเสียงสั้นเสียมากกว่า ฉะนั้นแล้ว จะเขียนให้ผิดอยู่ทำไม ขัดแย้งกันเอง
    ดังนั้นคำว่า “เปน” จึงต้องเขียนว่า “เป็น” ตามลักษณะการออกเสียงของมัน ซึ่งตรงนี้ถ้าถามว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ก็ตอบว่า เป็นการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีประโยชน์ และ ทำให้การศึกษาตรงไปตรงมามากยิ่งขึ้น
    2. ภาษาเป็นเรื่องของศิลปะ ดังเช่นการวาดภาพระบายสี คุณจะวาดอย่างไรก็ได้ แต่ด้วยลักษณะที่เป็นมาตรฐาน แลยอมรับกันในวงการจำเป็นต้องมี เช่น การวาดภาพสีน้ำมัน การวาดภาพสีน้ำ เป็นต้น
    ภาษาก็เช่นกัน คุณจะพูด อ่าน และ เขียนอย่างไรก็ได้ แต่ที่สุดแล้ว คุณก็ต้องแบ่งแยกให้ได้ว่า คำใด เป็นมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ สามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ และมีประโยชน์ ตลอดจนโต้ตอบได้
    ดังนั้น หากคำแสลงจะเกิดขึ้น ก็ไม่เสียหาย ซึ่งส่วนตัวโดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนก็มีคำแสลงใช้กัน เช่น
    “วันนี้ เป็นอะไรก็ไม่รู้ มูกู้ ทั้งวัน พวก มูลาคู่ ทั้งหลาย ต่างพากันกวนใจ”
    แต่ถามว่าสื่อสารให้คนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนในกลุ่มเข้าใจได้หรือไม่ ก็ตอบว่าไม่เข้าใจแน่นอน ดังนั้น จึงไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ในทันที ดังนี้แล้วจะทำไปเพื่ออะไร ไม่มีประโยชน์ ซึ่งแท้ที่จริงควรพูดว่า
    “วันนี้ เป็นอะไรก็ไม่รู้ วุ่นวายทั้งวัน พวกหมาทั้งหลาย ต่างพากันกวนใจ”
    ดังนั้น สรุปได้ว่า หากจะใช้คำแสลง ก็ควรเป็นเฉพาะกลุ่ม ไม่ควรบัญญัติเป็น พจนานุกรมภาษาแต่อย่างไรดัง พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานการประชุมคณะกรรมการชุมนุมภาษาไทย ในการประชุมทางวิชาการ ของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕

    ” … เรามีโชคดีที่มีภาษาเป็นของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้ … ”

    3. ส่วนเรื่อง ศิลปะ และดนตรีไทยนั้น ก็ต้องเห็นใจคนที่ไม่มีความสามารถทางด้านดนตรีไทย หรือ ศิลปะไทย เพราะเนื่องจากว่า ในการหัดเล่นเครี่องดนตรีไทย ตั้งแต่เริ่มแรกนั้นยากพอสมควร จึงทำให้หลายคนท้อแท้ และหมดกำลังใจ ที่จะพยายามหัดเล่น ที่พูดได้ก็เพราะตนเอง รู้สึกว่ายากอยู่เหมือนกัน ในการที่จะหัดเล่นเครื่องดนตรีไทย แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะแล้ว จึงรู้สึกว่าง่าย จนทุกวันนี้สามารถ เล่น ระนาด ฆ้องวง ซอ จะเข้ ขลุ่ย และขิมได้
    ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ไม่น่าจะเป็นการกีดกัน หรือห้ามเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แต่อาจจะเป็นเพราะ การหัดเล่นดนตรีไทยในระยะเริ่มแรกนั้น จะต้องเล่นให้ถูกต้องเสียก่อน ถ้าเล่นเป็นจนคล่องแคล่วแล้ว คุณจะ ตีลังกาสีซอ ขี่คอตีระนาด ก็ไม่มีใครว่าคุณ ดังเช่นที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
    นี้จึงสรุปได้ว่า ที่ดนตรีไทย ตาย ไม่ใช่เพราะ นักอนุรักษ์นิยมกีดกัน แต่เป็นความอดทน ที่มีขีดจำกัดของเด็กไทยในปัจจุบันมากกว่า ที่ไม่สามารถผ่านพ้นหลักสูตรแรกไปได้
    จึงฝากไว้ให้คิดค่ะ และขอขอบคุณที่มีเวทีให้แสดงความคิดเห็น คำพูดบางคำมิได้เจตนาว่าใคร หากผิดพลาดประการใด ก็ขออภัย และรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว

    พิมณพัฒน์ ไทยปิยะติณวัฒนานนท์
    อบ. (ภาษาต่างประเทศ)
    วทบ (วิทยาการคอมพิวเตอร์)

  15. อ่าน comment คุณอาท แล้วนึกขึ้นได้ บางอย่างก็น่าจะถูกกำหนดจากผู้ที่ไม่สันทัดกรณี นะผมว่า เช่นคำว่า มอสโก ในภาษาไทย แต่เจ้าของภาษาจะอ่านว่า มัสควา ( Москва )

  16. อะถ้าใช้มาตรฐานที่ว่า
    คนส่วนใหญ่อ่านแล้วรู้เรื่องถึงจะไม่วิบัติ
    ผมว่าวรรณคดีไทยหลายๆ เรื่องก็วิบัติแล้วล่ะครับ
    ผมอ่านภาษาแบบนั้นไม่เคยรู้เรื่องเลยเหอะ
    และเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นด้วย

  17. คำในวรรณคดีไทย เป็นมาตรฐาน แน่นอนอยู่แล้ว

    ฉะนั้น คนที่เป็นปราชญ์ ทางด้านวรรณคดี หรือผู้ที่ศึกษา เท่านั้นจึงรู้

    ถ้าคุณได้ศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว จะรู้ทันทีว่าคำในวรรณคดีมีที่มาที่ไปเสมอ มีความหมายทุกคำ

    ถ้าไม่ศึกษาเลย อยู่ดีๆ ไปฟัง ก็มาร้องว่า ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่อง แท้ที่จริงต้องบอกว่า

    ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง เพราะไม่เคยศึกษา ไม่มีพื้นฐาน ในความหมายของคำในวรรณคดีเหล่านั้นต่างหาก

  18. ถ้า “เปน” เปลี่ยนเป็น “เป็น” ได้ไม่ผิด เพราะเป็นการเปลี่ยนให้เหมือนกับการออกเสียงของคนส่วนใหญ๋มากขึ้น อย่างนั้น ถ้ามีใครเสนอให้เปลี่ยนการสะกดคำว่า “ฉัน” เป็น “ชั้น” ในพจนานุกรมแทน คุณ Furn จะเห็นด้วยหรือไม่ ทุกวันนี้ ไม่มีใครออกเสียงคำว่า “ฉัน” หนักๆ อย่างนั้นแล้ว ยกเว้นคนสุพรรณบุรีกับคนนครปฐมบางส่วนเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เป็นสำเนียงถิ่น ไม่ใช่ภาษากลาง

    ที่จริง คุณ Furn รู้สึกว่า เปน กลายเป็น เป็น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ผิด เพราะว่ามันเกิดขึ้นก่อนที่คุณ Furn เกิดต่างหาก แต่ถ้าอะไรก็ตามที่เปลี่ยนแปลงหลังจากคุณ Furn เกิด คุณ Furn จะรู้สึกว่ามันผิด ปัญหาของนักอนุรักษ์บางกลุ่มคือ พวกเขามองไม่เห็นความจริงที่ว่า ที่จริงภาษามันถูกเปลี่ยนแปลงมาก่อนแล้วอย่างมากมายก่อนที่พวกเขาจะเกิด

    ลองนึกถึงคำว่า “ถาปัด” “เสดสาด” “วิดวะ” สิครับ ทำไมถึงมีการยอมให้ใช้ได้ในแผ่นป้ายโฆษณาต่างๆ ในขณะที่ คำว่า “เธอว์” จึงโดนด่า ที่จริงแล้ว มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงอักขระเหมือนกัน แต่คำว่า “ถาปัด” ถูกคิดโดยเด็กเกรียนสมัยก่อน ซึ่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ไปหมดแล้ว จึงไม่มีใครกล้าด่า แต่พอคำว่า “เธอว์” ซึ่งถูกคิดโดยเด็กเกรียนสมัยนี้ มันจึงได้โดนด่า มันต่างกันที่ว่าใครเป็นคนคิด แค่นั้นแหละครับ มันเป็นอคติที่ตัวบุคคล

  19. จริงๆ แล้วไม่เคยได้ยินว่า มีการยอมให้เขียนคำ “ถาปัด” “เสดสาด” “วิดวะ” ในแผ่นป้ายโฆษณาแต่อย่างใด แล้วหากมีการยอม ใครล่ะที่เป็นผู้ยอม แจ้งด้วยค่ะ เพราะว่าจะได้ประดับความรู้เอาไว้ หรือหากแต่ว่า คนเขียน ก็คงเขียนเอาเอง เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง แต่ถ้าถามว่าถูกต้องไหม ก็คงต้องตอบว่า ไม่ถูกแน่นอน ลองนึกสิว่า ถ้าสลักที่หัว transcript ว่า จบ ถาปัด จบ เสดสาด จบ วิดวะ ก็คงตลก พิลึก

    ส่วนเรื่องคำว่า “ฉัน” ที่ไม่สามารถเขียนตามการออกเสียงว่า “ชั้น” ได้นั้น ก็คงต้องรอต่อไป
    เพราะว่าในการสังคายนาภาษาแต่ละที คงต้องมีความจำเป็นจริงๆ เขี่ยนผิดบ่อยจริงๆ จึงจะมีความจำเป็นต้องเปลี่ยน
    หากคุณ Dekisugi เห็นว่ามันไม่ยุติธรรมกับคำว่า ฉัน ที่ไม่ถูกเปลี่ยนแล้วละก็ ดิฉันก็ขอแนะนำให้
    ร้องเรียนกันราชบัณฑิตยสถาน เพื่อพิจารณาเถอะ
    แต่ส่วนตัวดิฉันเองคงไม่กล้า เพราะว่าไม่ได้สายนี้โดยตรง คงมีความรู้ ไม่เพียงพอ เพียงแต่วิพากษ์วิจารณ์ไปตามสิ่งที่เห็นเท่านั้น

    1. อีกนิดนึง ตรงที่ว่า “ถาปัด” “เสดสาด” “วิดวะ” ถูกคิดโดยเด็กเกรียนสมัยก่อน จึงไม่โดนด่า
      แล้วรู้ได้อย่างไรว่าไม่โดนด่า อาจจะโดนด่าก็ได้ แต่คุณอาจไม่รู้ และ ดิฉันเองก็ไม่รู้ เพราะเกิดไม่ทัน

    2. ก็นั่นสิครับ ผมถึงได้งงว่า ทำไมคุณ Furn ถึงยอมรับคำว่า “เปน” กลายเป็น “เป็น” แต่คำว่า “ฉัน” กลายเป็น “ชั้น” กลับไม่ยอมรับ

      1. ที่ยอมรับว่า “เปน” กลายเป็น “เป็น”
        เพราะว่า “เป็น”เป็นคำกริยาสำหรับแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำกับคำ
        เพื่อให้เห็นว่าคำหน้า และคำหลัง มีภาวะการเกี่ยวข้องกัน ซึ่งราชบัณฑิตยสถาน
        เลิกเขียนคำว่า “เปน” ไปนานแล้ว

        และส่วนที่บอกว่า กลับไม่ยอมรับคำว่า “ฉัน” กลายเป็น “ชั้น” นั้นก็ไม่ได้บอกว่า
        ไม่ยอมรับ ไม่มีประโยคใดบอกว่าไม่ยอมรับ
        ตีความเอาเอง เหมือนเขียนงานวิจัย ที่ไม่มี เชิงอรรถ และ บรรณานุกรม

        บอกแต่เพียงว่าคงต้องรอต่อไปและแนะนำว่า หากคุณ Dekisugi เห็นว่ามันไม่ยุติธรรมกับคำว่า “ฉัน” ที่ไม่ถูกเปลี่ยนแล้วละก็ ดิฉันก็ขอแนะนำให้
        ร้องเรียนกันราชบัณฑิตยสถาน เพื่อพิจารณาเถอะ ส่วนตนเองคงไม่ทำ เพราะคงไม่มีความสามารถเพียงพอ เท่านั้นเอง อิอิ

  20. ผมว่าเรื่องนี้เถียงกันไปก็ไม่จบหรอกครับ

    สำคัญว่าเราควรใช้ภาษาให้ถูกต้องตามประเภทของมันมากกว่า

    คือใช้ภาษาพูดกับภาษาพูด และใช้ภาษาเขียนกับภาษาเขียน

    ไม่ใช่เอาภาษาพูดไปใช้ในภาษาเขียน หรือเอาภาษาเขียนไปใช้ในภาษาพูด

    ภาษาพูดก็เช่น วิดวะ, ถาปัด, ช้านนนนน จะลากเสียงสูง เสียงต่ำหรือพูดย่อยังไงก็ได้ ไม่มีใครว่าอะไรหรอกครับ

    ง่ายๆ แค่นี้แหละครับ

  21. สังเกตว่าที่ไหนมีการเถียงเรื่องภาษาวิบัติด้วยวุฒิภาวะ (จะมากหรือจะน้อยก็แล่วแต๊)
    เราจะมีบทสรุปร่วมกันอย่างนึงว่า.. มันอยู่ที่ “กาลเทศะ” ในการใช้ภาษาครับ 🙂

  22. จริงๆ ไม่ได้เถียงกันเรื่องภาษาวิบัติด้วยวุฒิภาวะอะไรเลย แค่พยายามช่วยคนที่อาจจะ หรือกำลังเข้าใจผิดมากกว่าโดยสรุปก็คือ

    เรื่องของภาษา จะใช้อย่างไรก็ได้ แต่มาตรฐานเป็นที่ยอมรับจำเป็นต้องมี เด็กเกรียนจะใช้ภาษาอย่างไรก็ได้แต่เมื่อเข้าสู่สังคมส่วนใหญ่
    ก็ต้องใช้ให้ตรงตามมาตรฐาน และใช้ให้เป็น ซึ่งมาตรฐานนี้ อาจจะขัดใจใครหลายคน แต่ก็ต้องใช้ เพื่อสื่อให้คนส่วนใหญ่เขารู้เรื่อง
    และเรื่องการบัญญัติศัพท์ หรือเปลี่ยนวิธีเขียนอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าคิดว่ามีเหตุผลเพียงพอก็เสนอราชบัญฑิตยสถานได้ เขาไม่ได้ห้าม

    เรื่องดนตรีไทย ศิลปะไทย ตรงนี้ ก็เช่นเดียวกับภาษา ถ้าเล่นเป็นแล้วจะเล่นอย่างไรก็ได้มีใครว่าอะไร โดยที่จะต้องผ่านการฝึกฝนให้ดีเสียก่อน
    ครูดนตรีไทยจึงต้องเคร่งครัด ซึ่งเป็นธรรมดาของสังคมไทยอยู่แล้ว มิเช่นนั้นเราคงได้เห็น การตีซอ สีระนาด เป็นแน่

  23. ครับ เข้าใจดี ใจเย็นๆ จับประเด็นช้าๆ
    เพราะผมก็เห็นด้วยหลายประเด็นและพยายามช่วยอธิบายเหมือนกัน 🙂

    โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าก่อนใครจะเป็นนักเลงภาษา (หรือนักเลงกล้วยแขกก็ตาม)
    คุณจะต้องเข้าใจพื้นฐานของภาษา(และการทำกล้วยแขก หรือดนตรีไทย หรือการเมือง หรืออะไรก็ตาม)เสียก่อน

    พฤติกรรมเหล่านี้แหละครับที่กำลังกัดกร่อน “มาตรฐาน” ของภาษาเราลงไปทุกวัน
    นี่ผมมองเรื่องมาตรฐานนะครับ เรื่องความถูกต้องดีงามตามจารีตนั่นยกไว้ไม่เถียงละกัน

    ส่วนเรื่องแจ้งราชบัณฑิตยสถานนั้นไม่เห็นด้วยครับ ไม่ใช่ประเด็น
    ภาษานั้นเกิดจากการสื่อสาร-ใช้งานจริง ไม่ใช่อยากได้แล้วไปขอคำใหม่จ้ะ

    1. แท้จริงแล้วดิฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการแจ้ง ราชบัณฑิตยสถาน เช่นกันค่ะ
      เพราะไม่มีแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงภาษา

      แต่ถ้าลองอ่านกระทู้ดูดีๆ อ่านตั้งแต่ต้น ทุกกระทู้ และประมวลรวมกัน
      จะพบว่า มีบางคนยกตัวอย่าง ต้องการสร้างความถูกต้อง ในการใช้ภาษาที่ไม่เป็นมาตรฐาน
      แล้วพยายามบ่งชี้ให้เห็นว่า ภาษาไทยแบบเดิมๆ ยังถูกเปลี่ยนแปลงเลย
      แล้วทำไมภาษาที่ไม่เป็นมาตรฐานนั้น จะถูกใช้ให้เป็นมาตรฐานไม่ได้

      ดิฉันก็เลยแนะนำว่า ถ้าคุณเห็นว่ามันดี มีเหตุผลเพียงพอ ก็แจ้งราชบัณฑิตยสถาน
      เพื่อให้ิเขาพิจารณา ไม่เช่นนั้นแล้ว การเขาจะไปแจ้งที่ victory monument คงเป็นไปไม่ได้
      ที่บอกว่าไม่เกี่ยวกัน คงไม่จริง มันเกี่ยวกันโดยตรงเลยแหละค่ะ

      แล้วส่วนเรื่องดนตรีไทยนั้น ก็ต้องพูด เพราะมีประเด็นมาแต่แรกอยู่แล้วว่าเรื่อง ภาษา และ ศิลปะไทย ดนตรีไทย แต่ที่ไม่เกี่ยวเลย ไม่รู้ว่ามาจากไหน คือเรื่องการเมือง ดิฉันถึงแนะนำให้คุณอ่านกระทู้ตั้งแต่แรกไงค่ะ

  24. อาจเป็นเพราะสังคมออนไลน์ทุกวันนี้ เอื้อให้คนสื่อสารกันผ่านตัวหนังสือมากขึ้น
    ซึ่งวัตถุประสงค์ของการสื่อสาร มันไม่เหมือนการตีพิมพ์ หรือการทำหนังสือแจกหรือขาย
    แต่มันคือ “การพูดคุยผ่านตัวอักษร” เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่เคยรู้สึกแอนตี้
    ที่เด็กเกรียนจะใช้ถ้อยคำที่วิลิศมาหรา ผิดแผกไปจากภาษาเขียนที่เป็นมาตรฐาน

    เพราะนั่นคือ เขาเหล่านั้นกำลังพูดคุยกันโดยใช้คอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์คเป็นสื่อ
    มันก็ไม่ต่างกับการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ อารมณ์จะออกไปลักษณะเช่นนั้น

    แต่ตัวหนังสือมันก็มีข้อจำกัด เมื่อเทียบกับการใช้เสียงพูดคุยกัน
    เราจึงได้เห็นการดัดแปลงภาษาเพื่อสื่ออารมณ์ได้ชัดเจนขึ้น

    เช่น คำว่า เธอว์ ดั้วะ แอร๊ยยยยยส์ เจงๆ หรา โอ้โหวววว ฯลฯ

    1. คุณควรอ่าน กระทู้ที่จั่วหัวก่อนนะคะว่า เขาต้องการสื่ออะไร
      ไม่ได้เกี่ยวกับ Computer หรือ Network peripheral เลย
      มันเกี่ยว กับการเปรียบเทียบภาษาที่เปลี่ยนไปต่างหาก

      ส่วนเรื่องการ transfer Data แบบ แสดงภาษาเป็นอารมณ์นั้น
      จะอย่างไรก็ได้ แต่คุณต้องรู้จัก และใช้ภาษาที่ถูกต้องชัดเจนก่อน
      ไม่นั้น Bit ที่ส่งออกไป อาจจะเสียนะคะ เพราะไม่มี odd bit คอยเช็ค

      1. ผมว่า คุณก็ควรอ่านที่ผมเขียนให้กระจ่าง ว่าผมต้องการสื่ออะไรนะ

        ระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วโลกเป็น mass media ที่เข้าถึงผู้คนมากขึ้นๆ ทุกวัน

        การที่ใครต่อใครเล่น facebook, twitter หรือคุยกันในเว็บบอร์ด ฟอรั่ม อะไรต่างๆ
        มันคือ “การใช้ภาษา” รูปแบบหนึ่งครับ เพราะฉะนั้น คุณจะเถียงข้างๆ คูๆ ว่าไม่เกี่ยวกันไม่ได้

        ทุกสิ่งอย่างล้วนเกี่ยวข้องกัน “ถ้าคุณจะเปิดใจให้กว้าง”

  25. กระผม ผม ดิฉัน ฉัน (พอฉันจะกลายเป็นชั้น ดันเป็นเรื่อง)
    เพลา เวลา ดำเนิน เดิน อย่างไร ยังไง
    อุดร ทักษิณ บูรพา ปัจฉิม/ประจิม อีสาน อาคเนย์ พายัพ หรดี (งงๆ หลงทิศทุกที พอเป็นเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ฯลฯ เออ! ค่อยหาง่ายขึ้นมาหน่อย)
    งึมงำ พึมพำ หึ่งๆ กระต๊ากๆ

    มีใครต้องไปร้องเรียนราชบัณฑิตยสถานเพื่อพิจารณา ก่อนเริ่มใช้งานมั๊ยครับ เค้าเห็นว่าสะดวก เค้าก็เอามาใช้แล้ว ถ้ามันดี มันก็แพร่หลายไปเอง

    ใครเป็นคนแรกที่ออกมาต่อต้านว่า กู มึง เป็นคำไม่สุภาพ ต่อไปนี้ห้ามใช้ และอะไรคือเหตุผลว่ามันไม่สุภาพ (นึกไม่ออกจริงๆ)
    มะละกอ หรือ บักหุ่ง ใครเป็นคนแรกที่ไปเจอเจ้าผลไม้หน้าตาแบบนี้เป็นคนแรก และเริ่มตั้งชื่อมันก่อน
    หมู่เฮาจาวเหนือ หรือ พวกเราชาวภาคเหนือ อันไหนคือภาษาไทย และอันไหนถูกต้อง
    ตอนเปลี่ยนคำจากสยามเป็นไทย ไม่ทะเลาะกันบ้านแตกมาแล้วหรือ

    ภาษาไทยมีอยู่จริงหรือ ไม่ได้เป็นการหยิบยืมรากฐานมาจากบาลีสันสกฤตหรือ บางคำก็เรียกเอาตามภาษาอื่น เช่น โต๊ะ ม้า (เถียงมั๊ยครับว่าไม่ใช่สำเนียงภาษาจีน)
    ทำไมต้องปกป้องกันหนักหนา ทำไมต้องมีมาตรฐานที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เจ้าของมาตรฐานตัวจริงเค้าไม่เห็นตามมาวุ่นวายเลยที่เอาคำของเขามาบิด
    ถ้าจะมีมาตรฐาน ใครควรเป็นผู้กำหนด คนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ใช้งานภาษาจริง หรือ คนเพียงไม่กี่คนในราชบัณฑิตยสถาน

    เห็นด้วยครับกับเรื่องภาษาเขียนและภาษาพูด และเรื่องกาละเทศะ
    ขอเสริมนิดนึง ผมเชื่อว่าสำหรับภาษาไทย ภาษาพูดเกิดขึ้นมาก่อนเป็นเวลานานมาก จากนั้นจึงมีการประดิษฐ์อักขระ เพื่อรองรับเสียงในภาษาพูด ด้วยเหตุผลในการจดบันทึกหรือส่งสาร ดังนั้น ภาษาเขียนควรจะถูกปรับให้สอดคล้องใกล้เคียงตามภาษาพูด
    และอย่าลืมว่ามันไม่ได้มีเส้นแบ่งแยกชัดเจนว่าอะไรเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน เนื่องจากมีการอนุโลมได้ด้วย เส้นแบ่งก็ไม่ได้อยู่นิ่ง แต่เปลี่ยนไปตามกาละ เทศะ และบุคคล

    สรุปคือ ภาษามีไว้เพียงเพื่ออำนวยความสะดวก ผู้ใช้ภาษาควรจะได้เป็นนายของภาษา ไม่ใช่ถูกบังคับให้เป็นทาสของภาษา
    จะใช้ จะบิด จะเสริม อย่างไรก็ได้ ถ้าเป็นที่ยอมรับ หรือไม่ถูกต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากคนส่วนใหญ่ (หรือแค่ผู้คนในท้องถิ่น หรือสังคมเล็กๆ ที่เขาสื่อสารด้วย ซึ่งควรเป็นผู้มีอำนาจตั้งมาตรฐานในสังคมของตน)

    1. สรุปคือ ภาษามีไว้เพียงเพื่ออำนวยความสะดวก ผู้ใช้ภาษาควรจะได้เป็นนายของภาษา ไม่ใช่ถูกบังคับให้เป็นทาสของภาษา

      ไม่ได้บอกเลยว่า ถ้าจะใช้คำใดที่สะดวกต่อการใช้งาน แล้วต้องขอราชบัณฑิตฯ
      ทุกคำเลย ไม่ได้อยู่ในประเด็น เพียงแต่เสนอแนะต่างหากว่า หากใครต้องการความถูกต้อง
      ก็ให้ทำ ถ้าไม่ทำก็กลายเป็นคนทั่วไปไม่รู้ ใช้ก็ใช้ได้
      ไม่นั้นจะมีคำว่าภาษาท้องถิ่นทำไม

      และตอบสรุปก็คือ ถ้าคิดว่าเป็นนายภาษา ก็ใช้ภาษาที่เขาบัญญัติขึ้นมาให้ถูกก็แล้วกันค่ะ
      ไม่ใช่เจ้านายลงความเห็นว่าจะใช้ แล้วใช้ผิดเสียเอง มันน่าอายกับสิ่งที่ตัวเองเคยยอมรับนะคะ

    2. กอบกุนกั๊บ ^^ ป๋มจะชิ่งหนีแล้วน๊า เด๋วพระเจ้าจาเคืองว่ามาทำบล็อกเลอะ อิอิอิ

      จาตอบก้อตอบ แต่ป๋มม่ายต่อแหล๋ว คุยม่ายรู้เริ่งง่ะ
      ป๋มเปนเกรียนคับ มีมาดถานแบบเกรียน เกรียนม่ายมีอัตตา ม่ายด้ายเปนคนบันหยัด ใช้ผิดใช้ถูกก้อม่ายอายคราย

      ****** (เฮ้ย! บ้า! เปนเกรียน มีปมด้อยตรึม ม่ายต้องบอกชื่อนามกุน)
      นิก๊ะอีก จาส่ายมาทามมาย แต่อาวก็อาวฟะ
      กบ. (เกรียนสาดแบนดิท เอกป่วนบล็อกป่วนบอร์ด)

      ปายดีก่า จาปายหัดตีฉิ่ง เผื่อๆ ไว้ ไบ๋ไบกั๊บป๋ม… 55555 ^^

      1. ผมไม่เคยมีปัญหากับภาษาวิบัติ แค่ I/O ช้านิดหน่อย เปลือง ram เปลือง cpu สมองมากหน่อย แต่สมองผมประมวลได้ครับ ถอดรหัสได้สบาย แต่ถ้าเจอกรณีรหัสยากมากๆ ก็ไม่ต้องถอด เพราะมันมีอะไรง่ายๆ ให้อ่านอีกเยอะ

        แต่ก็เข้าใจหัวอกพวกขี้รำคาญครับ อยากอ่านแต่อ่านไม่สะดวก มากมากเข้าก็หงุดหงิด เกิดเปน (ชอบจริงๆ เลย ‘เปน’) ความเครียดสะสม ก็เลยต้องเอา ‘เกณฑ์’ มาแทกกันบ้าง

        การที่รู้และใช้ภาษาถูกต้องตามสมัยคือความเท่ครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่ใช้ (หรือตั้งใจ) ผิดเป็นสิ่งไม่ดี-ไม่ถูกต้อง

  26. ผมก็อึดอัดเหมือนกันคับ เราน่าจะดีใจที่ภาษาไทยยังคงดิ้นอยู่ มันไม่มีถูกผิดหรอก มันอยู่ที่ผู้ส่งสารกับผู้รับสารตกลงกัน ผมก็ไม่เข้าเหมือนว่าเค้ากำลังห่วงอะไรกันอยู่ ไม่อยากจะเท้า(ท้าว)ความมาก

  27. ผมไม่เชื่อเรื่องอนุรักษ์ภาษา แต่ผมเชื่อเรื่องมาตรฐานของภาษาครับ เพราะการมีมาตรฐานลดต้นทุนในการสื่อสารลง แต่มาตรฐานนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นมาตรฐานแบบ prescribed ของราชบัณฑิต

    อันที่จริงผมค่อนข้างเบื่อบทบาทของราชบัณฑิตในเชิง prescriptive อยากให้มีลักษณะของ descriptive มากกว่า อย่างที่คุณนรินทร์ว่าในกรณีของ Longman

    โดยส่วนตัว ผมไม่ได้สนใจว่าภาษาจะต้องเป็นแบบปัจจุบัน หรือเป็นแบบที่ราชบัณฑิตชอบ (อย่างเรื่องของไม้ยมกผมก็เลือกใช้การเว้นหลังอย่างเดียวตามมาตรฐานอุตสาหกรรม มากกว่าที่จะเว้นหน้าหลังแบบราชบัณฑิตที่ไม่มีคนใช้) ผมสนใจแค่ว่า ผมไม่ต้องการจะสร้างความเคยชินกับการสะกดคำ 50 แบบเพียงเพื่อรับสารจากคน 50 คนในเรื่องเดียวกัน เพราะมันสร้างต้นทุนที่ไม่จำเป็นกับปัจเจกและสังคม

    1. ขอขยายความที่ตัวเองเขียนนิดนึง เพราะอ่านเท่านี้อาจจะเข้าใจไปได้ว่า ผมไม่สนับสนุนให้มีความหลากหลายเลย ทุกอย่างต้อง homogeneous หมด ไม่ต้องมีภาษาถิ่น โลกนี้ใช้ภาษาเดียวก็พอ ซึ่งผมไม่ได้คิดขนาดนั้น

      ผมเชื่อว่าในหลายกรณี มันคุ้มค่าที่จะเพิ่มต้นทุนเพื่อแลกกับความหลากหลาย และที่พูดถึงว่ามันจะมีมาตรฐานหลัก ผมคิดว่าสุดท้ายระบบจะปรับตัวเข้าหามาตรฐานเองอยู่แล้ว และผมคิดว่า นั่นก็ค่อนข้างเพียงพอ

      1. “เชื่อเรื่องมาตรฐานของภาษา”
        แล้วการเขียนภาษาอังกฤษปนภาษาไทย
        เป็นมาตรฐานของภาษาไทยหรือเปล่าครับ ?

        (แซวเล่น อิอิ)

    2. ชอบมุมมองเรื่องต้นทุนของคุณ Chayanin ครับ เป็นอย่างนั้นจริงๆ

      ขอยกตัวอย่างให้ไกลๆ ออกไปจากภาษาไทยละกัน
      เพื่อนชาวจีน ย้ายเข้ามาทำงานที่เมืองเซินเจิ้น หลังเติ้งเสี่ยวผิงประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจทดลองหมาดๆ
      ผมสะกดเซินเจิ้นตามสำเนียงการออกเสียงนะครับ ShenZhen ตามที่จีนสะกดอักขระอังกฤษ ในระบบ pin-yin ก็เล่นเอาฝรั่งมึนเวลาออกเสียงไปตามๆ กัน แต่ใครจะกล้าหือยักษ์จีน?
      เพื่อนพูดจีนกลางได้ พอมาถึง ยังเกือบตายสนิท คนที่นั่น ณ เวลานั้น นิยมพูดจีนกวางตุ้ง และนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็เพิ่งข้ามฝั่งมาจากฮ่องกง
      พอเวลาไปทำธุระที่ฮ่องกง อ่านหนังสือพิมพ์นิตยสาร ก็เจอแต่ตัวอักษรแบบโบราณ (Traditional) ต่างจากแบบลดรูป (Simplified) ที่นิยมใช้ในจีนทุกวันนี้ เพื่อนผมเรียนอักขระทั้งสองแบบในโรงเรียน แต่ก็ยังบอกว่าอ่านไม่เข้าใจนัก เพราะภาษาเขียนในฮ่องกงเลียนตามภาษาพูดแบบกวางตุ้ง
      ทุลักทุเลอยู่นานพอควร กว่าจะแตกฉานจีนกวางตุ้ง ทุกวันนี้ ก็ดีไปอีกอย่าง มีมาตรฐานอย่างน้อยสี่แบบติดตัวให้เลือกใช้ตามสถานการณ์

      พูดก็พูดเถอะ อักขระแบบโบราณของจีนที่ใช้กันมากี่พันปี ถึงวันที่จีนอยากปรับ เค้าก็ปรับเลย
      สันนิษฐานเอาเองตามนโบายแมวหลากสีของท่านเติ้งว่า ตราบใดปากท้องยังไม่อิ่ม เรื่องอักขระเอาไว้คุยกันทีหลัง ฮ่าฮ่าฮ่า

      ใครเคยลองหัดเขียน คงพอรู้นะครับ อักขระบางตัวเส้นสายหัวหางมันพันกันรุงรัง จนยากจะบีบให้มามีขนาดปกติได้
      ชวนให้คิดถึงงานศิลปะในเข็มเย็บผ้าที่ต้องชมผ่านกล้องจุลทรรศน์ของนาย Willard Wigan ชาวอังกฤษ ต้องขอคารวะความพยายามของมนุษย์ผู้นี้
      http://www.wired.com/underwire/2009/08/microsculptors-incredible-hulk-fits-in-eye-of-needle/

  28. ภาษาไทยมีมาตรฐานของมันครับ
    คือพจนานุกรม
    ถ้าเขียนไม่ตรงพจนานุกรม
    ก็ถือว่าเขียนผิด
    จบข่าวครับ

    นอกเหนือจากนั้น ผมว่าเถียงกันไม่จบ
    เพราะต่างคนต่างถือมาตรฐานกันคนละอัน
    เถียงกันโลกแตก ก็ไม่มีใครถูกใครผิดครับ

    คนที่เขียนผิดไปจากพจนานุกรม
    จะหาข้ออ้างให้ตัวเองว่า ภาษาดิ้นได้, เป็นวิวัฒนาการของภาษา ฯลฯ ก็ย่อมได้
    แต่สิ่งหนึ่งที่คุณเป็นแน่ๆ
    คือคุณเป็นคนเขียนภาษาไทยผิดจากมาตรฐานครับ

    ส่วนถ้าจะสงสัยในวิจารณญาณของผู้ทำพจนานุกรม
    เข้าใจว่าเป็น ราชบัณฑิตย์
    ก็คงต้องไปตรวจสอบข้อมูลก่อน
    ว่าราชบัณฑิตย์นั้น มีที่มาอย่างไร
    (ซึ่งผมไม่รู้เหมือนกัน)

    1. เพิ่มเติมอีกหน่อย เพราะเห็นหัวข้อกระทู้ “อนุรักษ์หรือทำลาย”
      ผมว่า มันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
      เพราะปัจจุบัน คนที่ใช้ภาษาแบบผิดๆ ยังมีไม่มากพอจะทำอะไรรากฐานภาษาไทยได้
      (ผมว่า ที่จะมีผลมากที่สุด คือ “สื่อ” ครับ ซึ่งทุกวันนี้ ก็มีความพยายามจะใช้ให้มันถูกอยู่เสมอ
      เช่น คนที่ออกโทรทัศน์ จะไม่มีทางพูดคำว่า “มหาลัย” เด็ดขาด ลองสังเกตดู)
      ดังนั้น
      การเรียกคนที่ใช้ภาษาผิดๆ (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม) ว่าเขา “ทำลาย” ภาษาไทย
      ก็ดูรุนแรงไปหน่อย
      และคนที่ใช้ภาษาไทยถูกต้องอยู่แล้ว ก็ไม่ควรจะยกตัวเองว่ากำลัง “อนุรักษ์” นะครับ (เพราะดูยังไงมันก็ยังไม่วิกฤติถึงขั้นนั้น)

  29. ต่อไปต้องมีพจนานุกรมฉบับเกรียน แบบลองแมนมีดิกชั่นนารีสแลง

  30. กระทู้เรื่องภาษานี้
    ดูเผินๆว่าคนไม่สนใจ
    ที่ไหนได้
    มีคนมาร่วมแจมความเห็นอย่างอุ่นหนาฝาัคั่ง
    และแตกต่างมากมายเชียวครับ
    อ่านแล้วก็ดูมีเหตุผลด้วยกัน
    ผมอยู่้ข้างเล่นกีตาร์ครับ
    ระนาดไม่ไหวครับ
    แค่จะผ่านช่วงไหว้ครู
    ผมคงเบื่อตายไปเรียบร้อยแล้ว
    ใครจะว่าผมไม่ทนทาน
    ผมไม่รู้จะทนทานไปทำไมครับ
    แต่บางเรื่องอย่างถือหุ้นนี่ก็ท๊น ทน แปลกดีเหมือนกัน
    จริตใคร จริตมัน กระมังครับ

  31. ไปอ่านนิยามเกรียนจากวิกิ กิฬาสีบ้านเรา เนียะ เข้านิยามเกรียนหรือเปล่า? เพราะอ่านคำนิยามไป ก็นึกหน้าของ สี นั้นตามไปทุกที โดนใจมะใช่น้อย (สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล (เกรียน))

  32. คุณนรินทร์ หาประเด็นมา สนทนาได้ สุดยอดครับ ซูฮก จมูกดีมาก สมกับเป็นเซียนหุ้นที่ไวต่อเรื่องของ การสังเกตุการณ์สิ่งที่คนทั่วๆไป มองข้าม แม้จะเป็นเรื่้องเล็กน้อยก็ตาม

    1. จริงๆ เรื่องที่เป็นประเด็น “เถียงกันไม่จบ” ในสังคมไทย มีอยู่มากมายบานตะไทครับ
      เช่น
      – มหาวิทยาลัยไหนดีที่สุด
      – PC ดีกว่า Mac ยังไง
      – กระเทยควรใช้คำนำหน้าว่า นาย หรือเปล่า
      – การพัฒนาระบบการศึกษาไทย
      – เกม เป็นต้นเหตุของความรุนแรงหรือเปล่า
      – ฯลฯ
      และแน่นอน
      – เสื้อเหลืองเสื้อแดง

  33. เป็นกระทู้ที่กระตุ้นให้รอยหยักในสมองทำงานได้ดีมากเลยครับ
    ขอบคุณครับ

  34. คุณนรินทร์ครับ ผมต้องการสั่งซื้อหนังสือ
    1.โอกาสและความน่าจะเป็น(หลักการพนัน)
    2.เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม

    ไม่ทราบว่ายังมีเหลือมั้ยครับ ถ้าเหลือผมจะสั่งซือครับ

  35. ไม่แปลกหรอกครับคุณนรินทร์, 60 คอมเม้นท์อาจน้อยไปด้วยซ้ำ ผมเองยังต้องค้นหาข้อมูลอยู่พักใหญ่ ก่อนเข้ามาพูดคุยด้วยในกระทู้นี้ พอจะประมวลความได้ตามนี้

    ๑. ในมุมของ “ภาษาของโลก” … จำนวนภาษาในโลกมีแนวโน้มลดลง โลกใช้ภาษาเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับแนวโน้มอัตลักษณ์หรือความหลากหลายของชุมชนต่างๆ บนโลกก็มีแนวโน้มลดลงด้วย การรักษาอัตลักษณ์ดังกล่าวเอาไว้เป็นเรื่องดี(กว่า)หรือไม่ ต้องช่วยกันคิดครับ

    ๒. ภาษาที่ตายแล้ว หรือ ภาษาสูญหาย หรือ ภาษาสูญพันธุ์ แทบทั้งหมดมีภาษาอื่นมาทดแทน สิ่งที่หายไปพร้อมกับภาษาคือขนบ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาหลายอย่างมักสูญหายไปด้วย เช่น บทร้องกล่อมเด็ก หรือ บทสวดมนต์ เป็นต้น

    ๓. เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเลือกได้ เราคงอยากให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เป็นไปในทางที่ีดีขึ้น ส่วนว่า(ภาษา)จะดีขึ้นกันอย่างไร คุยกันรู้เรื่องมากขึ้น พิมพ์ง่ายและเร็วขึ้น สื่ออารมณ์ได้ตรงยิ่งขึ้น ฯลฯ … อะไรเป็นเรื่องหลักเรื่องรอง ต้องช่วยกันคิดครับ

    ๔. ระหว่างเรากำลังหาคำตอบที่ว่า และระหว่างที่เราต่างก็มีเหตุผลคัดค้านหรือสนับสนุนต่อเรื่องภาษา การจัดระเบียบการใช้ภาษากันบ้างก็เป็นประเด็นที่น่าคิด … จะเหมือนค่าเงินหรือเปล่าไม่แน่ใจ คือ ถ้าปล่อยมัน floating เท้งเต้งไปเหมือนกระทง คงไม่ดีแน่

    … managed float นั่นแหละที่เราอาจต้องการในช่วงเวลานี้

    : )

  36. ดีนะที่อินเตอร์เน็ตรองรับแค่การแชต ถ้าชกผ่านเน็ตได้ กระทู้นี้อาจมีมวย หุหุหุ อิอิอิ ฮิฮิฮิ ฮ่าฮ่า

    ขอระบายด้วยคน แบบว่าสงสารชาวเมืองอื่นที่มาเที่ยวเมืองไทย
    มีใครรู้บ้างไหมว่า ประเทศอื่นที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก
    เขามีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงในการ เขียนชื่อถนน เขต ตำบล สถานที่ ฯลฯ
    เป็นภาษาอังกฤษให้ใช้เป็นตัวมาตรฐานเดียวกันหรือไม่

    ป้ายบอกทางไปถนนศรีนครินทร์นี่ จากทางด่วนขั้นที่หนึ่ง สะกดแบบหนึ่ง
    มอเตอร์เวย์แบบหนึ่ง ถนนข้างล่างก็อีกแบบหนึ่ง แบบว่าใครจะเขียนยังก็ช่าง แต่กรู(ขอใช้หน่อย ไม่รู้ว่าใครคิด แต่ช่วยลดดีกรีความหยาบคายลงไปเยอะเลย 555) จะเขียนยังงี้

  37. หวัดเดเพ่ ว่าแต่วันนี้จาปายเกรียนหนายเดอ่ะ >..<

  38. ผมคิดว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงครับ อย่ายึดติดกับมันดีกว่า

    สิ่งสำคัญ คือ มันสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สุขกับสังคมได้รึเปล่า

    ตัวอย่าง เช่น บทความภาษาไทยของพี่สุมาอี้

    ถ้าเรายังสามารถสื่อสารกับคนอื่นๆได้ดีอยู่ ก็เกิดประโยชน์นะครับ

    อีกหน่อยอาจเปลี่ยนเป็นการสื่อสารทางโทรจิตก็ได้ใครจะไปรู้ครับ

    ถึงตอนนั้นเค้าคงมีการรณรงค์ให้พูดกัน ^ ^ (ไปไกลเลยยย)

  39. เรื่องที่ยุ่งเกี่ยวกับระดับความเชื่อที่ฝังในหัวนี่ มันก็ยากที่จะพูดเหมือนกันแฮะ บางคนผ่านการเรียนรู้กับปัจจุบันนานหลายสิบปี จะให้เปลี่ยนทันที เค้าก็คงเกิดความขัดแย้งในจิตใจเป็นอย่างมาก ส่วนบางคนที่เป็นคนเปิดใจมาก ๆ การเปลี่ยนแปลงแค่นี้ก็เหมือนเรื่องขี้ประติ๋ว ไม่คิดมากและมักให้สังคมส่วนใหญ่คัดเลือกกันไปเอง สนใจที่ประโยชน์ดีกว่า
    ความเห็นผม ถ้ามีคำใหม่(ซึ่งนาน ๆ ทีถึงจะมีซักคำ) ก็แค่เรียนรู้ใหม่ ไม่คิดว่าใครจะต้องลำบากอะไร เพราะมันก็ต้องมีที่มาและที่ไปอยู่แล้ว ถ้าลองหาสาเหตุดูดีดี การเรียนรู้ศัพท์ใหม่ ๆ ของคนเราไม่ว่าจะภาษาที่เกิดขึ้นใหม่ หรือภาษาวรรณคดี ก็ไม่เห็นจะแตกต่างกัน เพราะก็คือการเรียนรู้ใหม่เหมือนกัน ถ้าสังคมเด็กส่วนใหญ่ใช้กันเกือบหมด เข้าใจกันเกือบหมด ผู้ใหญ่จะบ่นจะเกลียดขนาดไหน สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นภาษาของคนยุคใหม่อยู่ดีนั่นแหละ

    ประเด็นที่คล้าย ๆ กันแต่น่าจะรุนแรงกว่าคงเป็นเรื่องศาสนา
    ถ้าเกิดยุคที่เราอยู่กันนี้ เกิดมีคนซักคนนึงอ้างตัวเองว่าเป็นศาสดา หรือบรรลุอะไรที่แตกต่างไปจากศาสนาปัจจุบัน และพยายามจะเผยแพร่ ให้คนมานับถือ และดันมีผู้เลื่อมใสมากเป็นจำนวนหนึ่งแล้วเนี่ยจะเป็นยังไงน้า
    ผมคิดว่า คงไม่รอดโดนแรงเสียดทานมหาศาลจนสูญสลายไปแน่นอน แม้ว่าศาสนาใหม่จะดีกว่าเดิมก็ตาม

    ศาสนาที่เกิดขึ้นก่อนที่เราเกิด คนส่วนใหญ่ก็ยอมรับได้โดยดี
    แต่ถ้าบังเอิญมีใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมาล่ะ (คือในความเป็นจริง ผ่านไปอีกหลายพันปีมันก็ต้องมีศาสนาใหม่อยู่แล้ว ขนาดพระพุทธเจ้ายังบอกเลยว่าจะมีทุก ๆ 5000 ปี)
    ถ้าดันเกิดขึ้นมาใหม่ในยุคสมัยเราพอดี คงเป็นข่าวที่น่าสนใจแห่งยุคเลยทีเดียว.. อาจจะได้มีนิกาย ห่มเหลือง ห่มแดง ชุมนุมกันที่สนามหลวงล่ะทีนี้

    1. เป็น atheist แบบจางๆ เลยไม่ลำบากใจถ้าจะมีศาสนาใหม่ครับ

  40. oh my god …. 70กว่า comment แล้วครับ
    แวะมาเยี่ยมเยียนครับพี่โจ๊กครับ
    บุญรักษาครับ ^^

  41. เห็นด้วยกับทั้งสองฝั่งครับ โดยส่วนตัวผมก็ชอบใช้คำที่ไม่ถูกต้องเหมือนกัน แต่ก็เห็นด้วยกับคุณ furn มาก

    บางทีแล้วจริงๆมันก็แค่ว่าเราอยู่ยุคไหน สภาพแวดล้อมแบบใด
    แต่ผมเชื่อว่าในอนาคตทุกคนจะเห็นด้วยกับคำพวกนี้ในไม่ช้าครับ เพราะคนรุ่นใหม่กำลังจะโต

    1. ขอบคุณค่ะ

      ขอให้มีความสุข ความเจริญนะคะ คุณ Witwit

      ดีใจที่ยังพอมีคนที่ลึกซึ่ง และ ไตร่ตรองได้เช่นคุณค่ะ

      ยินดี ด้วยจริงๆ ไปเรียนอักษรศาสตร์ได้ค่ะ 55+

  42. เมื่อกี้ฟังรายการวีระ ธีรภัทร มีคนโทรมาถามว่ากลุ้มใจที่น้องชายเขียน “ใจ” ว่า “จัย” เป็นอย่างมาก ควรทำไงดี

    คุณวีระตอบว่า ถ้าเขารู้ว่าจริงๆ แล้วต้องเขียนยังไงแล้วเขาเขียนแบบนั้น อย่างนั้นไม่เป็นไร เขาก็สนุกกับเพื่อนไปตามวัย อย่าไปคิดมาก

    คุณวีระคิดเหมือนผมเลย

    ไม่มีอะไร แค่เล่าสู่กันฟัง

    1. ห้าห้าห้า ผมก็ฟังอยู่ครับพี่โจ๊ก ในใจนึกว่า คนบางคนเค้าว่างเนอะ เรื่องแบบนี้ยังโทรมาถาม 😀

    2. ภาษาที่เปลี่ยนแปลงไป ก็เกิดจากแบบนี้เองล่ะค่ะ เกิดจากการใช้ ผิดๆ อ่าน เพี้ยนๆ

      พอมากยิ่งขึ้น ก็จะกลายเป็นยกเว้นไปเลย นี่เองค่ะ อนุรักษ์ หรือทำลาย

      ก็ดีค่ะ หากว่าคนที่เขียนรู้ว่าควรเขียนคำว่า จัย ที่ถูกต้องเป็นอย่าง

      แต่ผู้ใหญ่ หรือ น้องที่เล็กกว่า มาเห็น ก็คงงงไม่น้อย ตกลงว่า

      ความรู้ที่หนูกำลังท่องจำ หรือ ความรู้ที่มากมายที่ฉันมี อะไรผิด ถูกกันแน่

      เอะฉันผิด หรือเธอ

      วัยรุ่นสมัยนี้ คงชอบความลำบากนะคะเพราะว่า

      พิมพ์คำว่า ใจ ใช้เพียง 2 การพิมพ์ (เคาะ)
      พิมพ์คำว่า จัย ต้องใช้ถึง 3 การพิมพ์ (เคาะ)

      น่าอิจฉาจังนะคะ เวลาเยอะดี 55+

      ใจเขียนจัยผู้ใหญ่ว่า บ่ใช่
      จัยเขียนใจเอ๊ะอย่างไร เด็กหลง
      ปัญหาเกิดมากยิ่ง ควรห่าง
      แลใครสนับสนุน เบาแท้ ปัญญา

      พิมณพัฒน์

  43. ลองอ่านไอเดียคุณนรินทร์ใหม่นะครับ ไม่ได้บอกว่าการเขียนผิดๆถูกๆ คือการกระทำที่น่าสนับสนุน และที่สำคัญคุณนรินทร์ไม่ได้ “เบาปัญญา”เลย คุณพิมณพัฒน์เนี่ยต้องเข้าใจผิดแน่ๆ
    อ่านบทความที่ผ่านมาก้อได้ (ก็ได้) จะเห็นความลึกในปัญญาของสุมาอี้ครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *