เศรษฐกิจสร้างสรรค์

potterนวนิยายเรื่องแฮรี่พอตเตอร์ ทุกภาครวมกัน ทำรายได้ทั้งในรูปแบบของหนังสือ ภาพยนตร์ ดีวีดี รวมกันมากกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั่วโลกหรือถ้าคิดเป็นเงินไทยก็มากกว่าเจ็ดแสนล้านบาท
ถ้าลองนึกดูให้ดี สินค้าเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากตัวหนังสือบนกระดาษที่ เจ เค โรวลิ่ง ใช้จินตนาการแล้วเขียนมันขึ้นมาเป็นเรื่องราวเท่านั้น
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มันไม่ได้ใช้ทรัพยากรอะไรของประเทศอังกฤษเลย ไม่ต้องใช้วัตถุดิบทางกายภาพอะไรด้วย แต่มันสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างมากมายมหาศาล ไม่รู้ว่าถ้าเราจะต้องส่งออกสินค้าอย่างอื่น เช่น เหล็ก น้ำมัน ข้าว เพื่อเอาไปแลกกับเงินตราต่างประเทศจำนวนเท่ากัน เราจะต้องขุดทรัพยากรออกมาขายมากมายขนาดไหน
ยิ่งถ้าหากนับเป็นในแง่ของ “มูลค่่าเพิ่ม” ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะต้นทุนกายภาพของนวนิยายมีแต่น้ำหมึกกับกระดาษแค่นั้น ส่วนที่เหลือเป็นกำไรล้วนๆ
คิดขึ้นมาแล้วขนลุกนะครับ ว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นี่มันมีศักยภาพมากขนาดไหน คือแทบไม่ต้องขุดทรัพยากรของประเทศขึ้นมาขายเลย แต่กลับทำมาร์จิ้นได้สูงกว่าการขายสินค้าที่เป็นเชิงกายภาพเป็นอย่างมาก
ประเทศอังกฤษมีคนแบบ เจ เค โรวลิ่ง ส่วนสหรัฐอเมริกาก็มีคนแบบสตีฟ จ็อบส์ คนที่กล้าทำตามความฝันของตัวเองโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง และสิ่งที่เขาสร้างขึ้นตามความเชื่อของเขา ก็กลายมาเป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ และมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนทั้งโลก ผู้คนยินดีจ่ายเงินซื้อสินค้าของแอ็ปเปิ้ลแบบไม่เกี่ยงราคา เพราะสินค้าของแอ๊ปเปิ้ลไม่ได้เป็นแค่โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ แต่มันมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ผู้บริโภคตีค่าของมันมากกว่าแค่มูลค่าของตัวฮาร์ดแวร์
บริษัทแอ๊ปเปิ้ลบริษัทเดียวมีมูลค่าตลาดสูงถึง 11 ล้านล้านบาท หรือมีค่ามากพอๆ กับมูลค่าตลาดของทุกบริษัทในตลาดหุ้นไทยรวมกัน
การแข่งขันในเวทีโลกสมัยใหม่ไม่ใช่แค่การแข่งกันสร้างยอดขายให้ได้มากๆ เท่านั้น แต่คือการทำอย่างไรให้ขายสินค้าให้ได้มูลค่่าเพิ่มมากๆ ด้วย และเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์นี่แหละที่เป็นช่องทางสำคัญที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก
ถ้าดูผิวเผินแล้วเหมือนเป็นเรื่องของโชคนะครับ ที่ประเทศหนึ่งอาจจะบังเอิญมีคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากๆ คนหนึ่งเกิดขึ้นมา แล้วคนๆ เดียวก็สามารถก่อให้เกิดธุรกิจที่สร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนอีกจำนวนล้านๆ ในประเทศได้ แต่ที่จริงแล้ว การที่ประเทศหนึ่งจะผลิตคนแบบ เจ เค โลวริ่ง หรือสตีฟ จ๊อปส์ ขึ้นมาได้หนึ่งคน มันมีอะไรลึกๆ มากกว่าคำว่าความบังเอิญมาก
เรื่องประหลาดอย่างหนึ่งที่เราอาจจสังเกตกันได้ก็คือ ทำไมเว็บไซต์ชื่อก้องโลกทั้งหลาย อย่างเช่น กูเกิล เฟสบุ้ค ทวิตเตอร์ ถึงต้องมีถิ่นกำเนิดในสหรัฐทั้งสิ้น ไอเดียทางธุรกิจเหล่านี้จริงๆ แล้วประเทศไหนก็น่าจะคิดได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสหรัฐ แต่ทำไมสุดท้ายแล้ว เว็บไซต์ยอดฮิตทั้งหลายถึงโดนผูกขาดโดยบริษัทสัญชาติอเมริกัน
ผมว่าการสร้างข้อได้เปรียบในเชิงแข่งขันของเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์นั้นมีอะไรที่ลึกลับซับซ้อน มองไม่เห็นได้ง่ายๆ ด้วยตาเปล่า และต้องใช้เวลาสั่งสมนานนับสิบๆ ปี ไม่ใช่แค่เอาเงินงบประมาณของรัฐมาอุดหนุนแบบสาดเงินลงไปเยอะๆ แล้วภายในปีสองปีก็โงหัวขึ้นมาได้ มันมีอะไรที่ลึกกว่านั้นมาก
ในหลายๆ แง่มุมนั่น มันคือเรื่องของการสร้างวัฒนธรรม เช่น การสอนเยาวชนของชาติให้กล้าคิด กล้าทำ มีความรู้สึกในแง่บวกกับสิ่งใหม่ ไม่กลัวความล้มเหลว การสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีสุนทรีย์ศาสตร์ การยอมรับความแตกต่าง การมีช่องทางให้คนที่อยากยึดอาชีพเป็นศิลปินสามารถเลี้ยงตัวเองได้ และอาจจะรวมไปถึงการยอมให้เด็กๆ แหกกฎเกณฑ์ต่างๆ ด้วย
ถ้าเราไม่มีความสำเหนียกมากพอที่จะมองเห็นความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งของสิ่งเหล่านี้ ก็ยากที่เราจะพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้แข่งขันกับเวทีโลกได้ครับ

One Reply to “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *