อิทธิพลของนิทานเด็ก

นิทานสำหรับเด็กมักจะซ่อนคำสอนจริยธรรมเอาไว้ด้วย

จริยธรรมสำหรับเด็กส่วนใหญ่ มักจะอธิบายความดีความเลวแบบขาวกับดำ เช่น คนดีทำดีทุกอย่าง คนชั่วทำเลวทุกอย่าง เป็นต้น ซึ่งไม่ค่อยตรงกับโลกของความเป็นจริงที่คนหนึ่งคนอาจจะทำบางอย่างดีบ้าง เลวบ้าง ไม่มีใครดี 100% หรือเลว 100% จริง

ที่สอนกันอย่างนี้อาจมีเหตุผลว่า เด็กยังคิดอะไรที่ซับซ้อนมากไม่ได้ เลยจำเป็นต้องสอนอะไรง่ายๆ simplified โลกของความเป็นจริงไปก่อน

ดังนั้นพอทุกคนโตขึ้น ทุกคนจะต้องมี unlearn ตรงนี้ก็อีกรอบหนึ่ง แต่กระบวนการนี้มักไม่มีการสอนกัน ต้องเรียนรู้กันเอาเอง ที่แย่ก็คือ บางคนยังฝั่งใจกับคำสอนตอนที่เป็นเด็กอยู่ จึงไม่ได้ unlearn เมื่อโตขึ้น กลายมาเป็นการมองคนแบบใช้อคติโดยไม่รู้ตัว

อิทธิพลอีกอย่างหนึ่งของนิทานเด็กที่น่าเป็นห่วงคือ ในนิทานเด็กส่วนใหญ่ คนดีมักจะมีรูปร่างหน้าตาดี และคนชั่วมักจะมีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวด้วย เช่น เจ้าชายและเจ้าหญิงต้องหล่อและสวย ส่วนแม่มดหรือแม่เลี้ยงจะต้องหน้าตาน่าเกลียด

การที่นิทานเด็กเรื่องแล้วเรื่องเล่าก็เป็นแบบนี้ มันทำให้เรามองคนจากรูปลักษณ์ภายนอกโดยไม่รู้ตัว เลือกที่รักมักที่ชัง คนไทยบางคนคิดว่าคนผิวดำทุกคนเป็นคนเลว เป็นกุ๊ย เป็นอันธพาล หรือถ้าใครใส่สูท ผูกไทด์ ผิวกระจ่างใส พูดอะไรเราก็มีแนวโน้มจะคล้อยตามมากกว่าคนที่ตาเหล่ ตาเข เป็นต้น

ค่านิยมมองคนจากรูปลักษณ์ภายนอกนี้ฝังรากลึกอยู่ในระบบตัดสินใจของทุกคนไม่มากก็น้อยโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่จัดว่าแย่มาก

นิทานอย่าง Beauty and the Beast หรือ สังข์ทอง ก็ดูเหมือนเกือบจะดี แต่ว่ามาพลาดเอาตรงตอนจบ ที่คนหน้าตาน่าเกลียดจะต้องกลับกลายเป็นมาเป็นคนรูปงาม เลยหนีไม่พ้นเรื่องคนดีต้องเป็นคนหน้าตาดีอีกตามเคย

ผมว่าเราน่าจะลองสอนเด็กแบบใหม่ดูบ้าง เช่น แทนที่จะให้เด็กเลี้ยงแต่หมาหรือแมวที่น่ารัก ลองให้เลี้ยงแมลง หรือกบ ดูบ้าง สอนพวกเขาตั้งแต่เด็กว่า เราควรมีเมตตาต่อสัตว์ที่หน้าตาน่าเกลียดเท่าๆ กับสัตว์ที่หน้าตาน่ารักด้วย เพราะถ้าเลือกเกิดได้ แมลงหรือกบก็คงไม่ได้อยากเกิดมาให้เราเกลียดหรอก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *