0248: คณะราษฏร พ.ศ.2475 (2/6)

คณะราษฏร ก่อตั้งโดยกลุ่มนักเรียนไทยในฝรั่งเศส 7 คน คนสำคัญได้แก่ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) และหลวงพิบูลสงคราม (ร้อยโท แปลก ขิตตะสังคะ) เป็นต้น ทั้งหมดมีอายุเพียงแค่ 26-29 ปีเท่านั้น

กระแสเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นมีมาก่อนคณะราษฏรแล้ว เพราะเป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลกโดยเริ่มจากการปฏิวัติฝรั่งเศสแล้วลามไปทั่วโลก ในเวลานั้นเหลือแค่สยามประเทศเดียวในเอเชียเท่านั้น ที่ไม่ใช่ประเทศอาณานิคม ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง กลุ่มชนชั้นกลางโดยเฉพาะพวกที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ซึ่งเริ่มจะมีมากขึ้นแล้วในสมัยนั้น เริ่มเกิดกระแสว่า สยามควรเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย สมัยนั้นมีการพูดสอดเสียดทั่วไปว่า สยามเป็นประเทศเอกราชประเทศเดียวในโลกที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ

ในเวลานั้น เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ประกอบกับปัญหาขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากมีการใช้จ่ายอย่างมากในรัชกาลก่อน รัชกาลที่ 7 ทรงแก้ปัญหาด้วยการดุลข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้าราชการจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบเป็นชนชั้นกลาง เมื่อกลุ่มนักเรียนนอกกลับมารับราชการก็เริ่มชักชวนข้าราชการให้เข้าร่วมขบวนการอย่างลับๆ ซึ่งทำได้ไม่ยากนัก เพราะความรู้สึกไม่พอใจมีอยู่แล้ว ตอนแรกสมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมเป็นคนหนุ่ม ไม่มีอำนาจ จึงเกรงว่าอาจทำการกันไม่สำเร็จ คณะราษฏรจึงพยายามติดต่อเพื่อเกลี่ยกล่อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้เข้าร่วมด้วย ทำให้ได้พบว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งก็คิดจะปฏิวัติด้วยอยู่ด้วยเหมือนกัน จึงรวมกลุ่มกัน โดยมีพระยาพหลฯ รองจเรทหารบก เป็นหัวหน้าสายทหารบก หลวงสินธ์สงครามชัย เป็นหัวหน้าสายทหารเรือ นายปรีดี เป็นหัวหน้าสายพลเรือน กลายเป็นคณะราษฏรรวมทั้งสิ้น 102 คน ให้พระยาพหลฯ เป็นหัวหน้าคณะเพราะมีอาวุโสสูงสุด

ทีแรก นายปรีดีลังเลว่าควรปฏิวัติแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยการปลุกระดมชาวบ้านให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐฯ แบบในประเทศอื่นๆ ดี หรือว่าควรปฏิวัติแบบเฉียบพลันโดยใช้กำลังทหาร แต่ตอนหลัง นายปรีดีก็เห็นว่า ควรปฏิวัติแบบเฉียบพลันมากกว่า เหตุเพราะคนไทยส่วนใหญ่นิยมเจ้า เห็นทีจะปลุกระดมยาก การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยจึงนับได้ว่ามาจากคนชั้นกลางล้วนๆ ไม่ได้เกิดจากคนชั้นล่างลุกฮือแบบในประเทศอื่นๆ

ในช่วงก่อนปฏิวัติมีข่าวลือเกิดขึ้นก่อนหลายครั้ง จอมพล ป. (ร้อยโทแปลก ขิตตะสังคะ) สมัยเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วเคยออกมาเฉลยว่า ที่จริงแล้ว คณะราษฏรเป็นผู้ปล่อยข่าวลือออกไปเอง คือปล่อยข่าวแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลายๆ ครั้ง รัฐบาลจะได้ตายใจ คิดว่าไม่มีจริง พอปฏิวัติจริงจะได้ทำการได้ง่ายขึ้น นับว่า การปล่อยข่าวลือเป็นกลยุทธ์ที่ใช้การได้ดีเสมอมาในสังคมไทย เพราะคนไทยชอบเชื่อข่าวลืออยู่แล้ว  การเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นหลังการดุลข้าราชการออกเป็นรอบที่สาม ซึ่งเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด เพียงแค่สองเดือนเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในเช้าวันที่ 24 มิย 2475 นั้น นับว่าใช้เวลาสั้นที่สุดในโลก คือจบสิ้นภายใน 3 ชั่วโมง อีกทั้งยังไม่มีใครเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บเพียงแค่หนึ่งรายเท่านั้น สะท้อนถึงความพร้อมของคณะราษฏรและความอ่อนแอของรัฐบาลในเวลานั้นเป็นอย่างมาก คณะราษฏรอาศัยโอกาสที่ ร.7 แปรพระราชฐานไปหัวหินแบ่งกำลังกันบุกเข้าไปยึดกรมไปรษณีย์โทรเลข ไฟฟ้า ฯลฯ และจับตัว กรมพระนครสวรรค์ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในนครหลวง และสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาคนอื่นๆ ตลอดจนเสนาบดีหลายคนเป็นตัวประกัน การยึดกรมไปรษณีย์โทรเลขคือการตัดการสื่อสารทั้งหมด ทำให้รัฐบาลไม่สามารถสั่งการใดๆ ได้เลย คณะราษฏรได้วิธีการนี้มาจากหนังสือเทคนิครัฐประหารที่นายปรีดีนำมาจากประเทศอิตาลี หนังสือเล่มนี้แนะนำว่า การตัดการสื่อสารทั้งหมดเป็นวิธีปฏิวัติที่ง่ายที่สุด เสียเลือดเนื้อน้อยที่สุด หลักการนี้ได้ถูกนำมาเลียนแบบในการทำรัฐประหารของไทยอีกหลายครั้ง (ปฏิวัติทีไร ยึดสนามเป้าทุกที) คณะราษฏรได้ยื่นข้อเสนอให้รัชกาลที่ 7 ทรงร่วมมือกับคณะราษฏรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันรุ่งขึ้นรัชกาลที่ 7 ทรงรับข้อเสนอ เป็นอันสิ้นสุดการปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เมื่อปฏิวัติได้แล้ว คณะราษฏรฝ่ายทหารได้เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญของกองทัพไว้ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่มีความมั่นคงนัก เพราะเกรงว่าฝ่ายข้าราชการที่นิยมระบอบเก่า ซึ่งสูญเสียอำนาจไป จะกลับมายึดอำนาจคืนได้ทุกเมื่อ อีกทั้งยังต้องการแสดงด้วยว่า คณะราษฏรไม่ได้ต้องการยึดอำนาจมาเป็นของตนเอง ในการแต่งตั้งสภาชั่วคราว 70 คน จึงได้เลือกสมาชิกคณะราษฏรเข้าไปเพียงแค่ 33 คนเท่านั้น ที่เหลือให้เป็นโควต้าของพวกที่ฝักใฝ่ระบอบเก่าและอื่นๆ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดตำรามาก เพราะประเทศอื่นเวลาปฏิวัติแล้วจะเอาฝ่ายที่ฝักใฝ่ระบอบเก่าไปฆ่าให้หมด หลังการปฏิวัติในฝรั่งเศสและรัสเซียนั้นมีการประหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม แต่นี่นอกจากจะไม่ได้ฆ่าแล้ว ยังให้อำนาจอีก อันเป็นเหตุให้เกิดความโกลาหลทางการเมืองไทยอย่างมากในเวลาต่อมา

ในด้านฝ่ายบริหาร นายปรีดีได้เสนอพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมองว่าเป็นนักเรียนนอก แต่เคยรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท จึงน่าจะเป็นคนกลางที่ดีได้ ทำให้บุญหล่นทับ พระยามโนฯ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดของนายปรีดี เพราะที่จริงแล้ว พระยามโนฯ เป็นผู้ที่มีหัวคิดฝักใฝ่ระบอบเก่าเป็นอย่างมาก

ตอนแรก รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่คณะราษฏรร่างขึ้นกำหนดให้รัฐสภามีอำนาจมากกว่ารัฐบาล แต่ฝ่ายนิยมระบอบเก่าในสภาได้ต่อรองจนทำให้ในฉบับจริง (10 ธค 2475) อำนาจเปลี่ยนไปอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าช่วยให้พระยามโนฯ ซึ่งพวกนิยมระบอบเก่าหนุนหลังอยู่ มีอำนาจมาก (ในสภา นายปรีดีคุมเสียงข้างมากอยู่) และกลายเป็นลักษณะประหลาดของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้

พระยามโนฯ ค่อยๆ ล๊อบบี้ให้ พระยาทรงสุรเดช แกนนำคณะราษฏรคนสำคัญ หันมาฝักใฝ่ระบอบเก่า ช่วยให้รัฐบาลของพระยามโนฯ มีกองทหารหนุนหลังด้วย ต่อมาก็ออกกฏห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอีก เพื่อมิให้สมาคมคณะราษฏรซื่งเปิดรับสมาชิกอยู่ในเวลานั้น เติบใหญ่ได้ เป็ฯการลดทอนอำนาจของคณะราษฏรลงไปอีก ตอนนี้ นสพ.เริ่มวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพระยามโนแล้วว่าเป็นเผด็จการชัดๆ เพราะออกกฏอะไรก็ได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องผ่านสภา จนได้รับฉายาว่า ระบอบ “มโนเครซี” และกลายเป็นคำที่ฮิตติดปากสมัยนั้นไปเลย

เมื่อพระยามโนฯ ได้ทั้งอำนาจรัฐบาลและมีกองทหารหนุนหลังแล้วก็คิดต่อไปว่า ยังเหลือแต่สภาเท่านั้น ที่พวกคณะราษฏรยังมีอำนาจอยู่ เพราะมีพวกของนายปรีดีคุมเสียงข้างมาก จึงลดทอนอำนาจของสภาต่อไป ด้วยการออกพระราชกฤษฏีกาให้ปิดประชุมสภาและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ โดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ พระยามโนฯ ได้ตัดนายปรีดีและพวกออกจากคณะรัฐมนตรีหมด เหลือแต่พวกนิยมระบอบเก่าเท่านั้น มีการปล่อยข่าวลือว่านายปรีดีมีแผนจะยึดทรัพย์ของเอกชนทั้งหมดมาเป็นของรัฐฯ เพื่อกล่าวหาว่าเค้าโครงเศรษฐกิจที่นายปรีดีเป็นคนร่างเป็นคอมมิวนิสต์  จากนั้นก็ออก พรบ.คอมมิวนิสต์ ฉบับแรกของประเทศไทย เพื่อให้นายปรีดีมีความผิดและต้องถูกเนรเทศออกไปนอกประเทศในที่สุด เป็นการกำจัดผู้ที่ให้ตนเป็นนายกฯ และถือได้ว่าเป็นการยึดอำนาจคืนจากพวกคณะราษฏรได้หมดแล้ว

แต่สิ่งที่พระยามโนฯ พลาดไปก็คือ ปล่อยให้ ร้อยโท แปลก ขิตตะสังคะ หนึ่งในแกนนำคณะราษฏร ดำรงตำแหน่งที่คุมกำลังทหารในพระนครไว้มากที่สุด เพราะเห็นว่าเป็นแค่ทหารบกชั้นผู้น้อย และร้อยโทแปลกเองก็ทำตัวเงียบๆ มาตลอดหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร้อยโทแปลกได้ชักชวน พระยาพหลฯ ให้ทำรัฐประหารยึดอำนาจคืนกลับมาจากพระยามโนฯ อีกครั้ง โดยไม่เสียเลือดเนื้ออีกเช่นเคย พระยามโนฯ ยอมลี้ภัยไปต่างประเทศ พระยาพหลฯ กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สองของประเทศไทย รัฐบาลชุดใหม่เลิกประนีประนอมกับพวกนิยมระบอบเก่าและได้เชิญนายปรีดีให้กลับมาเมืองไทยเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง

สุดท้ายแล้ว คณะราษฏรก็ต้องยึดอำนาจเอาไว้เองจนได้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การปฏิวัติที่ไม่ยึดอำนาจเอาไว้เองนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะต่อให้เจตนาเช่นนั้นจริง แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามขึ้นสู่อำนาจได้แทน ภัยย่อมมาถึงตัว ฉะนั้นใครก็ตามที่ปฏิวัติ ก็จำเป็นต้องยึดอำนาจเอาไว้เอง เพื่อความปลอดภัยของคณะปฏิวัติ

41 thoughts on “0248: คณะราษฏร พ.ศ.2475 (2/6)”

  1. ปฏิวัติแล้วแบกต้นทุนเสี่ยงภัยสูงมาก สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครคืนอำนาจให้ประชาชน

  2. ทั้งหมดมีอายุเพียงแค่ 26-29 ปีเท่านั้น

    สมัยก่อนอายุขนาดนี้ก็เกือบเข้าวัยกลางคนแล้ว เพราะสมัยก่อนการแพทย์ การสาธารณสุขยังไม่ดี อายุขัยเฉลี่ยของคนสมัยนั้นน้อยกว่าสมัยนี้

  3. ชอบบทความนี้ครับ เห็นภาพชัดเจน..
    ขนาดผมเคยเรียนประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยก็ยังไม่เข้าใจเท่ากับอ่านบทความนี้ครับ

  4. ผมหมดตังไปเยอะเลยครับ กับการพยายามต่อจิกซอว์ครั้งนี้ -_-‘

  5. ชัดเจนดีครับ

    นั่งรออ่านต่อช่วง เข้มข้น 2490 , 2500

    1. มีครับ กะว่าจะเขียนไปจนถึงรสช.เลย แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควร

  6. อ่านแล้ว convincing มาก ๆ แต่ก็ชวนสงสัยหลายเรื่อง

    ที่แน่ ๆ การปฏิวัติหรือการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งในเมืองไทย นุ่มนวลเหลือเกิน
    จนเรียกได้ว่า ไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรชัด ๆ เลย ไม่เคยเจ็บแบบลึก ๆ เลย

    แบบนี้เมื่อไหร่จะได้เป็นซุเปอร์ไซย่าซักที เป็นแค่หยำฉา (แต่ก็มีชีวิตที่มีความสุขดีนะ ไม่ต้องไปสู้กับพวกบ้าพลังตลอดเวลา) 5555

    1. Too soft political evolutions in the past causes many issues become chronic. The society has never been mature. Making this country moving forward needs disruptive change(s).

      1. ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่มีใครที่อยากให้เกิดความรุนแรง ความตายมันไม่เหมือนเล่นเกม ชืวิตจริงมีได้ครั้งเดียว

      2. คณะราษฏร แบบโหดๆ นี่ก็เคยมีมาแล้วครับ ติดตามได้ในตอนต่อไป อิอิ

    2. อาจเป็นเพราะโครงสร้างกองทัพไทย ใครที่สั่งราบที่ 1 และราบที่ 11 ได้ก็เป็นอันรู้จักว่าคนนั้นมีอำนาจมากที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องประลองกำลังกันดูก็ได้

      การปฏิวัติส่วนใหญ่ในประเทศไทยจึงไม่ต้องนองเลือด

      1. ในดราก้อนบอล เขาบอกว่าการเป็นซูเปอร์ไซย่านั้นหมายถึง
        “ต้องเจ็บเจียนตาย ถ้าหายได้ จะเก่งขึ้น”
        ตอนนี้เราหวิดๆจะได้เป็นซูเปอร์ไซย่าแล้วมั้งครับ ๕๕๕

        ปล.เขียนได้เคลียร์ เข้าใจง่าย กว่าตำราทุกเล่ม
        ที่เคยเรียนมาในหลักสูตรการศึกษาไทย
        จะรอติดตามอ่านต่อครับ

  7. เขียนเรื่องซับซ้อนให้อ่านได้เข้าใจง่ายเช่นเคยครับ ชั่งโดนใจอะไรเช่นนี้

    มีคนบอกว่า ไม่ว่าจะเป็น 2475, 14 ตุลา, 6 ตุลา และ พฤษภา ล้วนเป็นการปฏิวัติโดย นักศึกษา,ปัญญาชน และ ชนชั้นกลาง

    แต่เร็วๆนี้ เราอาจได้เห็นการปฏิวัติโดยประชาชนจริงๆ (หมายถึง ในกลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติมีอยู่ทุกชนชั้น)

    ผลจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ แต่ใครๆเค้าก็มองว่าแย่แน่ วุ่นวายแน่

    ผมว่า มองโลกในแง่ดี เกิดในยุคนี้สนุกดีออก ได้เห็นอะไรแปลกๆครับ

    รอดูด้วยใจระทึก ปนซาดิสต์ เหอๆๆ

    เขียนต่อนะครับพี่ อย่าหยุด!!

  8. วันหยุดที่ผ่านมา ผมอ่านเจอเรื่องของ พระยามโนปกรณ์ฯ กับ คุณปรีดี พนมยงค์ ในหนังสือ nation สุดสัปดาห์

    พอไปอ่าน ประชาธิปไตย บนเส้นขนานแล้ว รู้สึกว่า บางครั้ง ผลประโยชน์ ทำให้เราลืมคำว่า ศีลธรรม ฯลฯ ไปได้นะครับ

    มีหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนถึงวิชา ประวัติศาสตร์ ว่า สิ่งที่เค้าจารึก เราสามารถนำมาศึกษาได้เรื่อยๆ
    และหลายครั้ง สิ่งเหล่านั้น มักจะย้อนกลับมาเป็นดังเดิม

    ขอบคุณพี่โจ๊กสำหรับข้อมูลนะครับผม ^^

  9. อ่านแล้วเข้าใจมากกว่าตอนเรียนจริง ๆครับพี่ สุดยอด

  10. เคยอ่าน มีบางครั้งรัฐวิสาหกิจร่วมปฏิวัติ บางครั้งก็มีกบฏนายสิบ กลยุทธต่างออกไปอีก

    1. Bodyguards & Assassins หนังที่คนไทย “ควรดู”
      หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นที่กลยุทธของ ดร.ซุน ฯเปลี่ยนระบอบสมบูรญาณาฯโดยมีทหารร่วมมือ แท้จริงแล้วกระแสต้านระบอบเก่ามาจากระบอบเก่าจัดการปัญหาคอรัปชั่นไม่ได้ตลอดมา เมื่อ ดร.ซุนฯชูนโยบายปราบปรามคอรัปชั่นขึ้นมาเป็นกลยุทธ์เด่น กลุ่มกรรมกร ยาจก พวกนักพนัน และพวกที่ไม่เคยสนใจการเมือง ก็ลุกฮือ เป็นพลังมหาศาล
      ประเทศไทยเราก็พัฒนามาจากระบอบเจ้าขุนมูลนาย ที่มีกฏคลาสสิคว่า ใครไกล้นายคนนั้นก็รุ่ง ระบบราชการและนักลงทุนพ่อค้าล้วนแต่พึ่งพาคอนเนคชั่นกับชั้นปกครองทั้งสิ้น ย่อมมีโอกาสเกิดคอรัปชั่นได้เป็นอย่างมาก
      ทุกวันนี้คนไทยรู้เต็มอกว่า รบ.กินมูมมาม ข้าราชการก็เบื่อสุดๆกับระบอบเก่าๆโบราณที่เต็มไปด้วยคอรัปชั่นและไขมันในองกรค์ แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรเพราะรู้แก่ใจว่าทุ่มเทขนาดไหนก็แพ้
      อย่างไรก็ตามวันนี้ได้มีระเบิดเวลาลูกหนึ่ง เรียกได้ว่าแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ผมทำนายเลยว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ อย่างฉับพลัน ธุรกิจที่พึ่งพาคอนเนคชั่นอำนาจเก่าจะล่มสลาย นักคิดใหม่ นักลัทธิใหม่จะมีโอกาสพิมพ์ตำราขายมากขึ้น ศก.ไทยจะเติบโตก้าวกระโดดเพราะพื้นฐานดีและมีสิ่งให้อัพเดทได้มากมายมหาศาล

      1. มั่นใจเหรอว่าเป็นระเบิดที่แรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ระเบิดด้าน

      2. เอาไว้จะอธิบายใหม่นะครับ คุณ ส 😀

  11. ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
    ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดรไป
    เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
    เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

    จวนแล้วครับ จวนแล้ว คงได้เห็นฟ้าสีทองในช่วงชีวิตนี้แหละ

    1. ช่วงนี้ทำไมมีหลายคนบอกผมว่าสงครามกำลังจะจบแล้ว

      เขามีอะไรกันหรือครับ ดูเหมือนผมจะตกข่าว

      1. ไม่ตกข่าวหรอกครับ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินกว่าแต่ก่อนมาก
        กรณีเขายายเที่ยง ไม่ว่าจะจบลงแบบไหน ก็ถือว่าดีกว่าแต่ก่อนมาก
        ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะเหรอ เงียบกริบ

        ผมบอกตรงๆว่าชอบนะครับ การที่มีสีนั้นสีนี้เกิดขึ้นมา ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
        คนจะทำอะไรไม่ถูกไม่ต้องก็เสี่ยงต่อการโดนซักฟอกมากขึ้นโดยฝ่ายตรงข้าม

        ขอประนามแต่การใช้ความรุนแรงทุกฝ่ายเท่านั้นแหละ

      2. ประเทศที่เข้าสู่ยุคทองจะขึ้นแรง หลังจากนั้นก็เข้ายุคมืดยาว เป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าจังหวะที่ขึ้นแรงก็ควรรีบวางระบบใหม่ ปลดแอกสื่อให้มีเสรีภาพอย่างน้อยให้เท่าCNNหรือBBCอย่างถาวร เปิดความคิดคนให้รู้ตัวว่ากำลังแข่งขันกับประเทศอื่น จากนั้นก็ปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจพัฒนาตนเอง ด้วยการเลือกของตัวเอง

  12. ทุกยุคทุกสมัย คนต่างก็ใฝ่ฝันถึงฟ้าสีทองผ่องอำไพของตนเองทั้งนั้น

    คนดีและเก่งอย่าง ดร.ซุน ปฏิวัติประเทศจีน สุดท้ายก็เพียงได้ เจียงไคเช็ค จอมเผด็จการที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น
    ประธานเหมา ปฏิวัติจีนเป็นคอมมิวนิสต์ สุดท้ายคนอย่างแก๊งสี่คนก็ขึ้นมามีอำนาจ
    เติ้งเสี่ยวผิง ปราบแก๊งสี่คน กลับต้องเข่นฆ่านักศึกษาที่เทียนอันเหมิน

    คณะราษฎร์ปฏิวัติประเทศไทยได้ แต่กลับไม่ยอมให้ตั้งพรรคการเมืองอยู่สิบกว่าปี การเมืองหลัง 2475 ช่วงแรกคือการยึดอำนาจและทำลายล้างอำนาจเก่า หลังจากนั้นก็เป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างปรีดีกับจอมพล ป.จนกระทั่งเกือบกึ่งพุทธศตวรรษ ประชาชนหายไปจากเวทีอำนาจนานทีเดียว

      1. ขอบคุณสำหรับคำชมครับ ผมเป็นรุ่นน้องพี่ที่วิศวฯ และตามอ่าน blog พี่ตลอด มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย (หลังๆเริ่มไม่เห็นด้วยมากขึ้น) ช่วยเพิ่มรอยหยักในสมองดีครับ

        อยากเสริมนิดนึงว่า เรื่องราวที่พี่เล่ามาเกี่ยวกับพระยามโนฯข้างบน กินระยะเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้นครับ 27 มิ.ย. 2475- 20 มิ.ย. 2476 ช่วงวิกฤติการณ์ เวลาแค่ 1 ปีก็เปลี่ยนประเทศไปมากโขครับ

  13. สวัสดีครับ มาลงชื่อครับ เขียนได้ดีครับ รออ่านต่อนต่อไปครับ ช่วงนี้การเมืองเข้มดีเนอะ พระดีจริงๆ อิอิ

  14. ผมชอบคำนี้ “ข่าวลือมักใช้ได้กับคนไทย” ถ้าจะจริง ใครลือเก่งกว่าก็จะชนะ

  15. ประการแรกเลย ก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า ในฐานะที่ตนเองเป็นคนชื่นชอบภาษาไทย และดนตรีไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้มีโอกาสศึกษาและทำความเข้าใจในทั้ง ๒ ศาสตร์นี้มาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่นับว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้แตกฉานในเรื่องนี้อย่างปราดเปรื่อง เหมือนกับท่านที่เป็นเอกทางด้านนี้โดยตรง อาทิเช่น ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา (อบ.) ที่ตนเองเคารพ และอีกหลายๆ ท่านก็ตาม แต่ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างแล้วว่า ตนมีความชอบในในภาษา และดนตรีไทย จึงขอพูดคุย และ แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับข้อความนี้บ้าง
    1. จริงอยู่ที่ว่าภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังเช่นที่คุณ… ได้ยกตัวอย่างว่า สมัยก่อนแต่หนหลัง เขียน “เป็น” ว่า “เปน”
    ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวคิดว่า คนสมัยก่อนเองก็คงไม่ออกเสียง คำว่า “เปน” ลากยาวจนกลายเป็น คำเป็นแน่ แต่คนส่วนใหญ่สมัยนั้น คงออกเสียงสั้นเสียมากกว่า ฉะนั้นแล้ว จะเขียนให้ผิดอยู่ทำไม ขัดแย้งกันเอง
    ดังนั้นคำว่า “เปน” จึงต้องเขียนว่า “เป็น” ตามลักษณะการออกเสียงของมัน ซึ่งตรงนี้ถ้าถามว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ก็ตอบว่า เป็นการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีประโยชน์ และ ทำให้การศึกษาตรงไปตรงมามากยิ่งขึ้น
    2. ภาษาเป็นเรื่องของศิลปะ ดังเช่นการวาดภาพระบายสี คุณจะวาดอย่างไรก็ได้ แต่ด้วยลักษณะที่เป็นมาตรฐาน แลยอมรับกันในวงการจำเป็นต้องมี เช่น การวาดภาพสีน้ำมัน การวาดภาพสีน้ำ เป็นต้น
    ภาษาก็เช่นกัน คุณจะพูด อ่าน และ เขียนอย่างไรก็ได้ แต่ที่สุดแล้ว คุณก็ต้องแบ่งแยกให้ได้ว่า คำใด เป็นมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ สามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ และมีประโยชน์ ตลอดจนโต้ตอบได้
    ดังนั้น หากคำแสลงจะเกิดขึ้น ก็ไม่เสียหาย ซึ่งส่วนตัวโดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนก็มีคำแสลงใช้กัน เช่น
    “วันนี้ เป็นอะไรก็ไม่รู้ มูกู้ ทั้งวัน พวก มูลาคู่ ทั้งหลาย ต่างพากันกวนใจ”
    แต่ถามว่าสื่อสารให้คนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนในกลุ่มเข้าใจได้หรือไม่ ก็ตอบว่าไม่เข้าใจแน่นอน ดังนั้น จึงไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ในทันที ดังนี้แล้วจะทำไปเพื่ออะไร ไม่มีประโยชน์ ซึ่งแท้ที่จริงควรพูดว่า
    “วันนี้ เป็นอะไรก็ไม่รู้ วุ่นวายทั้งวัน พวกหมาทั้งหลาย ต่างพากันกวนใจ”
    ดังนั้น สรุปได้ว่า หากจะใช้คำแสลง ก็ควรเป็นเฉพาะกลุ่ม ไม่ควรบัญญัติเป็น พจนานุกรมภาษาแต่อย่างไรดัง
    พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานการประชุมคณะกรรมการชุมนุมภาษาไทย ในการประชุมทางวิชาการ ของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕
    ” … เรามีโชคดีที่มีภาษาเป็นของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้ … ”
    3. ส่วนเรื่อง ศิลปะ และดนตรีไทยนั้น ก็ต้องเห็นใจคนที่ไม่มีความสามารถทางด้านดนตรีไทย หรือ ศิลปะไทย เพราะเนื่องจากว่า ในการหัดเล่นเครี่องดนตรีไทย ตั้งแต่เริ่มแรกนั้นยากพอสมควร จึงทำให้หลายคนท้อแท้ และหมดกำลังใจ ที่จะพยายามหัดเล่น ที่พูดได้ก็เพราะตนเอง รู้สึกว่ายากอยู่เหมือนกัน ในการที่จะหัดเล่นเครื่องดนตรีไทย แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะแล้ว จึงรู้สึกว่าง่าย จนทุกวันนี้สามารถ เล่น ระนาด ฆ้องวง ซอ จะเข้ ขลุ่ย และขิมได้
    ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ไม่น่าจะเป็นการกีดกัน หรือห้ามเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แต่อาจจะเป็นเพราะ การหัดเล่นดนตรีไทยในระยะเริ่มแรกนั้น จะต้องเล่นให้ถูกต้องเสียก่อน ถ้าเล่นเป็นจนคล่องแคล่วแล้ว คุณจะ ตีลังกาสีซอ ขี่คอตีระนาด ก็ไม่มีใครว่าคุณ ดังเช่นที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
    นี้จึงสรุปได้ว่า ที่ดนตรีไทย ตาย ไม่ใช่เพราะ นักอนุรักษ์นิยมกีดกัน แต่เป็นความอดทน ที่มีขีดจำกัดของเด็กไทยในปัจจุบันมากกว่า ที่ไม่สามารถผ่านพ้นหลักสูตรแรกไปได้
    จึงฝากไว้ให้คิดค่ะ และขอขอบคุณที่มีเวทีให้แสดงความคิดเห็น คำพูดบางคำมิได้เจตนาว่าใคร หากผิดพลาดประการใด ก็ขออภัย และรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว
    พิมณพัฒน์ ไทยปิยะติณวัฒนานนท์
    อบ. (ภาษาต่างประเทศ) วทบ (วิทยาการคอมพิวเตอร์)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *