Sorry for being philosophical…

ปี 2012 เป็นปีที่ผมอ่านปรัชญาเยอะมาก อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดมาหลายอย่าง

อย่างแรกคือ สิ่งที่คนเราต้องการสุดท้ายแล้วก็คือ ความสุข แต่เราชอบหันไปแสวงหานามธรรมอย่างอื่น เช่น ความสำเร็จ หรือความดี แล้วหวังว่ามันจะให้ความสุขกับเราอีกทอดหนึ่ง กลายเป็นการขี่ช้างจับตั้กแตน เพราะความสุขจริงๆ มันไม่ได้หายากขนาดนั้น แต่เราเป็นคนเลือกวิธีที่ยากๆ เอง แค่การลองใช้ชีวิตให้เรียบง่ายมากกว่าเดิม ก็เพิ่มความสุขได้เยอะแล้ว

รูป รส กลิ่น เสียง เป็นแหล่งความสุขระดับพื้นฐานที่สุดของคนเรา แต่เป็นแหล่งที่ไม่น่าพึ่งพาเท่าไร เพราะหมดฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ต้องหามาเพิ่มอยู่ตลอดเวลา ไม่นานก็จะดื้อยา เราจึงไม่ควรพึ่งพาความสุขแบบนี้มากเกินไป จึงไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้มากนัก มีแค่ระดับหนึ่งก็พอแล้ว ที่จริงแล้วความสุขพวกนี้ถ้านานๆ เสพที กลับจะได้ความสุขมากกว่าเสียอีก ดูหนังนานๆ ดูทีกลับสนุกกว่าไปดูทุกวันวันละสามเรื่องอีกนะครับ

แหล่งความสุขที่ยั่งยืนกว่าคือความสุขด้านจิตใจ โดยมากแล้วคนที่มีความสุขชนิดนี้มักเป็นคนที่มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน และต้องเป็นเป้าหมายที่ให้ทั้งความสุข และความหมายของการมีชีวิตอยู่ด้วยไปในเวลาเดียวกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้ คนที่มีสิ่งนี้แล้วจะเป็นคนที่กระตือรือร้นอยู่เสมอ เพราะมีความหวัง ไม่รู้จักคำว่าเบื่อ เพราะมีเป้าหมายที่มีคุณค่ารอให้ไปถึงอยู่ มีความภูมิใจในตัวเอง และในเวลาเดียวกัน ก็ได้รับความสุขระหว่างทางจากการได้ทำสิ่งต่างๆ เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายนั้น

การจะมีเป้าหมายแบบนี้ได้จะรอให้มันเกิดขึ้นมาเองไม่ได้หรอก คนเราจึงต้องหมั่นสำรวจตนเองอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้รู้จักตนเองให้ดีพอที่จะรู้ว่า อะไรที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข และคุณค่าแบบไหนที่จะสร้างความหมายให้แก่ชีวิตของตัวเองได้มากพอที่จะมุ่งไป ชีวิตที่มีความสุขต้องมีการออกแบบ เพราะสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อย่าขี้เกียจด้วยการทำตามค่านิยมของสังคมไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบว่ามันเหมาะกับตัวเราเองจริงหรือเปล่า การออกแบบชีวิตนี้เป็นสิ่งที่คนเราจะต้องทำไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต ไม่มีวันเสร็จครับ

ที่จริงโลกนี้มันไม่ได้มีแก่นสารอะไรหรอก ถ้าสรุปอย่างนั้นแล้วจะมองโลกแบบหดหู่อย่างพวก nilhilism เสียก็ได้ แต่ผมเลือกที่จะเป็นพวก “ประโยชน์นิยม” มากกว่า คือต่อให้โลกนี้ไม่มีแก่นสาร เราก็ควรต้องตั้งเป้าหมายชีวิตที่มีคุณค่าขึ้นมาอยู่ดี นั่นก็เป็นเพราะว่า คนเราต้องการความสุข นั่นเอง

เมื่อก่อนนี้ ผมเป็นแนวพุทธ คือมองว่าโลกนี้มีแต่ความไม่เที่ยง ดังนัั้นเราจึงไม่ควรยึดติดกับอะไรเลย แต่พักหลังนี้ ผมยอมรับว่า ผมเห็นด้วยกับแนวพุทธเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ถ้าเราออกบวชไปธุดงค์อยู่ในป่าจริงๆ แบบนั้นผมเห็นด้วยว่า เราควรจะละความยึดมั่นถือมั่นให้หมดทุกอย่าง แต่ถ้าเราไม่ได้กล้าทำถึงขนาดนั้น ผมว่าแนวคิดที่บอกให้เราอยู่อย่าง passionate ในบางสิ่งบางอย่างที่สร้างคุณค่าให้ตัวเรา น่าจะเป็นวิธีสร้างสุขที่นำมาสามารถปฏิบัติได้จริงกว่า เดี๋ยวนี้ผมจึงค่อนข้างเอียงมาทางด้าน Existentialism ในแง่ของปฏิบัติ (แต่ยังไงผมก็ยังเชื่อเหมือนพุทธว่า การที่เรามีตัวตนน้อยลง จะทำให้มีความสุขมากขึ้นได้ด้วย)

ผมชอบคนแบบสตีฟ จ๊อบส์ นะครับ ผมว่าถึงชีวิตเขาจะดูบัดซบ (บ้างานจนเป็นมะเร็งแล้วก็อายุสั้น) แต่ผมกลับคิดว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่มีความสุขในตอนมีชีวิตมาก เพราะเขามี passion ในสิ่งที่มีคุณค่าและเขาก็อุทิศตนให้กับสิ่งนั้น น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้รับความสุขแบบนี้ คนเราถ้าอายุยืนมาก แต่ตอนที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้มีความสุขเลย ก็สู้คนที่อายุไม่ยืน แต่ชีวิตเต็มไปด้วยความสุขไม่ได้เลย

เป้าหมายชีวิตของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่แบบสตีฟ จ๊อบส์ นะครับ เพียงแค่เป็นอะไรที่เล็กๆ แต่มีคุณค่าเช่น เลี้ยงลูกให้ดีที่สุด ทำหน้าที่หมอให้ดีที่สุดแบบที่ไม่ได้หวังแค่เงินเดือนอย่างเดียว เป็นต้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่มีความสุขเพราะเป็นคนที่มีคุณค่าได้แล้ว

10 thoughts on “Sorry for being philosophical…”

  1. การใช้ชีวิตให้มีประโยชน์แก่สิ่งแวดล้อม เท่าที่ความสามารถจะทำได้ เสร็จแล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ สุดท้ายไม่ต้องคิดว่าเป็นอะไร อิสระ ว่าง จากสิ่งทั้งปวง

  2. คนเรานี่ก็แปลกดีนะครับ แทบทุกคนอยากสบาย แต่พอสบายไปก็ไม่มีความสุขอีก

    ผมเคยคิดว่า ทำยังไงให้มีเงินพออยู่ได้โดยไม่ต้องทำงานให้เร็วที่สุด แต่ยังไม่ทันถึงจุดนั้นก็รู้สึกเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ เนือย ๆ ไปหมดซะแล้ว ถึงเริ่มมาตั้งคำถามกับตนเองแล้วก็เริ่มสนใจปรัชญานี่แหละครับ

    ตอนนี้ก็เหมือนจะเจอเป้าหมายแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจความสามารถตัวเองเลยฮะ ดูแล้วน่าจะต้องลำบากอีกยาวไกล แต่หวังว่าจะเป็นความลำบากที่มีความหมายและทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นครับ

    ผมได้แรงบันดาลใจจากที่พี่เขียนเยอะเลยฮะ ขอบคุณที่คอยเอาหลาย ๆ เรื่องมาเล่าให้ฟังนะครับ

  3. ที่คอมเมนต์มาทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า ผมเคยมีความคิดว่า พวกมนุษย์ยุคหิน ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องความเบื่อ เพราะชีวิตทุกวันต้องวิ่งแข่งกับน้ำย่อยในกระเพราะที่จะออกมาทำให้หิวทุกสี่ชั่วโมง พอล่าเสือมากินได้แล้ว อิ่มได้ไม่ถึงสองชั่วโมง ก็จะเริ่มหิวอีกแล้ว เลยต้องวิ่งแข่งกับความหิวไปเรื่อยๆ แถมยังต้องเจอกับอันตรายที่ทำให้ถึงชีวิตได้ทุกวัน (ล่าสัตว์)

    แต่พอมนุษย์เจริญขึ้นก็เริ่มว่าง เพราะรู้จักการ automate ทุกอย่าง และยังไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้นถึงชีวิตในแต่ละวันด้วย ปัญหาใหม่ของมนุษยชาติเลยกลายมาเป็นความเบื่อแทน เพราะว่างเกินไป และขาดสิ่งตื่นเต้นในชีวิตอีก

    บางทีการที่เรายังต้องเจอกับอุปสรรคในแต่ละวันอยู่กลับเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะถ้ามองให้ดี เราจะหาความสุขจากสิ่งเหล่านั้นได้ การที่คนเราคิดกันว่าถ้าเราประสบความสำเร็จแบบนั้นแบบนี้เมื่อไรแล้วเราจะมีความสุขนั้น เราอาจกำลัง miss the point of life ไป

  4. ส่วนตัวอ่านปรัชญา Existentialism ตอนเรียนปีหนึ่งที่จุฬาฯ แล้วหดหู่มากนะครับ (อาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงแสวงหาความชอบและความต้องการของตัวเองไม่เจอด้วย) แต่พอผ่านไปเป็นสิบกว่าปี จบการศึกษา ได้ทำงาน และเพิ่งมีลูก แล้วเห็นด้วยกับพี่โจ๊กเลยครับว่า ชีวิตที่มีความสุขอยู่ที่การ “เลือก” ของคนแต่ละคนเอง เมื่อรวมกับการที่สูงวัยขึ้นมาแล้ว ได้รับรู้ความสว่างบางเรื่องในสังคมไทย (เข้าใจว่าพี่โจ๊ก ก็คงรับรู้เช่นกัน เดาจากที่อ่านสิ่งที่พี่โจ๊กเขียนบ่อยๆ ^^) แล้วคิดง่ายๆ ว่าแค่มีสุขภาพดี มีเรี่ยวแรงทำงานที่ชอบ ได้ประคับประคองครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน เพื่อนเก่า ให้เค้ารู้สึกโอเคกับเราและชีวิตเค้า แค่นี้ก็เป็นสุขแบบพอเพียง ;-p และมีคุณค่าแล้วครับ

  5. พี่เคยอ่านโลกของโซฟีมั๊ยครับ ช่วย comment ด้วยครับ ผมเพิ่งเริ่มลองศึกษาปรัชญา ตอนนี้ อ่าน PY103,105,107 ครับ

  6. มันน่าเบื่อมาก หรื่อ ว่าเข้าใจยาก คะ ? เคยได้ยินนักเขียนหลายคนพูดถึงเรื่องนี้ แต่หาซื้อยากก้อเลยยังไม่ได้อ่านซะที

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *