ทางลัด

ตอนนี้กระแสอยากรวยเป็นกระแสที่มาแรงมากๆ

จะเห็นได้จากชั้นวางหนังสือหมวดธุรกิจตามร้านหนังสือในเวลานี้จะมีหนังสือที่มีคำว่า “รวย” อยู่ในชื่อเล่มเกินกว่าครึ่งค่อนของทั้งหมดไปแล้ว

วิธีรวยในโลกนี้นั้นมีอยู่มากมายหลายวิธี แต่ไม่รู้่ว่าคุณสังเกตเห็นเหมือนผมหรือเปล่าว่า วิธีรวยที่จะได้รับความนิยมในเวลานี้ทุกวิธีจะต้องมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ต้องเป็นวิธีที่ไม่ต้องออกแรงมาก ต้องไม่มีอะไรที่ยุ่งยาก และถ้าเป็นวิธีที่รวยเร็วๆ แบบชั่วข้ามคืนได้ด้วยจะยิ่งได้รับการตอบรับดี

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องเป็นวิธี “รวยทางลัด”

เป็นต้นว่า แทนที่จะออกแรงเอง คุณควรหาคนอื่นมาทำงานแทนคุณให้ได้จำนวนมากๆ แล้วรอกินเปอร์เซ็นต์จากคนที่ทำงานแทนคุณดีกว่า งานของคุณคือการใช้วาทะศิลป์ในการชักชวนคนอื่นให้มาทำงานให้คุณเท่านั้น เรียกว่าลงทุนแต่น้ำลายอย่างเดียวก็พอ

อีกแนวหนึ่งก็บอกให้คุณลาออกจากงานมานั่งซื้อขายหุ้นทั้งวัน ทำเงินจากการขึ้นของถูกมาขายที่แพงกว่าไปเรื่อยๆ แบบนี้เป็นงานสบายเพราะแค่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์กดปุ่มซื้อและขายอย่างเดียว จะไปนั่งที่ร้านกาแฟชิวๆ ทั้งวันจิบกาแฟไปด้วย เทรดหุ้นไปด้วยก็ยังได้ แม้แต่น้ำลายก็ยังไม่เปลือง

พักหลังๆ เริ่มได้ยินแนวใหม่ที่มาเกทับแนวเก่าที่เริ่มบอกว่า ให้ใช้วิธีสั่งจิตให้รวยเอาดีกว่า อันนี้ทางลัดสุดๆ เพราะแค่นั่งคิดอย่างเดียวก็รวยได้แล้ว ไม่ต้องใช้น้ำลายสักหยด หรือจ่ายเงินค่ากาแฟให้เป็นต้นทุนเลยด้วย

การที่แนวคิดแบบนี้ได้รับการตอบรับดีในปัจจุบันอาจเป็นเพราะพวกตอบโจทย์ Gen Y ซึ่งเป็นคนรุ่นที่มีอุปนิสัยมองโลกในแง่ดี แต่ไม่ชอบการรอคอย และอดทนกับอะไรนานๆ ไม่ค่อยได้

แต่โดยส่วนตัว ผมยอมรับว่าเป็นคนค่อนข้างลังเลสงสัยเวลาได้ยินวิธีการรวยทางลัดเหล่านี้ เพราะถ้ามันทำได้ง่ายเกินไป ย่อมไม่ทำให้เรามีข้อได้เปรียบคนอื่น แล้วทำไมเราต้องประสบความสำเร็จด้วย

บางทีแนวคิดเหล่านี้อาจจะใช้ได้ผลจริงๆ ในช่วงที่คนแรกๆ ที่มีคนคิดวิธีการเหล่านี้ขึ้นมาได้ แต่พอเวลาผ่านไปนานๆ วิธีการไหนที่มีคนประสบความสำเร็จก็จะเริ่มเป็นที่รับรู้กันในวงกว้าง แต่ถ้าวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายเกินไป ไม่ช้าไม่นาน มันก็จะกลายเป็นความรู้ทั่วไปที่คนทั่วไปคิดทันกันและทำกันได้หมด พอทุกคนคิดจะรวยทางลัดเหมือนกัน การแข่งขันที่รุนแรงจะทำให้โอกาสที่เคยมีอยู่นั้นหายไป

แทนที่เราจะมุ่งหาแต่วิธีการที่ช่วยให้เราไม่ต้องออกแรงอะไรเลยแต่ใครๆ ก็ทำได้ ทำไมเราไม่มุ่งหาวิธีการที่มีความยุ่งยากอะไรบางอย่างอยู่ แต่เป็นความยุ่งยากที่ตัวเราสามารถพัฒนาตัวเองให้เก่งกว่าคนทั่วไปได้ ยิ่งต้องอาศัยความอดทนในการรอคอยด้วยก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก เพราะความยุ่งยากเท่านั้นที่จะเป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยให้คนๆ หนึ่งได้เปรียบคนอื่น และถ้ายิ่งจะต้องใช้เวลานานๆ ก็ยิ่งทำให้มีคนอยากแข่งกับเราน้อยลงไปอีก ตามความเห็นของผมนั้น คนเราไม่ควรมองหาวิธีการที่สบายที่สุด แต่เราควรเลือกวิธีที่ทำให้ตัวเรามีโอกาสสร้างข้อได้เปรียบให้ตัวเราได้มากที่สุดมากกว่า

ในหนังสือชื่อ Outliers ของ Malcolm Gladwell ได้เสนอแนวคิดว่า ถ้าเราศึกษาเส้นทางชีวิตของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับที่โดดเด่นหลายคน (หรือที่เรียกว่าพวก Outliers) เราจะพบว่า เบื้องหลังความสำเร็จคือการที่พวกเขาเหล่านั้นล้วนผ่านช่วงเวลาของการฝึกฝนทำซ้ำๆ ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่พวกเขาประสบความสำเร็จนั้นอย่างน้อย 10,000 ชั่วโมงมาแล้วทั้งนั้น

ถ้าเรามอง the Beatles แบบผิวเผิน เราจะรู้สึกว่า พวกเขาคงจะเก่งเพราะมีพรสวรรค์ในการแต่งเพลงที่พระเจ้าให้พวกเขามาเลย แต่สิ่งที่พวกเราไม่ค่อยรู้กันก็คือว่า ก่อนที่ the Beatles จะโด่งดังนั้น พวกเขาต้องผ่านช่วงชีวิตของการเป็นนักดนตรีในร้านอาหารที่เมืองฮัมเบิร์กโดยต้องแสดงสดวันละ 4 ชม. 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่นับเวลาที่ต้องซ้อมด้วย รวมแล้วมากกว่า 10,000 ชั่วโมงมาก่อน หรือ Bill Gates เองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่หมกมุ่นอยู่กับการเขียนโปรแกรมตอนอยู่มัธยมและเข้ามหาวิทยาลัยรวมแล้วมากกว่า 10,000 ชั่วโมงด้วย ไม่ได้ประสบความสำเร็จทันทีเพราะว่าโชคดีที่ได้รับการเลือกจากไอบีเอ็มให้เป็นผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการให้เครื่องพีซี

แทนที่เราจะเน้นเลือกวิธีที่เป็นทางลัด จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ที่เราจะมุ่งพัฒนาตนเองให้มีข้อได้เปรียบไม่ว่าด้านไหนก็ตามที่เรารักหรือพบว่าเป็นสิ่งที่เราถนัด และเมื่อวันที่โอกาสนั้นมาถึง โอกาสนั้นก็จะได้เป็นของเรา เพราะว่าเรามีอะไรบางอย่างที่ทำได้ดีกว่าคนอื่น

7 thoughts on “ทางลัด”

  1. ส่วนหนึ่งผมว่ามาจากเป้าหมายที่สูงเกินไปด้วย เช่น เป็นอิสระทางการเงินภายใน5ปี เป้าหมายอย่างนี้ทำให้จะไปทางปกติไม่ได้ต้องทางลัดเท่านั้น
    สุดท้ายผมว่าเราควรจะรู้ตัวก่อนว่าเราเป็นใคร ตั้งเป้าแบบไม่รู้จักตัวเอง ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะกับตัวเอง สุดท้ายกว่าจะพบความจริงอาจจะสายไป…

  2. เป็นห่วง GEN Y จริงๆ เด็กรุ่นใหม่ที่เจอมีจุดอ่อนร่วมกันอย่างนึงคือต้องการความสำเร็จ “เร็ว” และใช้แรง “น้อย” … แปลเป็นภาษาช่างคือจะใส่ INPUT น้อยๆ แต่ได้ OUTPUT มากๆ เร็วๆ… ซึ่งผมไม่คิดว่าจะทำได้จริง

    พอเด็กเหล่านี้เข้าสู่โลกการลงทุน ก็จะชอบเล่นได้เสียหนักๆ เร็วๆ ประมาณ Gold Futures หรือ TFEX set50 ซึ่งทัดทานยากมาก น้องเค้าคิดว่าเค้าเป็นเซียนมาจุติ คงต้องปล่อยให้ปสก.สอนเอง

  3. ใส่ INPUT น้อยๆ ได้ OUTPUT มากๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั่วไปนะครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้ “เครื่องมือ” ได้ถูกหรือเปล่าเท่านั้นเอง

    ตัวอย่างเช่น เปิด google เพื่อหาข้อมูล คุณใส่ input เป็น keyword ไม่กี่คำ คุณก็ได้ output เพียบ
    หรือเอาแบบ classic หน่อยก็เช่นการอ่านหนังสือ คุณอ่านหนังสือที่ดีจบ 1 เล่ม
    คุณใส่ input แค่ความตั้งใจ และเวลาในการอ่าน แต่ output ที่ได้ คือความรู้มมหาศาลที่ผู้เขียนได้กลั่นกรองมานับแรมปี
    และอยังมีวีธีอื่นๆอีกมากมาย

    บางครั้งเรื่องที่มองว่าง่ายหรือทางลัด มันอาจถูกมองข้ามไปก็ได้ครับ(ทั้งทางตรง หรือทางจิตวิทยา) ทางลัดบางอย่างที่ใช้ได้จริง มันถึงไม่ค่อยมีคนทำตามจนกลายเป็นทางหลัก

  4. แต่ผมว่า ใส่ input น้อยๆแล้วได้ output เยอะๆ นี่ยากมากนะครับ

    – ถึง google จะได้ output ออกมาเยอะ แต่เราก็ต้องมาวิเคราะห์อีกว่า ข้อมูลไหนที่น่าเชื่อถือ, อันไหนเอาไปเป็น Reference ได้, โดยเฉพาะข้อมูลที่สำคัญมากๆ( เช่น ข้อมูลวิจัยทางการตลาด) google ไปก็ไม่เจอหรอกครับ ส่วนมากเขาจะขายกัน หรือถ้าจะทำเองก็ต้องรวบรวมข้อมูลดิบจากแหล่งต่างๆ แล้วนำมาวิเคราะห์เอง…

    – ส่วนการอ่านหนังสือ ผมว่า การใส่ความตั้งใจไม่ใช่เรื่องง่ายและทำกันได้ทุกคน หนังสือบางเล่ม ต่อให้ตั้งใจอ่าน ก็ใช่ว่าจะเข้าใจกันอย่างถ่องแท้ หรือตกผลึกกันได้ง่ายๆนะครับ

    ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าอยากได้อะไรเลิศๆ ก็ต้องใส่ input เยอะๆครับเพราะระหว่างทาง เราจะเจอ loss ด้วย ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้… (สำหรับคนที่ไม่ได้มีพรสวรรค์หรือโชคเข้าข้างอย่างผมครับ)

  5. เห็นด้วยกับบทความ คนสมัยนี้ชอบอะไรเร็วๆความอดทนน้อย อยากรวยแต่ขี้เกียจ

  6. ซักพักคงมีหนังสือชื่อ “รวยไร้เหงื่อ” “รวยแค่กระพริบตา” “รวยจิตสั่งมา” ออกมาแน่ๆ อิอิอิ

  7. คนชอบรวยทางลัด ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เดิมก็มีการขอพร บวงสรวงให้ถูกหวย ได้สามีรวย มามากแล้ว เพียงแต่สมัยใหม่ สิ่งยึดเหนี่ยวใจ ขายฝัน มาทำในร้านหนังสือเท่านั้นเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *