สังคมแห่งการ “เล่า”

สังคมไทยแบบดั่งเดิมเป็นสังคมแห่งการ “เล่า” เราไม่นิยมการรับรู้ข่าวสารด้วยวิธีการ “อ่าน” แต่จะชอบให้มีคนมาเล่าเรื่องต่างๆ ให้เรามากกว่า

ที่บอกว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 6-8 บรรทัด อาจจะพูดเกินไปหน่อย แต่ถ้าบอกว่าคนไทยไม่นิยมการอ่านหนังสือนั้นเป็นเรื่องจริงเลย ที่เห็นคนไปงานสัปดาห์หนังสือเยอะๆ นั้น จริงๆ แล้ว เป็นคนกลุ่มเดิม คือ คนไทยที่อ่านหนังสือจะอ่านเยอะจริงๆ แต่ว่าเป็นคนเฉพาะกลุ่ม ที่เหลือซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมจะไม่นิยมการอ่าน คนไทยที่การอ่านหนังสือไม่อยู่ในวิถีชีวิตเลย ในหนึ่งปีไม่ได้อ่านหนังสือแม้แต่เล่มเดียวนั้น มีอยู่เป็นจำนวนมาก (หนังสือจริงๆ ไม่นับพวกตำราเรียนที่ถูกบังคับให้อ่าน หรือนิตยสารที่แค่พลิกๆ ดูฆ่าเวลา)

คนกลุ่มนี้เข้ารับรู้สิ่งต่างๆ จากการฟังการดูทั้งหมด คือ ให้เพื่อนเล่าให้ฟัง หรือไม่ก็ดูทีวีเอา แต่ถ้าให้มานั่งอ่านหนังสือเป็นเล่ม จะขอผ่านทันที เป็นคนแบบเดียวกับ โฆษณาประกันชีวิตอันหนึ่ง ที่ขนาดคนขายประกันอุตส่าห์หวังดีบอกให้อ่านสัญญากรมธรรม์ให้ละเอียด ยังไม่ยอมอ่าน หัวเด็ดตีนขาดยังไม่ก็จะไม่ยอมอ่านอะไรเลยเป็นอันขาด และเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจที่เห็นรายการ “เล่า” ข่าวมีเต็มทีวีและวิทยุไทยไปหมด

สังคมที่คนไม่อ่านหนังสือเป็นสังคมที่ “กลวง” โดยอัตโนมัติ เช่น ถ้าสื่อเลือกข้างอยากให้กระแสสังคมเป็นอย่างไร ก็เลือกนำเสนอข้อมูลแค่บางด้าน คนฟังๆ แล้วอาจเข้าใจไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดเต็มๆ หรือทำความเข้าใจได้เอง เพราะต้องรอฟังสื่ออย่างเดียว เนื่องจากเป็นคนไม่อ่าน จึงไม่สามารถไปตรวจสอบความจริงด้วยตนเองได้ เป็นสังคมที่ปั่นกระแสได้ง่ายถ้าอยากจะทำ

สังคมแห่งการเล่า ยังเป็นสังคมที่ยึดถือตัวบุคคลเป็นหลัก เนื่องจากเราไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นตัวหนังสือที่จะต้องนั่งอ่าน เราต้องฟังจากคนอื่นพูดให้เราฟังแทน ซึ่งต่อให้เราฟังจากหลายๆ คน แต่เราก็ไม่มีวันรู้ว่าคนไหนพูดจริง เพราะเราไม่ได้เห็น full details เมื่อยึดข้อเท็จจริงไม่ได้ สิ่งที่คนเราจำเป็นต้องหันมายึดโดยอัตโนมัติแทนคือ การยึดที่ตัวบุคคล หรือดูว่าคนที่พูดเป็นใคร มีโปรไฟล์น่าเชื่อถือแค่ไหน ถ้าโปรไฟล์ดี ดูน่าเชือถือ เราก็จะเชื่อคำพูดของคนนั้นมากกว่า พอเราตัดสินจากโปรโฟล์ของคนพูดเป็นหลัก เราก็ละเลยที่จะพิจารณาความสมเหตุสมผลของตัวคำพูดไปเลย คือ ไม่ต้องสนใจว่าที่พูดมามีเหตุผลในตัวของมันเองหรือไม่ ถ้าคนพูดดูดีน่าเชือถือก็เชื่อได้

ในสังคมไทย ความเป็น “ด็อกเตอร์” นั้นเป็นคำที่มีความหมายอย่างยิ่ง ในหน่วยงานราชการ ใครที่จบปริญญาเอก จะถูกเรียกว่า ดร. แทนที่จะเรียกชื่อจริง ซึ่งดูคล้ายเป็นฐานันดรพิเศษอย่างหนึ่งไปเลย ทั้งที่จริงๆ แล้ว ปริญญาเอก เป็นสถานะทางด้าน “วิชาการ” และในต่างประเทศได้ยกเลิกการใช้คำว่า Dr. นำหน้าชื่อคนที่จบปริญญาเอกไปแล้ว สงวนไว้แต่เฉพาะคนที่จบมาทางแพทย์ศาสตร์เท่านั้น แต่ประเทศไทยก็ยังมีการใช้คำว่า ดร. กับปริญญาเอกทุกสาขาอยู่

อีกคำคือคำว่า นายแพทย์ ไม่ว่าคนที่มีคำว่า ดร.หรือ นพ. จะมาพูดเรื่องอะไร ไม่ต้องเกี่ยวกับด้านที่จบมาเลยก็ได้ การเมือง วิทยาศาสตร์ GT200 หลักปกครอง ความเชื่อ เศรษฐกิจ ธุรกิจ หุ้น ทองคำ ก็คือน่าเชือถือหมด นั่นก็เพราะสังคมแห่งการเล่า ใช้โปรไฟล์ของผู้พูด เป็นเครื่องวัดความน่าเชื่อถือของข้อมูล แทนที่จะคิดเองถึงความเป็นเหตุเป็นผลของคำพูดนั้นๆ ซึ่งต้องการการอ่านค้นคว้า

นอกจากคำว่า ดร.แล้ว ความเป็นซุป’ตาร์ ยังเป็นหลักยึดที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง และ ซุป’ตาร์ ระดับ Premier League จริงๆ นั้น จะต้องเป็นคนระดับที่ปรากฎตัวใน ฟรีทีวี ด้วย คนที่เป็นซุป’ตาร์ระดับฟรีทีวี เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงมากๆ ในสังคมไทย คุณจะอธิบายเหตุผลอย่างไรก็อธิบายไปเถอะ แต่ถ้าเซเลบพูดคำเดียวว่าไม่ ก็คือ ไม่ อย่างที่เราเห็นกันมาแล้วในกรณี GT200 และในกรณีอื่นๆ อีกหลายครั้งหลายคราว อธิบายอะไรที่คนดูฟังแล้วปวดหัว เขาดูเลยว่าคุณเป็นใครมีชื่อเสียงหรือไม่ง่ายกว่า

นอกจาก คำว่า ดร.กับการเป็นเซเลบระดับฟรีทีวีแล้ว โปรไฟล์อีกอย่างหนึ่งที่มีน้ำหนักในสังคมแห่งการเล่า คือ นามสกุล ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็น derivative ของเซเลบอีกที คนที่มีนามสกุลเหมือนคนดังจะดูเก่งหรือน่าเชื่อถือทันที ทั้งที่เป็นคนละคนกัน

ผลของการไม่ชอบอ่านของคนในสังคม มันส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆ ของสังคมเป็นอย่างมาก มันทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดตัวบุคคลเป็นหลัก เน้นศรัทธาในตัวบุคคลมากกว่าการใช้เหตุผล

3 thoughts on “สังคมแห่งการ “เล่า””

  1. ยังมีการที่ไม่ชอบ “คิด” และ “เขียน” ด้วย สุจิปุลิ เหลือ แค่ “ฟัง” กะ “ดู” (ยูทูป/ทีวี) เพราะง่ายดี ตามๆกันไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *