0270: เก็บภาษีดี ชาติเจริญ

เห็นชื่อหัวข้อแล้ว อย่านึกว่า ผมจะบอกว่า ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีได้สูงๆ แล้วจะมีเงินมาพัฒนาประเทศ เช่น สร้างถนน มาก ทำให้ประเทศเจริญนะครับ ถ้าใครอ่านบล็อกผมมานาน จะรู้ดีว่า ผมไม่มีทางคิดอย่างนั้นเด็ดขาด อิอิ

แต่สิ่งที่ผมกำลังจะสื่อคือ ทุกวันนี้ การเก็บภาษีที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คือปัญหาใหญ่ที่ถ่วงความเจริญของประเทศอยู่ บริษัทที่เสียภาษีถูกต้องจริงๆ ยังมีอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบบริษัทส่วนใหญ่ที่ยังเสียภาษีแบบมั่วนิ่ม

แล้วมันส่งผลยังไง?

เมื่อแต่ละบริษัทเสียภาษีไม่เท่ากันจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจ ภายใต้สภาวะแวดล้อมเดียวกัน บริษัทที่เสียภาษีน้อยกว่าจะมีกำไรมากกว่า 10-20% บริษัทจะมีแรงจูงใจที่จะพัฒนาผลิตภาพหรือใช้เทคโนโลยีน้อยลง เพราะปกติแล้ววิธีการเหล่านั้นจะสร้างความได้เปรียบจากคู่แข่งได้อย่างมากก็แค่ในระดับ 2-3% เท่านั้น บริษัทจะหันมาแข่งกันหลบภาษีมากกว่าเพราะเอาชนะคู่แข่งได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่า เมื่อบริษัทขาดแรงจูงใจที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ประเทศก็จะไม่พัฒนา

การจัดเก็บภาษีที่ไร้ประสิทธิภาพ นอกจากจะถ่วงการพัฒนาแล้ว ยังเป็นการลงโทษคนที่เสียภาษีถูกต้อง และให้รางวัลคนที่หลบภาษีอีกด้วย บริษัทไหนมีจริยธรรมเสียภาษีถูกต้องก็เป็นไอ้โง่ไปเรื่อยๆ ส่วนบริษัทไหนเจ้าของชอบหลบภาษี ก็ได้กำไรมากกว่า แถมยังได้เปรียบคู่แข่งอีกต่างหาก ถ้าปล่อยไว้ ในที่สุดทุกคนก็จะหันมาหลบภาษีกันหมด เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นภาษีที่มั่วง่ายที่สุด เพราะทำบัญชีมั่วได้ง่าย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งไม่คุ้มที่กรมสรรพากรจะเข้าไปตรวจละเอียด ในขณะที่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่มั่วได้ยากกว่า เพราะสามารถ cross-check ระหว่างบริษัทได้ด้วยใบกำกับภาษี ภาษีอะไรก็ตามที่หลบได้ง่ายควรเก็บในอัตราที่ต่ำเข้าไว้ เพื่อมิให้คนที่หลบภาษีได้เปรียบคนที่เสียภาษีถูกต้องมากเกินไป ส่วนภาษีอะไรที่หลบยากก็ควรเก็บให้มาก (ถ้าจำเป็น)

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีบทลงโทษการหลบภาษีที่รุนแรงมากถึงขั้นติดคุก กรมสรรพากรของเขาสามารถอายัติเงินในบัญชีส่วนตัวของเจ้าของบริษัทได้เลย จากการสำรวจพบว่า คนอเมริกันกลัวการถูกตามล่าโดย IRS มากที่สุดเป็นอันดับสอง ประเทศที่พัฒนาแล้วมีคนที่ต้องติดคุกเพราะโกงภาษีเป็นจำนวนมาก แต่ผมแทบไม่เคยได้ยินในไทย

เมื่อ SME ในสหรัฐฯ แข่งขันด้วยการหลบภาษีได้น้อย พวกเขาก็เลยต้องแข่งกันที่การทำธุรกิจแทน ทำให้ SME ของเขาเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญของนวัตกรรม ต่างกับบ้านเราที่ SME มักขาดนวัตกรรมแถมยังต้องคอยให้รัฐฯ อุ้มอีกต่างหาก นั่นก็เพราะ SME บ้านเรา เป็นภาคส่วนที่เสียภาษีมั่วกันมากที่สุด SME บ้านเราจึงไม่สนใจแข่งขันกันที่นวัตกรรม แต่หันมาแข่งขันกันหลบภาษีมากกว่า บริษัทที่เข้ามาแข่งด้วยเทคโนโลยีอย่างเดียว เสียภาษีถูกต้อง สู้ไม่ไหว ล้มหายตายจากไปหมด

การจัดเก็บภาษีให้เข้มงวด นอกจากจะเก็บภาษีได้มากขึ้นโดยไม่ต้องขึ้นภาษีแล้ว (เพราะฐานภาษีกว้างขึ้น) ยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจด้วย ที่จริงแล้ว การเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเลยสำหรับพ่อค้าตราบใดที่คู่แข่งทุกรายต้องเสียภาษีเท่ากันครับ

30 thoughts on “0270: เก็บภาษีดี ชาติเจริญ”

  1. “SME บ้านเรา เป็นส่วนที่เสียภาษีมั่วมากที่สุด SME บ้านเราจึงไม่สนใจแข่งขันกันที่นวัตกรรม แต่หันมาแข่งขันกันหลบภาษีมากกว่า”
    เห็นด้วยอย่างยิ่ง บางธุรกิจ ยังสามารถ เอา vat ไปขายกัน ก็มี 🙁

  2. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอยู่ทุกวี่วัน ทำให้เห็นว่ารัฐได้ภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
    เนื่องจากคนของรัฐที่มีหน้าที่จัดเก็บ สามารถทำให้ภาษีลดลง 3/4 ได้
    ถ้ายอมจ่ายใต้โต๊ะให้เขา 1/2 ของส่วนที่ลดไป

  3. คุณนรินทร์จะอธิบายเรื่องขาย VAT ได้ไหมเนี่ย คนทำธุรกิจส่วนใหญ่รู้เรื่องนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าเขาจะพูดกันหรือเปล่า

    เรื่องเลี่ยงภาษีเนี่ย ที่บ้านทำธุรกิจ ตอนเด็ก ๆ เคยถามว่า ทำไมต้องเลี่ยงภาษี เสียตามกฏหมายไม่ได้เหรอ ได้คำตอบว่า คนอื่น ๆ เขาเลี่ยงกันหมด ถ้าเราไม่เลี่ยงเราก็สู้เขาไม่ได้ ถ้าคนอื่นเสียเต็มตามกฏหมาย เราก็เสียเต็มได้เหมือนกัน เพราะสู้ด้วยพื้นฐานเดียวกัน ที่รัฐเก็บภาษีไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แบบนี้จะโทษใครดี???

    1. พวกร้านที่ขายของแบบลูกค้าไม่เอาแวต ทำไปเรื่อยๆ สรรพากรจะสงสัยว่าทำไมซื้อของเข้าร้านตลอดแต่ไม่เห็นขายออกไปเลย

      อีกพวกหนึ่งเป็นพวกกำไรเยอะ อยากได้บิลแวตมากๆ มาหักภาษีซื้อ

      สองพวกนี้จับมาชนกันได้พอดี พวกแรกเขียนบิลแวตให้กับพวกที่สอง

      สรรพากรถึงรณรงค์ให้ขอใบกำกับภาษีทุกครั้ง เมื่อก่อนมีแบบนี้เยอะมาก แต่เดี๋ยวนี้มีน้อยลงนะครับ เพราะว่าเสียวสรรพากรเอาใบกำกับภาษีมา cross-check

      อีกแบบหนึ่งคือ ตอนเพิ่งมีภาษีแวตใหม่ๆ มีคนหัวใส เปิดบริษัทกระดาษขึ้นมา ขายบิลแวตให้บริษัทที่ต้องการเอาไปคืนภาษี โดยที่จริงๆ แล้วไม่ได้ขายสินค้าอะไรเลย หลังจากนั้นก็ปิดบริษัททิ้ง บอกว่าขาดทุน

      แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะสมัยนี้บริษัทที่ไปจดเลิก สรรพากรจะมาตรวจ

      ที่มั่วง่ายสุดคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำบัญชีมั่ว cross-check ไม่ได้ เพราะไม่ใช่แวต ส่วนใหญ่สรรพากรจะใช้วิธีดูว่า ถ้าแจ้งว่าขาดทุน หรือกำไรลดลงจากปีที่แล้วมากๆ จะมาตรวจ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีแจ้งกำไรนิดหน่อย จะได้เสียภาษีน้อยๆ แต่ไม่โดนตรวจ (แต่นานๆ เข้าก็แย่เหมือนกัน เพราะสินค้าคงคลังจะไม่สัมพันธ์กับแวต)

      เพื่อนผมเปิดบริษัท ด้วยจิตใจที่ดี ทำภาษีถูกต้อง นั่งทำถึงตีสองแทบทุกวัน แต่ทำธุรกิจใหม่ๆ ย่อมขาดทุนเป็นธรรมดา สรรพากรบอกว่า ซื้อมาขายไปต้องกำไรอย่างน้อยสี่เปอร์เซ็นต์ ขาดทุนไม่ได้ ห้ามขาดทุน ยังไงก็ต้องเสียภาษี เพื่อนผมร้องไห้ใหญ่เลย สุดท้าย ต้องแก้บัญชีใหม่เป็นมีกำไรแทน

      การที่สรรพากรตรวจสอบไม่ได้ว่าบัญชีจริงหรือปลอม ทำให้สรรพากรต้องใช้วิธีให้ทุกบริษัทเสียภาษี บัญชีไม่ต้องดู กลายเป็นว่าเพื่อนผมที่อุตส่าห์ทำบัญชีอย่างถูกต้องทุกกระเบียดนิ้ว สุดท้ายก็ต้องมั่วขึ้นมา

      ถ้าคนส่วนใหญ่เลว คนดีก็จะถูกบังคับให้เลวไปด้วย

      1. ทำบัญชีตรงไปตรงมาอาจเจ็บปวดครับ เพราะว่าสรรพากรจะตั้งข้อสงสัยว่า น่าจะได้กำไรมากกว่านี้ แต่ก็แค่ ตั้งข้อสงสัย(เราสามารถชี้แจงได้ครับ) ก็ท้่าทาย หลักการที่ถูกต้องของเราดีครับ แต่ระยะยาว บริษัทเราจะดีเพราะว่ากิจการมีบัญชี ชุดเดียว และน่าเชื่อถือ การขาดทุนหรือกำไรน้อย สรรพากรได้ภาษีน้อยเป็นเรื่องของการบริหารของกิจการ ถ้าเรายอมตกแต่งตัวเลขให้สรรพากร ระบบจะเสียไปหมด เพราะที่อื่นเขาทำ เราเลยเลี่ยงภาษีทำให้ยอดภาษีโดยรวมประเทศได้ หนักข้อ จะไม่มีใครค้าขายด้วย กลายเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ดี ทำดีทำยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา แต่เราจะรู้สึกไม่ดีว่า(จิตตก) สมัยเด็ก เราเคยสอนมาแบบนี้ ทำไมตอนโตต้องถูกบีบให้ทำแบบนี้ จริงๆ
        การทวนกระแสสังคมในทางที่ดี ยังไงมันก็ดีอยู่แล้วครัีบ ถ้าเราทำแบบชาวบ้าน ต่อไป เราก็กลายเป็นคนแบบนั้นไปหมด แล้วสังคมโดยรวมจะอยู่กันอย่างไร อาจดูอุดมการรณ์ไปเพราะว่ามันทำไม่ได้ แต่ว่าเมืองนอกหรือ หลายที่เขาก็ทำกันแต่ไม่เป็นข่าว เพราะว่าเอาเวลาไปหาวิธีการที่จะกำไร จากการแข่งขันสูงหรือหาคนเก่งๆมาบริหารให้ รายได้ชนะค่าใช้จ่ายกัน แลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ ผมมีความเห็นแบบนี้

  4. การเลี่ยงภาษีเป็นวัฒนธรรมของบ้านเราครับ

    ผมบอกได้เลย ว่ามีคนเสียภาษีถูกต้องไม่มากนักหรอก

    แต่คนที่เลี่ยงภาษีเอง ก็ชอบด่าคนอื่นที่เลี่ยงภาษี

    นี่แหละ นิสัยคนเรา ชอบเคร่งครัดกับผู้อื่น แต่ปล่อยวางกับตนเอง

  5. ถ้าบ้านเรามีระบบเก็บภาษีที่เป็นธรรม บ้านเมืองน่าจะดีกว่านี้เยอะ

    ปล ชอบบทความนี้ครับ

  6. ผมเคยนั่งคิด นั่งคุยกันกับเพื่อนๆ หลายต่อหลายครั้ง เกี่ยวกับเรื่องโกงกินในสังคมไทย โทษคนนั้น โทษคนนี้ มีอยู่ช่วงนึงผมสรุปว่าต้นตออยู่ที่ตำรวจ ไม่ว่าเรื่องอะไรๆ ในที่สุดก็เพราะตำรวจไม่จับคนเลวที่มีเงิน หรือคนเลวที่เป็นพวกเดียวกัน

    แต่ตอนหลัง(หลังจากโทษตำรวจจนเบื่อ) ผมกลับมาคิดว่า ตำรวจก็เป็นคนไทยด้วยกันเหมือนเราๆท่านๆ เกิดบนแผ่นดินไทย เติบโตในไทย ภายใต้สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมแบบไทยๆ ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ตำรวจเป็น(นิสัย)มันก็ไม่ต่างกับเราๆท่านๆที่เป็นคนไทย

    ในที่สุดผมก็สรุปเอาเองว่า ที่สังคมไทยมีเรื่องโกงกินกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะนิสัยคนไทยเราเองนี้แหละที่เป็นแบบนี้ ถ้าจะแก้ก็ต้องที่นิสัยของคน(แก้จากภายในสู่ภายนอก) แต่… แล้วเราจะแก้ยังไงล่ะ ???

  7. เท่าที่ตัวผมเองได้เจอกับการเลี่ยงภาษีมานั้น มันเริ่มจากตัวเราเองโดยที่ตัวเราเองก็รู้ หรือบางครั้งก็ไม่รู้ อย่างเช่น ทุกครั้งที่คุณซื้อคอมประกอบที่ pantip คุณรู้หรือไม่ว่าราคานั้นไม่รวม vat ยกเว้ณ คุณจะบอกเขาให้เปิด bill ในนามบริษัท ราคาสินค้า็ก็จะถูกบวกขึ้นไป มันเป็นวิธีเลี่ยงภาษี ซึ่งตัวเราเองก็อยากได้สินค้าราคาถูก เจ้าของก็อยากขายของ เกิดจากการสมยอมทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ลูกค้าบางคนไม่รู้ แต่ถ้าถามกลับว่ารู้่แล้วยังอยากได้ของถูกอยู่รึเปล่า ตัวผมเองตอบได้เลยว่าผมยังอยากได้ ซึ่งถ้ามองกลับในด้านของผู้ค้า ถ้าคู่แข่งท่านขายของราคาถูกกว่าร้านท่านด้วยวิธีการเลี่ยงภาษี ท่านจะยอมทำตามแบบเขาเพื่อความอยู่รอด หรือยอมขาดทุนเพื่อรักษาความถูกต้อง ซึ่งตัวผมเองเลือกความอยู่รอดของร้าน แต่จะแก้ยังไงนั้นคงยากที่จะเปลี่ยนนิสัยของคนอื่น รวมทั้งตัวเราเอง ความอยู่รอดและศักยภาพในการแข่งขัน หรือสภาพแวดล้อม บางครั้งมันก็บีบบังคับให้ต้องเลือกในสิ่งที่ไม่ถูกจริงไหมครับ

    1. ครับ

      ผมว่าที่จริงคนไทยไม่ได้ขาดจิตสำนึก แต่ระบบมันลงโทษคนดีอย่างต่อเนื่อง

  8. ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
    เก็บภาษีดี ชาติเจริญครับ
    ขอความรู้เรื่องวิธีใช้จ่ายภาษีของรัฐด้วยครับ
    ในความเห็นพี่โจ๊ก พฤติกรรมการใช้จ่ายภาษีปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไรครับ
    ขอบคุณครับ

  9. ภาษีที่ดินกับมรดกด้วยครับ รัฐบาลไหนก็เิริ่มไม่ได้เพราะเจ้าของที่ดินอันดับหนึ่งคือ …

  10. คุณนรินทร์

    มีคนพูดทีเล่นทีจริงว่า “Lottery คือ ภาษีที่รัฐเรียกเก็บจากคนจน” ดังนั้น ถ้าบอกว่า คนจนอาจเป็นกลุ่มคนเดียวในประเทศที่ “ยินดีเสียภาษี” จะได้ไหม พวกเขาเสียภาษีผ่านช่องทางนี้ ปีๆ หนึ่งมากมาย ขนาดนำมาสร้างโรงงานไฟฟ้าหรือทางด่วนส่วนต่อขยายได้ – ขนาดนั้น

    ชีวิตนี้เคยนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ครั้งเดียว แต่ก็พอจะทำให้รู้ว่า ตำรวจมีทัศนคติในการจับผู้ร้ายอย่างไร Tax office ที่ผมได้คุยด้วย ก็น่าจะมีมุมมองต่อผู้ค้านักธุรกิจไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก อีกด้านหนึ่ง เมื่อได้สำรวจทัศนคติของเพื่อนๆ ที่เขียนกันเข้ามา ผมว่า ไม่น่าจะแตกต่างกันนัก – สรุปว่า น่าจะมีทัศนคติเรื่องภาษีในด้านลบมากกว่าบวก ใช่ไหม?

    จะเพราะอะไรก็ตาม ผมเห็นว่าเราต้องสร้าง กลไก/ระบบ ที่ทำให้เกิดทัศนคติใหม่ๆ กันเสียก่อน ทั้งฝั่งผู้เสียภาษี และ ฝั่งผู้เก็บภาษี ตอนนี้นึกอะไรไม่ได้ นอกจากจะแนะนำให้ยืมมือดีจากกองฉลากฯ มาบริหาร หรือคุณนรินทร์ว่าอย่างไร?

    หิมะตกแล้ว รักษาสุขภาพด้วย

    1. การเสียภาษีเป็นหน้าที่พลเมืองอย่างหนึ่ง เหมือนกับการเกณฑ์ทหาร

      แต่บ้านเรากฏหมายไม่จริงจัง ไม่มีใครติดคุกเพราะโกงภาษี ก็เลยไม่มีใครคิดว่าต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง

      การบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง ให้มีคนติดคุกเพราะโกงภาษีจำนวนมากทุกปีเหมือนในต่างประเทศ ช่วยได้ครับ เมื่อต้นทุนของการหนีภาษีสูงขึ้น คนจะกล้าหลบภาษีน้อยลง

  11. อ้อ ลืมบอกไป นักบัญชีเพื่อนกันเหน็บแนมว่า “ใครเขาเรียกหลบเลี่ยงภาษี เขาเรียกว่า Tax planning ย่ะ”

    ไปแระ : )

  12. ระบบต้องออกแบบให้ใครเสียภาษีมากได้ประโยชน์มาก
    จะได้ไม่เลี่ยงเสียภาษี เรื่องจิตสำนึกมันยากในทางปฎิบัติ

  13. ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ เห็นด้วยกับพี่นรินทร์ครับ

  14. มนุษย์เป็นสัตว์ช่างเลือก
    เปรียบเทียบตัวเลือกต่างๆตลอดเวลา
    ถ้าคนโกงภาษีติดคุก
    การตัดสินใจของคนก็จะเปลี่ยนไป

  15. เรื่องการเก็บภาษีนี้ ผมว่าเป็นภาพสะท้อนของ discrimination ในสังคมไทยได้ดีที่สุดเลยครับ

    คนบางกลุ่มไม่เสียภาษี แต่ไม่มีใครกล้าแตะ

    บางคนเสียภาษีเยอะมาก แต่มีบางเรื่องที่ตาม กม.แล้วไม่ต้องเสีย เค้าก็ไม่เสีย กลับโดนด่าเสียใหญ่โต

    ที่ตลกคือ คนส่วนใหญ่ (ที่เสียภาษีนิดเดียว) เลือกที่จะด่าคนกลุ่มหลัง โดยไม่แตะต้องคนกลุ่มแรกเลย

  16. กฏหมาย ถ้าการบังคับไร้ประสิทธิภาพ เท่ากับให้รางวัลคนละเมิดกฏหมาย
    เป็นจริงทั้งในด้านภาษี และกฏจราจร
    คนที่รู้ตัวว่าขับรถอย่างไรก็ได้ไม่มีใครจับ ก็เลือกขับตามอำเภอใจ ต้นทุนการฝ่าฝืนกฏไม่มี

    1. ผมเห็นด้วยมากที่การบังคับใช้ไม่มีประสิทธิภาพ

      การแก้จึงต้องเอาผลประโยชน์เข้าล่อ
      คือให้อำนาจในผู้เสียภาษีสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

      เหมือนwebdite บางwebที่มีการบริจาคหากให้สิทธิประโยชน์สมาชิกที่มากกว่า
      สมาชิกทั่วไปมาก จะมีคนบริจาคมากกว่าwebที่ไม่ให้ผลประโยชน์สมาชิกที่บริจาค

      จิตสำนึกเป็นนามธรรมเกินไป การบริหารที่ดีคือต้องให้คนที่เลวที่สุดยังต้องทำตามระบบด้วยความสมัครใจเอง

  17. ยังอยู่ในเรื่องของ incentive อยู่ซิละครับ แต่ผมว่าเรื่องนี้มันเป็นแบบกลับ คือสิ่งที่ควรส่งเสริมสร้างแรงจูงใจ ก็อย่าไปเก็บภาษี ความจริงถ้าอยากจูงใจสุดๆ คือต้องไม่เก็บภาษีเลย เหมือนพวก tax haven แต่รายได้จากค่าเช่าที่และอาคารราชพัสดุ และกำไรจากรัฐวิสาหกิจ คงไม่พอสำหรับรัฐ

    ภาษีที่ผมว่าแย่ที่สุด ก็คือภาษีบริโภคนะครับ เพราะอาจไปบั่นทอนทั้งการลงทุน การทำธุรกิจ ค่าครองชีพ อาจรวมถึงการออม เหมือนตัวอย่างที่คุณนัทกล่าวถึงเรื่องคอมประกอบ pantip ภาษีชนิดนี้ได้ชื่อว่า regression tax หรือภาษีทดถอย คือคนมีมากจ่ายน้อยคนมีน้อยจ่ายมาก เพราะคนๆหนึ่ง ก็คงจ่ายเพื่อบริโภคปัจจัยพื้นฐานไม่ต่างกันมาก

    ทำธุรกิจใหม่ๆ ย่อมขาดทุนเป็นธรรมดา สรรพากรบอกว่า ซื้อมาขายไปต้องกำไรอย่างน้อยสี่เปอร์เซ็นต์ ขาดทุนไม่ได้ ห้ามขาดทุน ยังไงก็ต้องเสียภาษี

    ฟังแล้วเจ็บปวดแทนเลยครับ เหมือนโดนรีดไถเลย

    อันนี้ ลอกมาจากวิกิพีเดียมาครับ
    หลักการภาษีของแอดัม สมิธ ในหนังสือ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations นั้น แอดัม สมิธได้กำหนดหลัก (maxim) 4 ข้อเกี่ยวกับการภาษีโดยทั่วไป ดังนี้ (ที่ http://www.econlib.org/LIBRARY/Smith/smWNtoc.html ภาค 5 บทที่ 2 ย่อหน้า 24 หรือย่อว่า V.2.24)

    1. คนในบังคับของรัฐทุกรัฐพึงจ่ายเงินค้ำจุนรัฐบาลตามส่วนกับความสามารถของ ตน นั่นคือ ตามส่วนกับประโยชน์ที่ตนได้รับภายใต้การคุ้มครองของรัฐ
    2. ภาษีที่แต่ละคนต้องจ่ายพึงมีความแน่นอน ไม่ใช่กำหนดตามอำเภอใจ กำหนดเวลาชำระ วิธีชำระ และจำนวนที่ต้องชำระพึงมีความชัดเจน เข้าใจง่ายสำหรับผู้ชำระและทุกคน
    3. พึงเก็บภาษีทุกชนิดในเวลาหรือโดยวิธีที่น่าจะสะดวกที่สุดสำหรับผู้จ่าย
    4. พึงคิดหาวิธีที่สิ้นเปลืองน้อยที่สุดในการจัดเก็บภาษีทุกชนิดแก่ทั้งรัฐและผู้จ่ายภาษี ความสิ้นเปลืองนี้แบ่งได้เป็น 4 ประการ คือ
    1. ใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมาก หรือต้องตั้งรางวัลมาก
    2. ภาษีอาจขัดขวางความอุตสาหะของราษฎร พลอยทำให้การมีงานทำและรายได้ลดลง
    3. การริบทรัพย์หรือปรับผู้ที่พยายามหลบเลี่ยงภาษีมักทำให้พวกเขาหมดตัว ทำให้กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ต่อสังคม ภาษีที่เลวมักล่อใจให้คนลักลอบค้าของเถื่อน และโทษก็จะเพิ่มขึ้นตามแรงดึงดูดใจ ในขั้นแรกกฎหมายซึ่งขัดกับหลักยุติธรรมจะล่อใจให้อยากละเมิด แล้วก็จะลงโทษอย่างรุนแรงในสถานการณ์ซึ่งควรลดแรงล่อใจให้ก่ออาชญากรรม
    4. การที่ราษฎรถูกเยี่ยมกรายบ่อยและถูกตรวจสอบอย่างน่ารังเกียจจะก่อความ เดือดร้อน รบกวน และกดขี่อย่างมากโดยไม่จำเป็น แม้การรบกวนจะมิใช่ค่าใช้จ่าย แต่ทุกคนก็ยินดีจ่ายเพื่อไถ่ตนเองให้พ้นจากการรบกวนนี้

    แอดัม สมิธเห็นว่าภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีกำไร (ส่วนใหญ่คือดอกเบี้ยสำหรับทุน) จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากเกินไปในการเก็บ เช่น ภาษีสรรพสามิต หรือทำให้ผู้ผลิตท้อถอย เช่น ภาษีกำไร สมิธคัดค้านภาษีที่เปิดโอกาสให้มีการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว สำหรับภาษีสรรพสามิตนั้น ท่านกล่าวว่า “ทำให้ทุกครอบครัวอาจถูกเยี่ยมกรายและตรวจสอบอย่างน่ารังเกียจจากเจ้า พนักงานภาษี…ไม่สอดคล้องกับเสรีภาพเลย” (V.3.75)

    ภาษีที่แอดัม สมิธเสนอแนะให้เก็บมี 2 ชนิด คือ ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย และ ภาษีค่าเช่าที่ดิน (มูลค่าครอบครองที่ดินรายปี)

    สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย แอดัม สมิธอธิบายคำว่า ‘จำเป็น’ ว่าอาจเปลี่ยนไปได้แล้วแต่สถานที่และเวลา ซึ่งขณะนั้น เสื้อผ้าลินิน รองเท้าหนัง อาหารและที่อยู่อาศัยขั้นต่ำถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น ท่านตำหนิรุนแรงว่าภาษีที่เก็บจากสินค้าจำพวกเกลือ สบู่ ฯลฯ เป็นการเอาจากคนที่ยากจนที่สุดโดยไม่เป็นธรรม ท่านถือว่าภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เช่นยาสูบ เป็นภาษีที่ดีเลิศ เพราะไม่มีใครถูกบังคับให้ต้องจ่าย “ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยไม่มีแนวโน้มที่จะไปเพิ่มราคาโภคภัณฑ์อื่น ๆ เว้นแต่โภคภัณฑ์ที่ถูกเก็บภาษี … ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยนั้นในที่สุดผู้บริโภคสิ่งนั้นจะเป็นผู้จ่ายโดยไม่ใช่ เป็นการลงโทษ” (V.2.154)

    ภาษีที่น่ายกย่องมากกว่าคือภาษีที่ดิน “ทั้งค่าเช่าที่ดินที่ตั้งอาคาร (ground-rents) และค่าเช่าที่ดินเกษตร (ordinary rent of land) ต่างเป็นรายได้ชนิดที่ส่วนมากเจ้าของได้รับโดยตนเองมิต้องเอาใจใส่หรือสนใจ แม้จะแบ่งรายได้นี้ส่วนหนึ่งไปเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐก็จะไม่เกิดการท้อถอยแก่ อุตสาหกรรมใด ๆ ผลผลิตรายปีของที่ดินและแรงงานแห่งสังคม ซึ่งเป็นทรัพย์และรายได้จริงของประชาชนส่วนใหญ่ จะยังคงเดิมหลังจากมีการเก็บภาษีนี้ ดังนั้นค่าเช่าที่ดินที่ตั้งอาคารและค่าเช่าที่ดินเกษตรอาจเป็นรายได้ชนิด ที่สามารถจะเก็บภาษีเป็นพิเศษได้ดีที่สุด” (V.2.75)

    ในภาคแรกแอดัม สมิธกล่าวไว้ว่า “ดังนั้นค่าเช่าที่ดิน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่จ่ายสำหรับการใช้ที่ดิน จึงเป็นราคาแบบผูกขาดโดยธรรมชาติ มิใช่เป็นอัตราส่วนกับการซึ่งเจ้าที่ดินอาจลงทุนไปเพื่อปรับปรุงที่ดินแต่ อย่างใดเลย หรือมิใช่ตามส่วนกับความสามารถที่เขาจะเรียกเอา แต่เป็นตามส่วนกับความสามารถของชาวนาที่จะให้” (I.11.5)

    และในตอนสรุปของบทนี้ของภาคแรก แอดัม สมิธได้ตั้งข้อสังเกตว่า “การทำให้สภาวการณ์ของสังคมดีขึ้นทุกอย่างมีแนวโน้มที่จะทำให้ค่าเช่าแท้ จริงของที่ดินสูงขึ้นไม่ทางตรงก็ทางอ้อม จะเพิ่มความมั่งคั่งแท้จริงให้แก่เจ้าที่ดิน เพิ่มกำลังซื้อของเขาต่อแรงงาน หรือผลผลิตแห่งแรงงานของผู้อื่น” (I.11.255)

    “การขยายสิ่งปรับปรุงและการเพาะปลูกมักจะทำให้ค่าเช่าที่ดินสูงขึ้นโดย ตรง ส่วนแบ่งของเจ้าที่ดินในผลผลิตย่อมจะต้องเพิ่มขึ้นเมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น” (I.11.256)

    ภาษีที่สมิธคัดค้านรุนแรงที่สุดคือภาษีที่เก็บจากค่าแรงของผู้ใช้แรงงาน – “ในทุกกรณี ภาษีทางตรงที่เก็บจากค่าแรง ในระยะยาวแล้วย่อมจะทำให้ทั้งค่าเช่าที่ดินลดลงมากกว่าและราคาสินค้า ประดิษฐกรรมแพงขึ้นมากกว่าที่จะเป็นถ้ามีการประเมินเก็บภาษีส่วนหนึ่งจากค่า เช่าที่ดินและอีกส่วนหนึ่งจากสินค้าแทน (ภาษีจากค่าแรง) ” (V.2.132)

  18. อีกสถิติหนึ่งที่ยืนยันว่าบ้านเราหลบภาษีกันมากกว่าประเทศส่วนใหญ๋ในโลก

    ผลการสำรวจธุรกิจนอกระบบ ที่หลีกเลี่ยงภาษี ปี 1999-2007 ประเทศไทยมีสัดส่วนธุรกิจนอกระบบสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก มีสัดส่วนถึง 57.2% ของจีดีพี กัมพูชาติดอันดับ 12 และฟิลิปปินส์ ติดอันดับ 25 ส่วนประเทศที่มากสุดคือ จอร์เจีย 72.5% และสหรัฐฯมีธุรกิจนอกระบบน้อยสุดคือ 9.0%

    ที่มา : http://bit.ly/98fTYB

  19. กลับมาอ่านอีกที ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ภาษีนิติบุคคลที่มากเกินไปจนการหาทางหลบเลี่ยงแล้วได้ผลตอบแทนมากกว่าการปรับปรุงการผลิต ก็เท่ากับภาษีไปเป็นถ่วงการผลิตด้วยซิครับ ถ้าไปเข็มงวด ก็ยิ่งถ่วง ยิ่งแล้วตอนนี้ได้ยินข่าว เจ้าสัวท่านหนึ่ง แนะนำเก็บภาษีนิติบุคคลแค่ 17-18% จะได้แข่งกับเพื่อนบ้านได้และดึงดูดการลงทุน

    แต่ในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสุดท้ายไปเก็บจากผู้บริโภค ก็จะมีปัญหาที่อธิบายในเอ็นทรีนี้อีก http://dekisugi.mobi/archives/5325 เพราะรายได้น้อย คงบริโภคมากๆ ไม่ได้ ถ้าขึ้น VAT ก็ยิ่งซ้ำเิติมรายได้ที่น้อยๆ เข้าไปใหญ่

    เกี่ยวกับเกณฑ์ทหาร ซึ่งเสมือนการจ่ายภาษีด้วยแรงงาน เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ควรมีการเก็บภาษีที่ดิน เพราะเจ้าของที่ดิน คือผู้ได้ผลประโยชน์โดยตรงจากการรักษาดินแดนของทหาร

    1. เรื่องภาษีเหมือนจะมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกันอยู่ จึงขึ้นอยู่กับว่ารัฐฯ อยากจะให้น้ำหนักเป้าหมายไหนมากกว่ากัน ระหว่างการสร้างแรงจูงใจที่ดีในการทำงาน กับการกระจายรายได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *