0250: ธรรมเนียมรอคนมาสาย

บ้านเรามีธรรมเนียมอย่างหนึ่งคือ ให้รอคนมาสาย เสมอ

เวลามีแล็คเชอร์ งานสัมมนา งานพิธี หรือการจัดไปเที่ยวต่างๆ เป็นที่เข้าใจกันว่าต้องรอคนมาสาย ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมสังคมไทยถึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรทำอย่างนี้ เหตุผลที่พอจะจินตนาการได้อาจเป็น เรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คือ ผู้ที่มาสายเขาคงมีความจำเป็นล่ะมั้ง เช่น เขาอาจเป็นเหมือนเด็กหญิงวัลลี (the argument goes) ที่จะต้องอยู่ช่วยแม่แก่ๆ ขายของตอนเช้า เสร็จแล้วก็ต้องรีบวิ่งเท้าเปล่ามาโรงเรียนอีกสิบกิโล ทำให้มาสายก็ได้ 

และพอมาถึงแล้วครูถามว่า ทำไมมาถึงสาย เด็กหญิงวัลลีจะไม่ปริปากพูด เพราะเด็กหญิงวัลลีเป็นคนที่ไม่ชอบแก้ตัว ปล่อยให้ครูเข้าใจผิดและตีเธออย่างรุนแรงทุกวัน ดังนั้นถ้าหากพวกเราลงโทษคนที่มาสายด้วยการไม่รอ พวกเราอาจเผลอไปทำร้ายคนแบบเด็กหญิงวัลลีอยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพื่อความปลอดภัยของพวกเราเอง ที่จะไม่ก่อโศกนาฏกรรมกันขึ้นโดยไม่รู้ตัว ควรรอคนมาสายดีกว่า นั่นอาจเป็นตรรกหนึ่งที่เป็นไปได้ก็ได้

วิธีคิดแบบไทยๆ นั้น ถ้าหมู่คณะไม่ยอมรอคนที่มาสาย คนที่มาสายจะดูน่าสงสารอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน การที่คนตรงเวลาอีก 99 คนที่ต้องมาทนนั่งรอคนๆ เดียวที่มาสายนั้น กลับดูไม่น่าสงสารเลยแม้แต่น้อย  เวลาของคนมาสายมีค่าสุดๆ แต่เวลาของคนตรงเวลาไม่มีค่าเลย 

ในระหว่างที่รอคนมาสายนั้น อาจารย์ก็มักจะบ่นคนมาสายไปด้วย เช่น พวกเธอว์ไม่รู้จักเวร่ำเวลา พวกเธอว์ไม่เคยเห็นความสำคัญของวิชานี้ เป็นต้น ซึ่งเป็นการบ่นผิดคน เพราะคนที่ต้องทนฟังอาจารย์บ่นคือคนที่มาทัน ส่วนคนที่มาสาย นอกจากจะไม่ต้องหูชาแล้ว มาถึงปุ๊บก็ยังได้เรียนทันที ไม่ต้องเสียเวลารออีกต่างหาก

กติกาให้รอคนมาสายนี้ช่วยทำให้ ณ จุดสมดุล ทุกคนจะมาสายกันหมด เพราะการมาสายกลายเป็นกลยุทธ์เด่น โดยคนที่ได้ประโยชน์ไปมากที่สุดคือคนที่กะเวลาให้ตัวเองมาสายได้เป็นคนรองสุดท้ายได้พอดี เพราะคนๆ นี้จะเสียเวลานั่งรอน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันยังไม่ถูกเพื่อน ประณามอีกด้วย เพราะอ้างได้ว่า ยังไงก็ต้องรอคนสุดท้ายอยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้ทำให้ทุกคนช้าลงแต่อย่างใดๆ

และเพราะเกมนี้เป็นเกมแบบ infinte repetitive game ด้วย ทำให้ในที่สุด บ้านเราจึงเกิดธรรมเนียมการนัดแบบไทยๆ ขึ้น คือ ถ้านัดแปดโมงก็ให้เป็นที่เข้าใจกันเองว่าหมายถึงล้อหมุนจริงๆ สิบโมง ถ้านัดเก้าโมงก็หมายถึงล้อหมุนสิบเอ็ดโมง เป็นต้น เป็นธรรมเนียมที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจกัน เพราะฉะนั้น ที่จริงแล้วใครที่มาแปดโมงเองก็ต้องถือว่าเป็นความผิดของคนที่มาตรงเวลาเอง (โง่เอง) ที่ไม่เข้าใจขนบธรรมเนียม ไม่ใช่ความผิดของคนที่มาสายอีกต่อไป

ธรรมเนียมรอคนมาสายเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของ Bad Reward System เท่านั้นนะครับ

26 Replies to “0250: ธรรมเนียมรอคนมาสาย”

  1. ทำให้เกิดคำถามในใจผมว่า ฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ฯลฯ เค้าไม่รอคนมาสายบ้างเลยเหรอครับ??
    เป็นเฉพาะคนไทยประเทศเดียวในโลก จริงๆเหรอ ^^

  2. ณ จุดสมดุล ทุกคนจะมาสายกันหมด เมื่อเกิดเช่นนี้บ่อยๆ ท่านประธานมาสายที่สุดเสมอ อย่างมีนัยสำคัญ
    เมื่อเริ่มสัมนา ทุกคนก็อยากจะกลับก่อนเพราะเสียโอกาสทำอย่างอื่น นั่งฟังก็ง่วงนอนไม่รู้เรื่องที่ประธานพูด ณจุดสมดุลตรงนี้ คือ หาทางกลับก่อนคนอื่น คนในงานจึงโล่งมากขึ้นเรื่อยๆ
    ผู้จัดสัมนาทนไม่ได้กับพฤติกรรม Bad Reward เช่นนี้ จึงนัด ลงทะเบียนเข้างานสัมนาเช้ามากๆ เช่น 07.00น.(เผื่อรอคนมาสาย)มีการเช็คตอนพักเที่ยงและเช็คชื่อหลังจบงานสัมนาเพื่อยืนยันว่านั่งฟังอยู่จริง แต่วิธีการนี้ก็ทำผู้จัดงานเสียเวลาตรวจเช็คยอดผู้ฟังเป็นอย่างมาก จึงต้องเลือกว่าจะเช็คชื่อครั้งเดียวแต่เวลาไหนดี เขาจึงเลือกเช็คตอนเที่ยง ผลปรากฏว่าตอนเที่ยงผู้ฟังจะแน่นมาก แต่ก่อนเที่ยง กับ หลังเที่ยงคนจะโล่งมาก ท่านประธานก็พูดไปเรื่อยๆเหมือนละครเวทีที่ไม่มีคนดู:D
    ขอให้พี่โจ๊กมีสุขภาพแข็งแรง:D

  3. ต้องแจกชุด Happy Meal คนมาก่อน… คนมาสายจะได้อยากมา(กิน) เร็วขึ้นอีกนิด อิ อิ…

  4. อันนี้ใช่เลยครับ อย่างที่ทำงานผมนี่มันก็จะกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่ากัปตัน จะมาถึงหลังเวลานัดเล็กน้อย (คือเค้าจะพยายามมาให้เป็นคนสุดท้าย) เพราะว่า ถ้ากัปตันมาก่อน แล้วมีลูกเรือคนอื่น ๆ มาทีหลัง แม้ว่าจะออนไทม์ แต่ก็ทำให้ลูกเรือรู้สึกไม่ดี
    เพราะต้องให้กัปตันซึ่งเป็นผู้ใหญ่มารอ
    ซึ่งปกติเวลานัดนี่ ถ้าคนมาครบแล้ว ต่อให้ก่อนเวลา ก็จะไปกันเลย กัปตันเลยไม่อยากให้ลูกเรือรู้สึกแบบนั้น เลยต้องเป็นคนมาสายซะเอง (เล็กน้อย) เพื่อให้อย่างน้อย คนที่มาออนไทม์แบบฉิวเฉียด ก็จะได้ไม่ต้องรู้สึกไม่ดี หากจะต้องให้กัปตันมานั่งรอ

  5. เรื่องเด็กหญิงวัลลีนี่ผมก็ประชดไปงั้นนะครับ

    แต่เรื่องที่ฝรั่งและญี่ปุ่นซีเรียสเรื่องการตรงต่อเวลามากกว่าคนไทย นี่เป็นเรื่องจริงนะครับ (unfortunately)

    ผมไม่เชื่อว่าฝรั่งมีจิตสำนึกมากกว่าคนไทย ถ้าคนส่วนใหญ่มาสาย ผมก็เชื่อว่า ฝรั่งก็ไม่กล้าไม่รอเหมือนกัน แต่ที่เขาไม่รอได้ เป็นเพราะคนมาสายมักเป็นคนส่วนน้อยมากๆ แล้วทำไมคนมาสายบ้านเราถึงเยอะ ก็เป็นเพราะระบบของเราเลือกลงโทษคนมาตรงเวลา ทำให้คนตรงเวลาส่วนหนึ่งต้องหันไปมาสายแทน จะได้ไม่ถูกลงโทษ คนมาสายจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ reward system ของเราไม่ดี จึงบีบคั้นในคนหันไปทำไม่ถูกต้อง และถ้าคนทำไม่ถูกต้องมีมากขึ้นจนถึงจำนวนหนึ่งก็จะเกิด tipping point ขึ้น ทำให้กติกาเปลี่ยนเป็น คนเคยทำไม่ถูกกลายเป็นถูก คนเคยทำถูกกลายเป็นผิด

    การเอื้ออาทรก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาก็คือ เรามักเอื้ออาทรคนทำไม่ถูกต้อง at the expense of คนที่ทำถูก ตรงนี้แหละที่แย่

  6. ไม่ค่อยเห็นด้วยแฮะ ผมว่าต้องแยกเป็นเรื่องๆมากกว่า ถ้าเป็นเรื่องงานมาสายต้องถูกต่อว่าแน่นอน ถ้าเป็นการนัดกันแบบเพื่อนอันนี้ก็มีการหยวนๆ เหมือนเป็นนิสัยของคนไทย แต่หลังๆผมสังเกตว่าแม้จะนัดกันแบบเพื่อนแต่ถ้ามาสายก็โดนต่อว่าแล้วนะครับ

    ส่วนฝรั่งกับญี่ปุ่นอันนี้ไม่ต้องพูดถึง ต้องตรงเวลาเท่่านั้น ถ้ารู้ตัวว่าจะสายต้องหาทางแจ้งให้คนอื่นรู้

    ลึกๆแล้วเหตุผลที่แต่ก่อนผมไม่ค่อยอยากจะว่าเพื่อนที่มาสายเพราะมันชอบอ้างว่ารถติด ซึ่งเป็นคำแก้ตัวที่ฟังแล้วดูมีเหตุผลสำหรับคนกรุงเทพมากๆ เผอิญว่าสองสามปีให้หลังมีรถไฟฟ้า แล้วเพื่อนหลายคนก็อยู่คอนโดติดรถไฟฟ้า ข้อแก้ตัวนี้เป็นอันตกไป

  7. ^-^ เก็บข้อมูลครับ ………..ชอบๆๆ รอติดตามผลงานพี่ นรินทร์ น่ะครับ

  8. สวัสดีครับคุณนรินทร์

    ผมอ่านบทความและหนังสือเกือบทั้งหมดของคุณ ชอบเกือบ 100%
    ทำให้เล่นหุ้น ได้ดีขึ้น ขาดทุนน้อยลง และคาดว่าจะมีกำไรในอนาคตอันใกล้

    วันนี้ขอคุยด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ผมหงุดหงิดคาใจ มาตลอดชีวิตที่ผ่านมา แยกเป็นกรณี

    1 กรณีประชุมร่วมระหว่างเอกชน กับ หน่วยงานรัฐ มีเพียงไม่ถึงครึ่งที่มาก่อนเวลานัด และคนสุดท้ายมักจะเป็นหัวหน้าหน่วยงานรัฐ ยิ่งตำแหน่งใหญ่ ยิ่งมาสายมาก นานที่สุดที่เคยรอ คือ ชั่วโมงครึ่ง นี่ขนาดนัดเอกชนมาให้ข้อมูล

    2 กรณีงานสัมมนา ถ้าเสียเงินมาก ไม่ค่อยมีคนมาสาย ทั้งคนพูดคนฟัง
    แต่ถ้าเสียเงินน้อย หรือ ฟรี จะเป็นลักษณะคล้ายกับที่คุณนรินทร์ว่าไว้

    3 กรณี เอกชนนัดกันเอง ถ้าผมต้องง้อเขา ผมก็ต้องรอ
    ถ้าเขาต้องง้อผมหรือเท่าเทียมกัน เกินครึ่งชั่วโมง ผมเผ่นเลย

    4 ส่วนเรื่องเพื่อนฝูง ต้องแอนตี้ครับ เช่นกินเลยไม่รอ หรือไปเลยไม่รอ พวกมาสาย
    หลายๆครั้งเข้า เขาจะดีขึ้น หรือไม่ก็เลิกคบไปเลย

    กรณีที่ 1&2 ผมก็ยังคงเจอมาจนทุกวันนี้ ไม่รู้จะแก้อย่างไร
    กรณีที่ 3&4 ทำให้คนเคารพเวลาและให้เกียรติผู้อื่น ได้มากขึ้นได้จริงครับ

    1. จริงครับ ผมก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ

      ตกลงว่าเรื่องนี้ผมไม่ได้เป็นแกะดำ อิอิ

    2. กรณีที่ 1 เทียบกับกรณีที่ 3 แปลว่าคุณยังต้องง้อหน่วยงานรัฐอยู่

  9. ชอบมากเลยครับ โดยเฉพาะ ถ้าบอกว่า ไม่รอคนที่มาสาย ทำให้คนที่มาสายน่าสงสารมาก

    แต่คนที่มาก่อน หรือ ว่า ตรงเวลา ไม่น่าสงสารเล๊ยยยย 555

  10. ชอบแกนความคิดของพี่โจ๊ก เกี่ยวกับ reward system ที่ประยุกต์เข้ากับสิ่งต่างๆได้เสมอครับ

    เรื่องการมาสาย เป็นหนึ่งในความไร้ระเบียบของคนไทย ผมเป็นคนหนึ่งที่ตรงเวลามากๆจึงเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดี

    ผมมองว่า กระทรวงวัฒนธรรม น่าจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ ให้คนไทยมีระเบียบ เช่น ตรงต่อเวลา, เลิกพฤติกรรมมือถือสากปากถือศีล, รู้จักปกป้องสิทธิของตัวเอง, เลิกพฤติกรรมเกรงใจในสิ่งทื่เราไม่ผิด ถ้าทำได้เช่นนี้จะดีมาก แทนที่จะไปเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ อย่าง “เซ็นเซอร์หัวนม” ในหนัง หรือทำตัวเป็น regulator ควบคุมประชาชน

    น่าเสียดายที่นักการเมืองหลายคน มองว่ากระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงเกรดต่ำ (ป๋าเหนาะใช้คำว่ากระทรวงโหล่เปรต)

  11. ผมว่า ไม่ใช่ Bad Reward System หรอกครับ
    แต่มันเป็น No punishment System มากกว่า

    คือถ้าคนมาตรงเวลาไม่ตำหนิคนมาสาย
    คนมาสายก็ไม่มีทางเลิกนิสัยแบบนี้ได้

    ดังนั้น การแก้นิสัยคนมาสายนี่ง่ายนิดเดียวครับ
    คือ คนที่มาตรงเวลาต้อง กล้าๆ ตำหนิคนมาสาย
    (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นผู้บังคับบัญชา หรือผุ้อาวุโส)
    เท่านี้ นิสัยแบบนี้ก็จะค่อยๆ หมดไป

    แต่ถ้าไม่กล้าตำหนิ
    ก็คงได้แต่บ่นไปเรื่อยๆ อย่างความเห็นบนๆ เท่านั้นแหละครับ

    1. ผมว่ามันไม่ใช่ No punishment System หรอก

      ถ้าบอกอย่างนั้นก็เหมือนจะบอกว่า คนมาสายไม่ผิด ผิดที่คนมาไม่สายไม่ยอมตักเตือน
      กลายเป็นว่าคนมาสายไม่เสียอะไร คนมาไม่สายต้องเสียเวลาคอยตักเตือนอีก นั่นก็คือ
      การให้รางวัลคนมาสาย และลงโทษคนมาไม่สายน่ะหล่ะ

      เห็นได้ชัดว่าค่านิยมแปลกๆมันฝังรากลึกในเมืองไทยมากเลย

      1. ประเด็นของผมคือ
        คนทำผิด ไม่ถูกลงโทษ
        การทำผิดจึงยังคงมีอยู่ต่อไป

        นึกไม่ออกว่าเป็น “ค่านิยมแปลกๆ” ตรงไหน

        ในทางกลับกัน
        ผมว่าที่ทุกวันนี้ เราไม่ตำหนิคนมาสาย
        นั่นแหละคือ “ค่านิยมแปลกๆ”

  12. ยังจำวิชา Circuit ที่เคยเรียน อาจารย์ จะให้มี Quiz ต้นชั่วโมงเก็บคะเเนนด้วย
    พวกมาสายก็ อดทำ เเละ อด คะเเนนไปด้วย อิ อิ

    1. ขอบคุณครับ อ่านแล้วก็ได้แต่ปลง
      ไม่ได้ไม่รักชาตินะครับ แต่ทุกวันนี้ ต้องคอยบอกตัวเองว่าเราเป็นประชากรของโลก แล้วก็พยายามทำเท่าที่ทำได้

      1. เป็นบทความที่ดีครับ ไม่ได้อ่านบทความดีๆ แบบนี้มานานจนจำไม่ได้แล้ว เป็นการแสดงความเห็นแบบ ไม่มีสี ไม่มีกลุ่ม ทรรศนส่วนตัวที่ชัดเจน ตัวจริง ผมว่านะั ชัดเจนกว่า หลายๆคนที่ออกมาวิภากย์ วิจารย์ ประเทศไทยก่อนหน้านี้
        อีกในบางช่วงที่ให้สัมภาษณ์ อาจจะเพราะว่า ท่านเป็นนักการเงินโดยตรง การอภิบายเลยเป็นรุปธรรม และการถ่ายทอด ยังมีมิติของ คำว่า คนไทย ที่อยู่ประเทศนี้มานาน และ แทบจะไร้ซึ้ง การเปรียบเทียบเชิงเสียดสี มีแต่ ให้กำลังใจ และ มีเมตตาธรรม มองตามที่เห็นจริงๆ สัมผัสได้ อ่านเพลิน ขอเซฟนะครับ บทความนี้ต้องอ่านตอนมีสมาธิ และ อ่านหลายๆรอบ

  13. การไม่รอคนมากสายเนี่ย ทำไปซักพักคนมาสายก็จะเลิกสายไปเองล่ะครับ ต้องทนใจเด็ดแปปเดียว

  14. ผมไปวิ่งสวนลุม
    เขาห้ามจักรยาน
    ผมก็เห็นทั้งพ่อแม่ทั้งเด็กควบจักรยานกันโทงเทง
    ยามก็ไม่เห็นว่าไร

    พอตอนจะกลับบ้านก็เห็นฝรั่งข้ามถนนเหมือนคนไทย
    มันข้ามตอนไฟเขียวนี่แหละครับ
    พอรถขาดช่วงพวกเขาก็วิ่งควบปุเลงปุเลง
    ผมว่าพวกนี้ปรับตัวเร็วดี…ฮ่า…

    สรุปเรื่องนี้ยังไม่รู้จะร้ายเท่าที่โจ๊กเคยเขียนไว้เรื่องภาษีหรือเปล่่่าครับ
    พี่ไทยมีไม่รู้กี่บัญชี
    เพราะบทลงโทษไม่เอาจริง
    คนเราก็คำนวณทางเศรษฐศาสตร์เกือบทุกกรณีอยู่แล้ว
    คนไทยคนเดียวกันที่มีหลายบัญชีนี่แหละพอไปทำการค้าที่มะกัน
    ก็ไม่กล้ามีหลายบัญชีหรอกครับ

  15. เวลาสอนนักเรียนผมจะสอนตรงเวลา จะไม่รอคนมาสาย คนมาสายต้องเรียนตามให้ทัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *