Categorical Imperatives

kant

แต่ละสังคมมองความดีความชั่วแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น สังคมตะวันออกมองว่า ลูกต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่สังคมตะวันตกไม่เห็นว่าจำเป็น ทุกคนต้องพึ่งตนเอง ฯลฯ เวลาที่แต่ละคนมีมาตรฐานของความดีความชั่วไม่เหมือนกันนี้ อาจทำให้บางคนรู้สึกอึดอัด เพราะเท่ากับว่า ความดีความชั่วไม่มีอยู่จริง เป็นแค่ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป  ไม่ใช่ความจริงแท้ที่สมบูรณ์

Immanuel Kant เป็นนักปราชญ์คนหนึ่งที่พยายามจะทำให้จริยธรรมเป็นความจริงสมบูรณ์ เขาสร้างหลักจริยธรรมที่เป็นจริงเสมอขึ้นมา เรียกว่า Categorical Imparatives ซึ่งกล่าวว่า ความดีที่แท้จริงต้องเป็นความดีชนิดที่ไม่ขึ้นกับสถานการณ์หรือกรณีเฉพาะใดๆ แต่เป็นความดีในแบบที่ทุกคนอยากย่อมอยากให้ทุกคนปฏิบัติเป็นสากลด้วย อาจกล่าวได้ว่า Kant มี bias ที่จะพยายามดึงศีลธรรมกลับมาในวิชาปรัชญาให้ได้ โดยพยายามอธิบายว่า ความดีมีอยู่จริงและเป็นสิ่งสัมบูรณ์

ตัวอย่างเช่น คนเราไม่ควรฆ่ากัน ถือได้ว่าเป็นจริยธรรมสากล เพราะเราย่อมรู้สึกพอใจถ้าหากกฎข้อนี้เป็นกฎสากลที่ใช้บังคับกับทุกคนเหมือนกันหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่จริยธรรมที่บอกว่า คนเราไม่ควรฆ่ากันยกเว้นฆ่าเพื่อเป็นอาหาร แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นจริยธรรมแท้จริงได้ เพราะถ้าตัวเราอยากฆ่าคนอื่นเพื่อเป็นอาหาร เราก็คงจะอ้างแบบนี้ แต่ถ้านำกฎข้อนี้มาบังคับใช้กับทุกคน หมายความว่า คนอื่นย่อมฆ่าเราเพื่อเป็นอาหารได้ด้วย ซึ่งเราย่อมไม่ชอบให้มีกฎแบบนี้แน่นอน เพราะฉะนั้น กฎข้อนี้จึงไม่ใช่จริยธรรมสากล เป็นจริยธรรมที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์

หลัก Categorical Imparatives นี้ อนุมานโดยปริยายด้วยว่า มนุษย์มี free will ที่จะเลือกทำหรือไม่ทำอะไรด้วยตนเอง และพฤติกรรมที่จะเป็นความดีได้นั้นจะต้องเป็นการกระทำที่ จริงๆ แล้ว มนุษย์เลือกที่จะทำตามใจตัวเองก็ได้ แต่ก็ยังเลือกที่จะทำอีกแบบหนึ่ง เพื่อรักษาจริยธรรม หรือกล่าวว่า ถ้าหากทำดีเพราะว่าถูกบังคับตามหน้าที่ แบบนี้ยังไม่ถือว่าเป็นความดี เช่น ไม่ได้เลี่ยงภาษี เพราะว่าเลี่ยงไม่ได้ มีหลักฐานยันอยู่ กลัวโดนจำ แบบนี้ การไม่เลี่ยงภาษีไม่ใช่ความดี เพราะว่าถูกบังคับให้ทำ แต่คนที่ไม่เลี่ยงภาษี ทั้งที่เลี่ยงไปก็ไม่มีใครรู้ แต่ก็ยังไม่เลี่ยง อย่างนี้ความดีได้เกิดขึ้นแล้ว

ในแง่นี้ถือได้ว่า Kant ได้ปิดปาก พวกศรีธนญชัยทั้งหลาย เพราะคนเราชอบเข้มงวดเรื่องจริยธรรมกับคนอื่น สำหรับตัวเองจะชอบมีข้ออ้างหรือข้อยกเว้นให้กับตัวเองเสมอ แต่ความดีในแบบของ Kant จะต้องเหมือนกันเสมอในทุกๆ สถานการณ์ จะมีข้ออ้างข้อยกเว้นใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น

หลัก Categorical Imparatives ยังอนุมานโดยปริยายด้วยว่า วลีทีว่า “the end justifies the means.” นั้น เป็นคำกล่าวที่ผิดจริยธรรม ตัวอย่างเช่น การโกหกเพราะหวังดี (white lie) บางคนอาจถือว่าไม่ผิด เพราะว่าผลลัพธ์ของมันดี (the end justfies the means) แต่ตามหลัก Categorical Imparatives นั่นผิด เพราะถ้าโกหกก็ถือว่าผิดหมด ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว ถ้าหาก Categorical Imparatives เป็นหลักจริยธรรมที่ถูกต้องจริงๆ ความดีจะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างไม่ยืดหยุ่นเอามากๆ เพราะ ถ้าใครโกหก ก็ถือว่าผิดทันที ไม่มีข้ออ้างใดๆ ซึ่งไม่ค่อยตรงกับมโนสำนึกของคนส่วนมาก

มีผู้แย้ง Kant ว่า ถ้าอย่างนั้น เวลาโจรมาบุกบ้าน แล้วถามเราว่า แกซ่อนลูกไว้ที่ไหน ฉันจะได้เอาขวานไปสับลูกแก ถ้าตามหลักของ Kant พ่อแม่ก็ต้องตอบโจรตามความเป็นจริงด้วยน่ะสิ เพราะถ้าโกหกก็ถือว่าผิดเสมอ Kant ยอมรับ่ว่า ก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ Kant ก็อ้างว่า ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้มีอะไรห้ามพ่อแม่ที่จะล็อกประตู หรือแจ้งตำรวจก่อนที่จะบอกโจร

ปวดหัวนะครับคำว่าความดีความชั่ว แค่จะบอกว่าอะไรคือความดีหรือความชั่ว ยังไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

One thought on “Categorical Imperatives”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *