0248: คณะราษฏร พ.ศ.2475 (2/6)

คณะราษฏร ก่อตั้งโดยกลุ่มนักเรียนไทยในฝรั่งเศส 7 คน คนสำคัญได้แก่ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) และหลวงพิบูลสงคราม (ร้อยโท แปลก ขิตตะสังคะ) เป็นต้น ทั้งหมดมีอายุเพียงแค่ 26-29 ปีเท่านั้น

กระแสเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นมีมาก่อนคณะราษฏรแล้ว เพราะเป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลกโดยเริ่มจากการปฏิวัติฝรั่งเศสแล้วลามไปทั่วโลก ในเวลานั้นเหลือแค่สยามประเทศเดียวในเอเชียเท่านั้น ที่ไม่ใช่ประเทศอาณานิคม ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง กลุ่มชนชั้นกลางโดยเฉพาะพวกที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ซึ่งเริ่มจะมีมากขึ้นแล้วในสมัยนั้น เริ่มเกิดกระแสว่า สยามควรเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย สมัยนั้นมีการพูดสอดเสียดทั่วไปว่า สยามเป็นประเทศเอกราชประเทศเดียวในโลกที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ

ในเวลานั้น เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ประกอบกับปัญหาขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากมีการใช้จ่ายอย่างมากในรัชกาลก่อน รัชกาลที่ 7 ทรงแก้ปัญหาด้วยการดุลข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้าราชการจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบเป็นชนชั้นกลาง เมื่อกลุ่มนักเรียนนอกกลับมารับราชการก็เริ่มชักชวนข้าราชการให้เข้าร่วมขบวนการอย่างลับๆ ซึ่งทำได้ไม่ยากนัก เพราะความรู้สึกไม่พอใจมีอยู่แล้ว ตอนแรกสมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมเป็นคนหนุ่ม ไม่มีอำนาจ จึงเกรงว่าอาจทำการกันไม่สำเร็จ คณะราษฏรจึงพยายามติดต่อเพื่อเกลี่ยกล่อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้เข้าร่วมด้วย ทำให้ได้พบว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งก็คิดจะปฏิวัติด้วยอยู่ด้วยเหมือนกัน จึงรวมกลุ่มกัน โดยมีพระยาพหลฯ รองจเรทหารบก เป็นหัวหน้าสายทหารบก หลวงสินธ์สงครามชัย เป็นหัวหน้าสายทหารเรือ นายปรีดี เป็นหัวหน้าสายพลเรือน กลายเป็นคณะราษฏรรวมทั้งสิ้น 102 คน ให้พระยาพหลฯ เป็นหัวหน้าคณะเพราะมีอาวุโสสูงสุด

ทีแรก นายปรีดีลังเลว่าควรปฏิวัติแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยการปลุกระดมชาวบ้านให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐฯ แบบในประเทศอื่นๆ ดี หรือว่าควรปฏิวัติแบบเฉียบพลันโดยใช้กำลังทหาร แต่ตอนหลัง นายปรีดีก็เห็นว่า ควรปฏิวัติแบบเฉียบพลันมากกว่า เหตุเพราะคนไทยส่วนใหญ่นิยมเจ้า เห็นทีจะปลุกระดมยาก การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยจึงนับได้ว่ามาจากคนชั้นกลางล้วนๆ ไม่ได้เกิดจากคนชั้นล่างลุกฮือแบบในประเทศอื่นๆ

ในช่วงก่อนปฏิวัติมีข่าวลือเกิดขึ้นก่อนหลายครั้ง จอมพล ป. (ร้อยโทแปลก ขิตตะสังคะ) สมัยเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วเคยออกมาเฉลยว่า ที่จริงแล้ว คณะราษฏรเป็นผู้ปล่อยข่าวลือออกไปเอง คือปล่อยข่าวแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลายๆ ครั้ง รัฐบาลจะได้ตายใจ คิดว่าไม่มีจริง พอปฏิวัติจริงจะได้ทำการได้ง่ายขึ้น นับว่า การปล่อยข่าวลือเป็นกลยุทธ์ที่ใช้การได้ดีเสมอมาในสังคมไทย เพราะคนไทยชอบเชื่อข่าวลืออยู่แล้ว  การเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นหลังการดุลข้าราชการออกเป็นรอบที่สาม ซึ่งเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด เพียงแค่สองเดือนเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในเช้าวันที่ 24 มิย 2475 นั้น นับว่าใช้เวลาสั้นที่สุดในโลก คือจบสิ้นภายใน 3 ชั่วโมง อีกทั้งยังไม่มีใครเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บเพียงแค่หนึ่งรายเท่านั้น สะท้อนถึงความพร้อมของคณะราษฏรและความอ่อนแอของรัฐบาลในเวลานั้นเป็นอย่างมาก คณะราษฏรอาศัยโอกาสที่ ร.7 แปรพระราชฐานไปหัวหินแบ่งกำลังกันบุกเข้าไปยึดกรมไปรษณีย์โทรเลข ไฟฟ้า ฯลฯ และจับตัว กรมพระนครสวรรค์ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในนครหลวง และสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาคนอื่นๆ ตลอดจนเสนาบดีหลายคนเป็นตัวประกัน การยึดกรมไปรษณีย์โทรเลขคือการตัดการสื่อสารทั้งหมด ทำให้รัฐบาลไม่สามารถสั่งการใดๆ ได้เลย คณะราษฏรได้วิธีการนี้มาจากหนังสือเทคนิครัฐประหารที่นายปรีดีนำมาจากประเทศอิตาลี หนังสือเล่มนี้แนะนำว่า การตัดการสื่อสารทั้งหมดเป็นวิธีปฏิวัติที่ง่ายที่สุด เสียเลือดเนื้อน้อยที่สุด หลักการนี้ได้ถูกนำมาเลียนแบบในการทำรัฐประหารของไทยอีกหลายครั้ง (ปฏิวัติทีไร ยึดสนามเป้าทุกที) คณะราษฏรได้ยื่นข้อเสนอให้รัชกาลที่ 7 ทรงร่วมมือกับคณะราษฏรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันรุ่งขึ้นรัชกาลที่ 7 ทรงรับข้อเสนอ เป็นอันสิ้นสุดการปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เมื่อปฏิวัติได้แล้ว คณะราษฏรฝ่ายทหารได้เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญของกองทัพไว้ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่มีความมั่นคงนัก เพราะเกรงว่าฝ่ายข้าราชการที่นิยมระบอบเก่า ซึ่งสูญเสียอำนาจไป จะกลับมายึดอำนาจคืนได้ทุกเมื่อ อีกทั้งยังต้องการแสดงด้วยว่า คณะราษฏรไม่ได้ต้องการยึดอำนาจมาเป็นของตนเอง ในการแต่งตั้งสภาชั่วคราว 70 คน จึงได้เลือกสมาชิกคณะราษฏรเข้าไปเพียงแค่ 33 คนเท่านั้น ที่เหลือให้เป็นโควต้าของพวกที่ฝักใฝ่ระบอบเก่าและอื่นๆ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดตำรามาก เพราะประเทศอื่นเวลาปฏิวัติแล้วจะเอาฝ่ายที่ฝักใฝ่ระบอบเก่าไปฆ่าให้หมด หลังการปฏิวัติในฝรั่งเศสและรัสเซียนั้นมีการประหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม แต่นี่นอกจากจะไม่ได้ฆ่าแล้ว ยังให้อำนาจอีก อันเป็นเหตุให้เกิดความโกลาหลทางการเมืองไทยอย่างมากในเวลาต่อมา

ในด้านฝ่ายบริหาร นายปรีดีได้เสนอพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมองว่าเป็นนักเรียนนอก แต่เคยรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท จึงน่าจะเป็นคนกลางที่ดีได้ ทำให้บุญหล่นทับ พระยามโนฯ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดของนายปรีดี เพราะที่จริงแล้ว พระยามโนฯ เป็นผู้ที่มีหัวคิดฝักใฝ่ระบอบเก่าเป็นอย่างมาก

ตอนแรก รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่คณะราษฏรร่างขึ้นกำหนดให้รัฐสภามีอำนาจมากกว่ารัฐบาล แต่ฝ่ายนิยมระบอบเก่าในสภาได้ต่อรองจนทำให้ในฉบับจริง (10 ธค 2475) อำนาจเปลี่ยนไปอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าช่วยให้พระยามโนฯ ซึ่งพวกนิยมระบอบเก่าหนุนหลังอยู่ มีอำนาจมาก (ในสภา นายปรีดีคุมเสียงข้างมากอยู่) และกลายเป็นลักษณะประหลาดของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้

พระยามโนฯ ค่อยๆ ล๊อบบี้ให้ พระยาทรงสุรเดช แกนนำคณะราษฏรคนสำคัญ หันมาฝักใฝ่ระบอบเก่า ช่วยให้รัฐบาลของพระยามโนฯ มีกองทหารหนุนหลังด้วย ต่อมาก็ออกกฏห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอีก เพื่อมิให้สมาคมคณะราษฏรซื่งเปิดรับสมาชิกอยู่ในเวลานั้น เติบใหญ่ได้ เป็ฯการลดทอนอำนาจของคณะราษฏรลงไปอีก ตอนนี้ นสพ.เริ่มวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพระยามโนแล้วว่าเป็นเผด็จการชัดๆ เพราะออกกฏอะไรก็ได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องผ่านสภา จนได้รับฉายาว่า ระบอบ “มโนเครซี” และกลายเป็นคำที่ฮิตติดปากสมัยนั้นไปเลย

เมื่อพระยามโนฯ ได้ทั้งอำนาจรัฐบาลและมีกองทหารหนุนหลังแล้วก็คิดต่อไปว่า ยังเหลือแต่สภาเท่านั้น ที่พวกคณะราษฏรยังมีอำนาจอยู่ เพราะมีพวกของนายปรีดีคุมเสียงข้างมาก จึงลดทอนอำนาจของสภาต่อไป ด้วยการออกพระราชกฤษฏีกาให้ปิดประชุมสภาและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ โดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ พระยามโนฯ ได้ตัดนายปรีดีและพวกออกจากคณะรัฐมนตรีหมด เหลือแต่พวกนิยมระบอบเก่าเท่านั้น มีการปล่อยข่าวลือว่านายปรีดีมีแผนจะยึดทรัพย์ของเอกชนทั้งหมดมาเป็นของรัฐฯ เพื่อกล่าวหาว่าเค้าโครงเศรษฐกิจที่นายปรีดีเป็นคนร่างเป็นคอมมิวนิสต์  จากนั้นก็ออก พรบ.คอมมิวนิสต์ ฉบับแรกของประเทศไทย เพื่อให้นายปรีดีมีความผิดและต้องถูกเนรเทศออกไปนอกประเทศในที่สุด เป็นการกำจัดผู้ที่ให้ตนเป็นนายกฯ และถือได้ว่าเป็นการยึดอำนาจคืนจากพวกคณะราษฏรได้หมดแล้ว

แต่สิ่งที่พระยามโนฯ พลาดไปก็คือ ปล่อยให้ ร้อยโท แปลก ขิตตะสังคะ หนึ่งในแกนนำคณะราษฏร ดำรงตำแหน่งที่คุมกำลังทหารในพระนครไว้มากที่สุด เพราะเห็นว่าเป็นแค่ทหารบกชั้นผู้น้อย และร้อยโทแปลกเองก็ทำตัวเงียบๆ มาตลอดหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร้อยโทแปลกได้ชักชวน พระยาพหลฯ ให้ทำรัฐประหารยึดอำนาจคืนกลับมาจากพระยามโนฯ อีกครั้ง โดยไม่เสียเลือดเนื้ออีกเช่นเคย พระยามโนฯ ยอมลี้ภัยไปต่างประเทศ พระยาพหลฯ กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สองของประเทศไทย รัฐบาลชุดใหม่เลิกประนีประนอมกับพวกนิยมระบอบเก่าและได้เชิญนายปรีดีให้กลับมาเมืองไทยเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง

สุดท้ายแล้ว คณะราษฏรก็ต้องยึดอำนาจเอาไว้เองจนได้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การปฏิวัติที่ไม่ยึดอำนาจเอาไว้เองนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะต่อให้เจตนาเช่นนั้นจริง แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามขึ้นสู่อำนาจได้แทน ภัยย่อมมาถึงตัว ฉะนั้นใครก็ตามที่ปฏิวัติ ก็จำเป็นต้องยึดอำนาจเอาไว้เอง เพื่อความปลอดภัยของคณะปฏิวัติ