Spinoza

Spinoza เป็นนักปรัชญาแนวเหตุผลนิยม (Rationalist) เพราะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นไปตามกฎเกณฑ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติทั้งสิ้น เพียงแต่มนุษย์จะรู้หรือไม่เท่านั้น

Spinoza เป็นนักปรัชญาแนวเหตุผลนิยม (Rationalist) เพราะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นไปตามกฎเกณฑ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติทั้งสิ้น เพียงแต่มนุษย์จะรู้หรือไม่เท่านั้น

ตัวอย่างเช่น การเคลื่อนที่ของมวลสารทั้งหมดในจักรวาลไม่ได้เคลื่อนไหวแบบมั่วๆ แต่เป็นไปตามกฎของนิวตันอย่างเคร่งครัด ดังนั้น ถ้าหากมนุษย์ค้นพบกฎที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าเรื่องอะไร มนุษย์ก็จะสามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ทั้งสิ้น ทุกอย่างจะต้องมีเหตุผลของมันอยู่เสมอ แต่เรารู้หรือไม่รู้เท่านั้น

Spinoza เชื่อว่า ในเมื่อทุกอย่างต้องมีที่มาเสมอ ทำให้ทุกสิ่งจะต้องมีคุณสมบัติบางอย่างที่มาจากสิ่งที่ให้กำเนิดมันด้วย ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งใหม่จริงๆ โดยที่ไม่เหมือนสิ่งที่ให้กำเนิดมันเลย ซึ่งถ้าคิดย้อนกลับไปเรื่อยๆ แล้ว ทุกอย่างในโลกนี้จะต้องประกอบอนุภาคที่เล็กที่สุดแค่หนึ่งอย่างเท่านั้น เพราะถ้าหากอนุภาคที่เล็กที่สุดมีมากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น มีสองอย่าง ที่มีคุณสมบัติต่างกันได้ แล้วอนุภาคสองอย่างนี้จะมาจากไหนได้ล่ะ ในเมื่อทุกสิ่งต้องมีคุณสมบัติบางอย่างที่เหมือนที่มาของมันเสมอ ดังนั้น อนุภาคที่เล็กที่สุดของทุกสิ่งในโลกนี้จึงต้องเป็นอย่างเดียวกันทั้งเอกภพ ทำให้ Spinoza เป็นพวก monist ด้วย คือ เชื่อว่าหน่วยที่เล็กที่สุดของทุกสิ่งเป็นสิ่งเดียวกันหมด และทำให้ Spinoza ไม่เชื่อด้วยว่า มีสิ่งที่เรียกว่า จิต เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต่างจาก กาย โดยสิ้นเชิง จิตต้องเป็นมวลสารแบบเดียวกับกายอย่างแน่นอน แต่อาจจัดเรียงตัวในรูปแบบที่ต่างออกไป ทำให้เกิดคุณสมบัติที่ต่างออกไปเท่านั้น

Spinoza ใช้เหตุผลเดียวกันนี้พิสูจน์ด้วยว่า พระเจ้ากับเอกภพก็ต้องเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะถ้าพระเจ้าเป็นผู้สร้างเอกภพ แล้วใครล่ะเป็นผู้สร้างพระเจ้าอีกที เอกภพนั้นแหละคือพระเจ้า เพราะถ้าเอกภพมีอะไรที่ไม่เหมือนพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะเป็นผู้สร้างเอกภพได้อย่างไร เอกภพและพระเจ้าจึงต้องเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ในเมื่อทุกสิ่งประกอบด้วยอนุภาคแบบเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือพระเจ้านั่นเอง

Spinoza ไม่ได้เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าอยู่ แต่เขาปฏิเสธ พระเจ้าที่มีลักษณะเป็น “ผู้สร้าง” หรือเป็นตาแก่ใส่ชุดขาวมีหนวดยาวๆ มีอิทธิฤทธิ์ เขาเชื่อว่า ธรรมชาตินี่แหละคือพระเจ้า และทุกสิ่งในเอกภพต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ

เมื่อ Spinoza สรุปว่า ธรรมชาติคือพระเจ้า สิ่งที่ตามมาทันทีคือ พระเจ้าของ Spinoza นั้นไม่ได้มีอิสระที่จะบันดาลสิ่งใดให้กับมนุษย์ก็ได้ตามอำเภอใจ แต่พระเจ้าก็บันดาลทุกสิ่งทุกอย่างไปตามกฎเกณฑ์บางอย่างที่เฉพาะเจาะจง หรือเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ Spinoza จึงเป็นแนว Determinism ด้วย หรือเป็นพวกที่เชื่อว่า โลกนี้ไม่มี Free will ทุกอย่างเพียงแต่ดำเนินไปเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นมาก่อนในอดีตเท่านั้น จะเปลี่ยนแปลงหรือแหกออกจากกฎเองไม่ได้

พอ Spinoza ได้บทสรุปออกมาแบบนี้ ก็เป็นเรื่องทันทีเลย เพราะถ้าโลกนี้ไม่มี Free will ก็จะไม่มีความดีความชั่ว หรือจริยธรรม ทันที เพราะในเมื่อทุกคนล้วนทำทุกสิ่งไปตามกฎแห่งธรรมชาติเท่านั้น โดยที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนเลือกเอง (บางทีเราคิดว่าเราเลือกเอง แต่จริงๆ แล้ว การตัดสินใจของเราก็เกิดจากประสบการณ์ทั้งหมดในอดีตที่่ผลักดันให้เราตัดสินใจไปอย่างนั้นอีกที แต่เราไม่รู้ตัว เพราะเรามองไม่เห็นความเป็นเหตุเป็นผลที่ซ่อนอยู่) เราจึงไม่อาจบอกได้ว่า คนไหนเป็นคนดี คนไหนเป็นคนชั่วเลย เพราะทุกคนล้วนทำไปตามสิ่งภายนอกที่บังคับ หาได้ทำไปเพราะใจเลือก เมื่อไม่ได้เลือกเอง ก็ย่อมไม่ผิด เราควรให้อภัยคนทุกคนเสมอ

Spinoza ปฏิเสธศีลธรรมทุกชนิด เขาเชื่อว่า มนุษย์มีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่งคือการแสวงหาความสุขให้แก่ตัวเอง และหลีกหนีความทุกข์ และมนุษย์จะทำทุกอย่างเพื่อสิ่งนี้ หลักศีลธรรมทั้งหลายจึงเป็นแค่สิ่งที่มนุษย์คิดเอาเองเพื่อสนองความต้องการส่วนตัวทั้งสิ้้น อะไรที่ถูกใจก็บอกว่าดี อะไรไม่ถูกใจก็บอกว่าชั่ว ดีชั่วคือ ถูกใจกับไม่ถูกใจ ธรรมชาติไม่ได้รับรู้หลักศีลธรรมของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม Spinoza ไม่ใช่ Determinist แบบสุดโต่ง เพราะแม้ว่าเขาจะไม่เชื่อว่ามีความดีกับความชั่ว แต่เขาเชื่อว่ามีกฎเกณฑ์บางอย่างที่ควบคุมมนุษย์อยู่ แบบเดียวกับที่มีกฎเกณฑ์บางอย่างที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ และสิ่งที่เราควรทำคือ การค้นหากฎเกณฑ์นั้นๆ และดำเนินชีวิตของเราไปตามเหตุและผลที่กำหนดด้วยกฎเกณฑ์ดังกล่าว ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ทำดี ทำชั่ว แต่มีสิ่งที่เรียกว่า การกระทำที่ไปเป็นตามกฎของธรรมชาติ และการกระทำที่ฝืนกฎของธรรมชาติ ซึ่ง มนุษย์มีอิสระที่จะเลือกทำสิ่งแรกและหลีกเลี่ยงสิ่งหลังได้ โดยการค้นหาแนวทางที่เหมาะสมกับตนเองด้วยตัวเองและปฏิบัติตนไปตามนั้น (actively acting out of the necessity of one’s nature) แทนที่จะทำตัวแบบ passive คือ ดำเนินชีวิตไปตามปัจจัยภายนอกไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่เหมาะกับตัวเอง

อีกนัยหนึ่ง Spinoza เชื่อว่า มนุษย์มีอิสระอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่คำว่า อิสระ ไม่ใช่ การทำอะไรก็ได้ แต่กลับหมายถึง การได้เลือกที่จะทำในสิ่งที่จำเป็นหรือเหมาะสมกับตัวเอง โดยไม่ถูกบีบบังคับจากปัจจัยภายนอก แต่ไม่ใช่การทำอะไรก็ได้ตามใจอยาก

การกล้าคิดนอกกรอบของศาสนาแบบสุดๆ นี้ ทำให้ Spinoza โดนขับออกจาก Jewish Community โดย การ Ex-Communication คือ ห้ามชาวยิวทุกคนพูดคุยหรือร่วมสังฆกรรมใดๆ กับ Spinoza ตั้งแต่ตอนที่เขาอายุแค่ 24 ปี ในข้อหา “มีความคิดที่นอกรีต และไม่ยอมปฏิบัติศาสนกิจ” แต่ก็มีนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงมาแวะเวียนบ้านของ Spinoza เพื่อสนทนาปัญหาปรัชญาอยู่เสมอ เขาเคยได้รับการเชิญให้มาเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยมีชื่อด้วย แต่เขาก็ปฏิเสธเนื่องจากต้องการใช้ชีวิตนอกระบบ เพื่อรักษาความคิดของเขาให้เป็นไปอย่างอิสระ เขาเลือกที่จะประกอบอาชีพอย่างเรียบง่ายอยู่ที่บ้านด้วยการเป็นช่างฝนเลนส์ธรรมดา และทำงานด้านปรัชญาไปด้วย เขาตายด้วยวัณโรคเมื่ออายุ 45 ปี เนื่องจากการสูดดมผงเลนส์ระหว่างการทำงานมากเกินไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *