เลือกตู้ปลา

เวลาจะเริ่มต้นเลี้ยงปลาสวยงาม อุปกรณ์อย่างแรกที่ต้องซื้อเลยน่าจะได้แก่ตู้ปลานะครับ

ขนาดตู้ปลาเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ที่แนะนำ คือ แบบกว้าง 24 นิ้ว เพราะเป็นขนาดมาตรฐาน ทำให้หาอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ง่ายที่สุด และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ตู้ปลายิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี เพราะตู้ที่เล็กเกินไปจะทำให้ค่าต่างๆ ของน้ำในตู้ปลาเสถียรได้ยาก หากเป็นขนาดที่ใหญ่กว่า 24 นิ้วได้ก็ยิ่งดี แต่ว่าน้ำหนักของน้ำจะเริ่มมาก ไม่เหมาะกับมือสมัครเล่น

ถ้าหากรู้สึกว่า 24″ ยังใหญ่เกินไปสำหรับบ้านของคุณ อาจเลือกเป็นขนาด 20″ หรือ 18″ ก็ยังได้ แต่ไม่แนะนำตู้ที่ขนาดเล็กกว่า 18″ แล้ว สรุปก็คือ 24 นิ้วหรือใหญ่ที่สุดเท่าที่ห้องของคุณจะรับได้

ลองคิดดูนะครับว่า ปลาของเราต้องถ่ายของเสียออกมาทุกวัน ถ้าเราเลี้ยงปลาให้โถ มันฉี่ออกมาแต่ละครั้ง ความเข้มข้นของสารพิษในน้ำจะสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากน้ำทั้งหมดมีปริมาณน้อย แต่ยิ่งใช้ตู้ขนาดใหญ่ขึ้นเท่าไร สารพิษที่ปลาปล่อยออกมาแต่ละครั้งก็จะยิ่งเจือจางมากเท่านั้น ทำให้ปลาสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่านั่นเอง สิ่งแวดล้อมในตู้ปลานั้นยังไงก็แตกต่างจากแหล่งน้ำในธรรมชาติที่ปลาอยู่ เพราะแหล่งน้ำธรรมชาติมีการหมุนเวียนของน้ำมากกว่า

ถ้าจำเป็นต้องเลี้ยงปลาตู้เล็กๆ จริงๆ เช่น ตู้ปลานาโน อยากให้เลี้ยงปลาขนาดจิ๋วๆ เท่านั้น หรือถ้าเป็นปลาขนาดเล็ก ก็ควรเลี้ยงเพียงแค่ 2-3 ตัวเท่านั้น เพื่อไม่ให้ปลาอึดอัด

ส่วนช่วงยาวและช่วงลึกของตู้ปลานั้น ไม่สำคัญเท่าไร ยกเว้น ปลาที่เจริญเติบโตตามแนวตั้งด้วย เช่น ปลาเทวดา แต่ช่วงกว้างของตู้ปลานั้น ควรมีความกว้างอย่างน้อยที่สุดเกิน 4 เท่าของขนาดความกว้างของชนิดของปลาที่เราจะเลี้ยง เพื่อให้มันมีที่สำหรับว่ายได้สะดวกนั่นเอง

ชนิดของปลาที่เราต้องการจะเลี้ยง ต้องสัมพันธ์กับปริมาตรของตู้ปลาที่เราซื้อด้วย สูตรอย่างง่ายก็คือ ปลายาว 1 ซม. ต้องการที่อยู่อาศัยอย่างน้อย 1 ลิตร ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการเลี้ยงปลาหางนกยูง ซึ่งมีความยาวลำตัวประมาณ 3 ซม. จำนวน 10 ตัว ก็ควรใช้ตู้ปลาที่มีปริมาตรอย่างน้อย 30 ลิตร เป็นต้น

อีกตัวอย่างหนึ่ง สมมติว่าตู้ปลาขนาด 18 นิ้ว มีสัดส่วน กxยxส คือ 45x27x30 ซม. หรือเท่ากับ 36.45 ลิตร (1 ลิตรเทากับ 1,000 ลบ.ซม.) ก็เลี้ยงปลาได้ 36 ซม. ถ้าปลาที่เราจะเลี้ยงหนึ่งตัวยาว 4 ซม.ก็เท่ากับเลี้ยงได้ 9 ตัว เป็นต้น

วัสดุที่ใช้ทำตู้ปลามีทั้งกระจก และอะคริลิก ข้อดีของตู้กระจกคือไม่เกิดรอบขีดข่วนง่าย แต่ข้อเสียคือน้ำหนักมากกว่า

สมัยนี้มีตู้ปลาแบบด้านข้างเป็นมุมโค้งไร้รอยต่อ ช่วยให้มองเห็นปลาได้มากขึ้น เพราะไม่มีกรอบด้านข้างมาบังทัศนียภาพ แต่ด้านล่างและด้านข้างของตู้ก็ยังมีรอยต่ออยู่ดีและใช้ซิลิโคนเป็นกาวประสานเสียด้วย จึงต้องระมัดระวังเรื่องซิลิโคนเสื่อมคุณภาพถ้าหากใช้งานไปนานๆ เพราะอาจจะทำให้เกิดการรั่วซึมได้ อันที่จริงการรั่วซึมคงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย สักปีสองปีค่อยมาตรวจสอบสักทีก็ได้ แต่ถ้าอยากมั่นใจสุดๆ ไปเลย ก็เลือกตู้แบบที่มีขอบโลหะด้วยจะมั่นใจมากกว่า

ประการสุดท้ายที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับการเลือกตู้ปลาคือ เราจะเอาตู้ปลามาตั้งไว้บนอะไร เพราะน้ำหนักของน้ำในตู้ปลานั้นไม่ใช่น้อย โดยน้ำหนึ่งลิตรจะหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ต้องวางแผนให้ดีกว่าจะเลือกตั้งตู้ปลาไว้ตรงไหนของห้อง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วควรเป็นบริเวณที่แสงแดดส่องไม่ถึงตรงๆ เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดตะไคร้น้ำในตู้ปลา และต้องเป็นบริเวณที่เสียบปลั้กไฟได้ง่าย แต่ถ้าเกิดการรั่วซึมแล้ว น้ำจะไม่เข้าปลั้กไฟ และถ้าจะดีที่สุดไม่ควรอยู่ใกล้แอร์ หรือกำแพงฝั่งที่โดนแสงแดดไม่ว่าตอนเช้าหรือบ่าย เพื่อให้การเปลี่ยนของอุณหภูมิระหว่างวันเกิดขึ้นน้อยที่สุดด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *