ชนชั้นสูงในสหรัฐฯ

ในยุคปี 1950 ชนชั้นสูงในสหรัฐฯ ต้องมีชาติกำเนิดดี คือต้องมาจากตระกูลใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยม เป็นโปรเตสเตนท์ที่เคร่งครัด และได้รับการศึกษาจากโรงเรียน prep school ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น

ในยุคนั้น มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างเช่น ฮาร์วาร์ด มีอัตรารับผู้สมัครที่บิดามารดาเป็นศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ดด้วยในอัตราที่สูงถึง 90% ในขณะที่คะแนน SAT กลับไม่ได้สูงมากเหมือนสมัยนี้ และมีจำนวนของนักเรียนเชื้อสายยิวและผู้หญิงน้อยมาก ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยพรินตั้นนั้น นักเรียนที่จะได้รับเลือกให้เข้าทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัยล้วนมาจาก prep school ที่มีชื่อเสียงทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

สภาวะแวดล้อมที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ชนชั้นสูงจำกัดวงอยู่ไม่กี่ตระกูล แบบไม่มีทางที่ชนชั้นกลาง หรือชนชั้นล่างจะมีโอกาสขยับชนชั้นขึ้นมาปะปนกับลูกหลานของชนชั้นสูงได้เลยนั้น เริ่มอ่อนแรงลงเมื่อสหรัฐฯ เข้าสู่ยุคปี 1960 ซึ่ง Nicholas Lemann นักสังคมวิทยาอธิบายว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในหมู่ชนชั้นสูงด้วยกันเอง

มหาวิทยาลัยชื่อดังเริ่มหันมาแข่งขันกันรับผู้สมัครที่มีผลการเรียนดีมากๆ เข้ามาแทน นักเรียนที่ฮาร์วาร์ดเคยรับในปี 1952 นั้นจะมีคะแนนเฉลี่ยเทียบเท่ากับ 10% สุดท้ายของนักเรียนที่ได้เข้าฮาร์วาร์ดในปี 1960 เท่านั้น ในขณะที่ สถิตินักฟุตบอลทีมมหาวิทยาลัยพรินตั้นที่มาจาก prep-school ก็เหลือแค่ไม่ถึง 1 ใน 6 ของทีม เมื่อผลการเรียนกลายเป็นปัจจัยที่มีผลมากขึ้น จำนวนนักเรียนผู้หญิงก็เพิ่มขึ้นถึง 46% ในช่วงแค่ 10 ปี และจำนวนนักเรียนที่มีเชื้อสายยิวก็เพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกัน

ในช่วงนี้เองที่ชนชั้นทางสังคมของสหรัฐฯ เริ่มหันมาหมกมุ่นกับแข่งขันกันที่สมองมากขึ้น เด็กที่เคยเป็นลูกหลานของตระกูลดังๆ แต่งตัวดีๆ มีความคิดแบบอนุรักษ์นิยมเต็มขั้นนั้น หากไม่ฉลาดพอ ก็จะไม่ได้รับความสนใจมากเหมือนสมัยก่อน และนอกเหนือจากความฉลาดแล้ว ระดับรายได้ยังกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่กำหนดการเป็นชนชั้นสูงในสังคมสหรัฐฯ อีกด้วย

สภาพทางการเมืองในช่วงปี 1960 ก็มีผลต่อค่านิยมเรื่องชนชั้นในสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน ชนชั้นสูงในยุค 60 นอกจากจะต้องฉลาดด้วยแล้ว ยังต้องเป็นคนที่มีความคิดแบบหัวก้าวหน้ามากขึ้นด้วยถึงจะดูดี พวกเขาต้องเป็นพวกที่แสดงความคิดเห็นที่ท้าทายค่านิยมเรื่องความสำเร็จแบบเก่า เริ่มรังเกียจวัตถุนิยม และมีความเข้าใจการเมืองและรอบรู้เรื่องของชนชั้นอื่นๆ มากกว่าเดิม

ในทศวรรษต่อๆ มา ปรากฎกาณ์การนี้ได้ถูกส่งเสริมให้ชัดเจนมากขึ้นอีก ในช่วงปี 1976 นั้น Richard Freeman นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังได้ให้ทัศนะไว้ในหนังสือชื่อ The Overeducated Americans ว่า ระดับการศึกษาที่สูงมากของคนอเมริกันไม่ได้นำไปสู่วิถีชีวิตที่ดีขึ้นเท่าที่ควร แต่ปรากฎว่า ในช่วงทศวรรษต่อมา การ “บูม” ขึ้นของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ระดับรายได้ของผู้มีระดับการศึกษาสูงเติบโตแซงหน้าคนกลุ่มอื่นไปแบบก้าวกระโดด และแนวโน้มเช่นนี้ก็ยังคงดำเนินต่อมาถึงปัจจุบัน

David Brooks ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในปี 2010 ว่า ชนชั้นสูงในสหรัฐฯ ยุคปัจจุบันเป็นพวก Educated Class กล่าวคือ คุณต้องจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเท่านั้น และต้องมีรายได้หกหลักด้วย โดยคนกลุ่มนี้จะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มย่อย กลุ่มแรกเรียกว่า ผู้ล่า (Predator) โดยมากจะประกอบอาชีพด้านการเงิน ที่ปรึกษา นักการตลาด หรือนักกฎหมาย พวกนี้ทำงานหนักมาก รายได้สูง แต่ว่าแทบไม่มีเวลา มุุ่งความสำเร็จในชีวิตการงานเป็นหลัก

อีกกลุ่มเรียกว่า ผู้เลี้ยงดู (Nurturers) พวกนี้มีรายได้สูงมากเหมือนกัน แต่ลักษณะงานที่ทำจะต้องเป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น ทำรายการทีวี นักเขียนนิยาย เขียนบทภาพยนตร์ นักวิชาการ ผู้อำนวยการสถาบันหรือมูลนิธิ ศิลปิน หรืออะไรก็ได้ดู “แนวๆ” และต้องปฏิเสธวัตถุนิยมด้วย กลุ่มหลังนี้จะเป็นพวกที่กบฎสังคมมากกว่ากลุ่มแรก แต่มีรายได้สูงไม่แพ้กัน และเป็นรายได้ที่เกิดจากความสามารถที่มีลักษณะเฉพาะตัวมากๆ

ในคอลัมน์งานสังคมของนิตยสารซุบซิบสังคมชั้นสูงมักจะเต็มไปด้วยงานแต่่งงานระหว่างผู้ล่าด้วยกันเอง หรือมิฉะนั้นคนหนึ่งก็ต้องเป็นผู้ล่า ในขณะที่อีกคนหนึ่งเป็น nurturers เสมอ

ในเวลาเดียวกัน ชนชั้นสูงยุคใหม่นี้ก็มีทัศนคติที่ดูข้ดแย้งในตัวเองสูง เพราะคนเหล่านี้มีรายได้มาก จึงใช้เงินค่อนข้างเยอะ แต่ในเวลาเดียวกัน ต้องมีทัศนคติที่ค่อนข้างต่อต้านวัตถุนิยมด้วย ถึงจะยิ่งดูดี ไอดอลของคนสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันก็มักจะมีลักษณะแบบนั้นด้วย ตัวอย่างเช่น สตีฟ จ็อบส์ ซึ่งไม่ใช่คนที่ใส่สูทผูกไทด์ คิดนอกกรอบ แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นคนที่มีรายได้มาก

David Brooks ตั้งชื่อชนชั้นสูงแบบใหม่ว่าไว้ในหนังสือของเขาว่า Bobo ซึ่งหมายถึง พวกที่มีความเป็น Bourgeois (ชั้นชนสูง) แบบคนชั้นสูงยุคก่อน และ Bohemians (คนเร่ร่อน) หรือพวกที่มีความคิดแบบ “แนวๆ” อยู่ในตัวคนเดียวกัน

One thought on “ชนชั้นสูงในสหรัฐฯ”

  1. กลับมาอ่านเรื่องเก่าบ้าง ก็ยังสนุกทำให้เห็นแนวคิดทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *