0221: อะไรทำให้ประเทศเจริญ (ทางวัตถุ)

เคยสงสัยกันใช่หรือไม่ครับว่า ที่จริงแล้วอะไรกันแน่ทำให้ประเทศหนึ่งกลายเป็นประเทศที่เจริญขึ้นมา

หลายคนบอกว่า การศึกษา แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่า มีหลายประเทศที่คนเรียนสูงมากๆ แล้วไม่มีงานให้ทำ อินเดียกับฟิลิปปินส์มีมหาวิทยาลัยดีๆ เยอะมาก แต่จบออกมาแล้วก็หางานที่เหมาะกับวุฒิการศึกษาในประเทศตัวเองไม่ได้ ต้องออกไปหางานโปรแกรมเมอร์หรือบุรุษพยาบาลในต่างประเทศแทน  เพื่อนผมไปเที่ยวเทือกเขาหิมาลัยในเนปาล พบว่าลูกหาบหลายคนเป็นนักศึกษาปริญญาเอก พอถามว่าทำไมต้องมาทำงานแบบนี้ เขาบอกว่ามันคือเป็นงานที่ได้เงินเดือนสูงสุดเท่าที่จะหาได้ในประเทศแล้ว 

การศึกษามีประโยชน์แน่ แต่คิดว่าคงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ

ถ้าถามผมว่าประเทศเจริญได้อย่างไร ผมเชื่อในกฏข้อแรกสุดของวิชาเศรษฐศาสตร์มากที่สุดครับ นั่นคือ “พฤติกรรมของมนุษย์เป็นไปตามแรงจูงใจ” ถ้าอยากให้ประเทศเจริญมาก ต้องสร้างแรงจูงใจในการพัฒนามากๆ ครับ แค่นั้นแหละครับ

ถ้าลองสังเกตดูจะพบว่า ประเทศที่เจริญที่สุดในยุโรปคือ เยอรมัน ส่วนประเทศที่เจริญที่สุดในเอเชียคือ ญี่ปุ่น ใช่มั้ยครับ ทั้งสองประเทศนี้มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันเลยก็คือ เคยเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่สองทั้งคู่ ประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่สองจะถูกผู้ชนะกดให้ทำงานหนักเพื่อชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล การที่ประชาชนถูกกดให้อยู่ในสภาพที่บีบคั้นเช่นนี้เป็นเวลานานได้กลายเป็นแรงผลักดันให้คนในชาติถีบตัวเองอย่างหนักเพื่อทำชีวิตให้ดีขึ้น ในที่สุดทั้งสองประเทศนี้ก็เลยพลิกกลับมาเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดได้ในเวลาต่อมา รวยกว่าประเทศที่ชนะสงครามเสียอีก

เห็นมั้ยครับว่าการมีแรงจูงใจมีผลมากแค่ไหน 

หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่อาจสนับสนุนแนวคิดนี้ก็คือ ประเทศเขตหนาวมักเจริญมากกว่าประเทศที่มีอากาศอบอุ่นตลอดปี อากาศหนาวทำให้วิถีชีวิตจำเป็นต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาจึงช่วยบ่มเพาะนิสัยในการถีบตัวเองด้วย ถ้าในน้ำมีปลาในนามีข้าว ดินปลูกอะไรก็ขึ้น เป็นสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเท่าไร เพราะไม่รู้จะต้องดิ้นรนไปทำไม แบบเดิมก็สบายอยู่แล้ว

ในทางเศรษฐศาสตร์มีแนวคิดหนึ่งเรียกว่า Dutch Disease แนวคิดนี้บอกว่า ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศนั้นไม่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะเมื่อประเทศสามารถขายทรัพยากรกินไปเรื่อยๆ ได้ ย่อมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนพัฒนาอุตสาหกรรม ทุกวันนี้ประเทศในตะวันออกกลางก็กำลังเป็นโรคนี้อยู่ วันหนึ่งเมื่อน้ำมันหมดลง ประเทศเหล่านี้จะลำบาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ได้พัฒนาภาคอุตสาหกรรมไว้รองรับเท่าที่ควร โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ มักถูกเลื่อนออกไป เพราะอุตสาหกรรมเหนื่อยกว่า กำไรน้อยกว่า การขายน้ำมัน ไม่มีใครอยากทำ 

ผมเชื่อในทฤษฏีเรื่องกบในน้ำอุ่น ที่บอกว่า มีกบอยู่สองบ่อ บ่อแรกเอาน้ำเดือดสาดลงไป กบจะรีบกระโดดออกมาทันทีทำให้รอดตาย แต่บ่อที่สองค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิแบบช้าๆ กบจะไม่ดิ้นรนทำอะไรเลย จนกระทั้งอุณหภูมิไปถึงจุดเดือด กบก็จะตายอยู่ในบ่อโดยไม่รู้ตัว คนเราก็เป็นเหมือนกบนั่นแหละครับ คนสองคนที่เหมือนกันแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่กดดันต่างกัน ผลผลิตก็ต่างกันครับ 

การมีภัยคุกคามจากภายนอกกลับเป็นของดี เพราะกลายเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา เปรียบเสมือนวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในร่างกายเราเพื่อให้เราสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา นั่นแหละครับ 

อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจไม่จำเป็นต้องเกิดจากภัยคุกคามเท่านั้น ที่จริงแล้ว อะไรก็ตามที่ทำให้ประเทศอยากปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ย่อมป็นสาเหตุทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ทั้งนั้น ที่จริงแล้ว หลายประเทศที่เจริญขึ้นมาได้ก็มาจากสาเหตุที่ต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วต้นเหตุจริงๆ ก็มาจากการมีแรงจูงใจอันนี้แหละครับ ผมจึงมีทฤษฏีว่า ประเทศที่มีสิ่งกระตุ้นให้อยากปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดีกว่าเดิมมากกว่า จะมีโอกาสเจริญได้มากกว่าประเทศที่มีสิ่งกระตุ้นน้อย

อีกปัจจัยหนึ่งที่ประเทศไหนๆ ก็สามารถสร้างขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องรอให้มีภัยคุกคามจากภายนอกมากระตุ้น คือ การสร้าง Reward Systems ของสังคมที่ดี ขึ้นมา สิ่งนี้ส่งผลต่อแรงจูงใจของประชาชนโดยตรงเลย เอาผมไว้จะมาเขียนถึงเรื่องนี้ต่อครับ