สิ่งที่เราเป็น

เคยพูดถึง สิ่งที่เรามี กับ สิ่งที่เราทำ ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้พูดถึง “สิ่งที่เราเป็น” เลย

สิ่งที่เราเป็น ก็เป็นสิ่งที่คนเราใช้สร้างตัวตน (ego) อีกทางหนึ่ง  โดยสิ่งที่เราเป็นนั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง “ความเชื่อ” มากที่สุด 

ความเชื่อที่ใช้สร้างตัวตนได้ดีที่สุดต้องมีลักษณะที่เคลมว่า เจ๋งที่สุด ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด หรืออะไรก็ได้ที่เป็น ที่สุด เราจะได้อยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น เพื่อที่ว่าเราจะได้สร้างตัวตนที่เข้มแข็งของเราขึ้นมาจากการยึดติดกับความเชื่อนั้นๆ

ฉันเป็นชาวพุทธ ฉันเป็นคนไทย ฉันเป็นด็อกเตอร์ ฉันเป็นชนชั้นอีลีท ฉันเป็นสาวกวอเรนบัฟเฟต ฉันเป็นติ่งแอ๊ปเปิ้ล ฉันเป็นอะไรก็ได้ ที่มีอะไรบางอย่างที่ดูดี และมีคุณค่า 

เมื่อเราอาศัยความเชื่อในการสร้างตัวตนของเราขึ้นมา เราย่อมต้องปกป้องความเชื่อนั้น เพราะหากความเชื่อนั้นถูกคุกคาม  ก็เท่ากับว่าตัวตนของเราย่อมเสื่อมตามไปด้วย เพราะเราได้เอาตัวตนของเราไปฝากไว้กับความเชื่อนั่น

คนที่ต้องการปกป้องความเชื่อใดๆ แบบสุดโต่ง เขาจะบอกว่า เขาทำเพื่อปกป้องความเชื่อนั้น แต่ที่จริงแล้ว เขาทำไปเพื่อปกป้องตัวตนของตัวเขาเองทั้งสิ้น

ถ้ามีใครมาวิจารณ์ว่าความเชื่ออย่างหนึ่งไม่ดี ไม่จริง หรือมีจุดบกพร่อง ถ้าเราไม่ได้ผูกตัวตนของเราไว้กับความเชื่อนั้นเลย เราย่อมไม่รู้สึกอะไร ถ้าใครจะตรวจสอบความเชื่อนั้น เพื่อดูว่ามีจุดพกพร่องหรือไม่ เราก็คงปล่อยให้เขาทำไปตามสบาย เพราะถ้าของนั้นดีจริง ก็ต้องทนทานต่อการพิสูจน์ได้สิ แต่ถ้าเราผูกตัวตนของเรากับความเชื่อนั้นไปแล้ว เราจะไม่ยอมให้ใครมาตรวจสอบ  แต่เราจะโกรธแค้นคนที่มาพูดแบบนั้นมาก เราไม่ต้องการรู้เลยว่ามันจะจริงหรือไม่ แต่เราขอปกป้องความเชื่อนั้นไว้ดีกว่า นั่นก็เพราะเราได้ผูกตัวตนของเราเอาไว้กับความเชื่อนั่นแล้ว

ความเชื่อที่เรายึดติดเพื่อสร้างตัวตนนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ดูยิ่งใหญ่เสมอไปก็ได้ บางทีอาจมาในรูปแค่แบรนด์สินค้า หรือแม้แต่แค่ร้านอาหาร เช่น ถ้าเราไปบอกใครว่าร้านนี้อร่อยมาก แล้วเขากลับบอกว่า ไม่เห็นอร่อยเลย รสชาติแย่มาก บางครั้งเราจะรู้สึกโกรธมาก ทั้งที่เราก็ไม่ใช่ลูกเจ้าของร้านนั้นสักหน่อย นั่นแสดงว่า เราได้ใช้ร้านอาหารนั้นบ่งบอกตัวตนของเราไปแล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะถ้าไม่ใช่ เราจะไม่รู้สึกโกรธอะไรเลย ทีมฟุตบอล หรือหุ้น ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งนอกเหนือไปจากร้านอาหาร เราสามารถโกรธคนที่มาวิจารณ์ทีมฟุตบอลหรือหุ้นที่เราเชียร์ได้มากอย่างน่าประหลาด

พูดอย่างนี้แล้วไม่ได้แปลว่าไม่ให้มีความเชื่ออะไรเลย ผมกลับเห็นว่า ความเชื่อนั้นมีลักษณะที่คล้ายกับอาหารมาก ถ้าเราไม่กินอาหารใดๆ เลย เราจะเสียชีวิตได้เลย แต่ถ้าหากเรากินอาหารมาจนไร้ขีดจำกัด หรือกินอย่างเดียวไม่กินให้ครบห้าหมู่เลย อาหารก็จะฆ่าเราได้เหมือนกัน

ความเชื่อเป็นแรงผลักดันที่มีประสิทธิภาพมากของมนุษย์ เวลามองดูสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการของมนุษย์ เช่น ปิรามิด นครวัด ฯลฯ เราจะรู้สึกได้เลยว่า ถ้าไม่มีศรัทธาอันแรงกล้าต่อความเชื่ออะไรบางอย่าง พวกเขาคงไม่มีแรงผลักดันที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างที่อลังการได้มากขนาดนี้ พวกเขาคงต้องเบื่อไปก่อนแน่นอน ดังนั้น ความเชื่อจึงมีประโยชน์ เพราะเป็นแรงผลักดันที่มีพลังสูงมากของมนุษย์ในการทำสิ่งต่างๆ 

แต่ในทางกลับกัน ความเชื่อก็ผลักดันให้เราทำสิ่งแย่ๆ ได้ด้วย เช่นการทำร้ายคนอื่น เช่น ชวนคนอื่นขายตรงจนเขารำคาญแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด บังคับให้ลูกจ้างบริษัทตัวเองเห็นด้วยกับกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตัวเองสนับสนุนอยู่เพราะลูกจ้างย่อมกลัวเราไม่ขึ้นเงินเดือน หรือบังคับให้คนอื่นนับถือศาสนาตามเรา หรือทำสงครามศาสนาเพื่อกำจัดคนนอกศาสนาให้หมด เป็นต้น ความเชื่อจึงมีโทษเช่นกัน คือ ผลักดันให้เราทำร้ายคนอื่นก็ได้

ความเชื่อจึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และเราไม่มีความเชื่ออะไรเลยไม่ได้ คนเราจึงควรมีความเชื่อ เพื่อให้ชีวิตมีเป้าหมายและมีพลังในการทำงาน คนที่ไม่เชื่ออะไรมักจะเป็นคนเคว้งคว้าง ไม่ยอมทำอะไรเลย ขาดแรงกระตุ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เราต้องรู้จักหลีกเลี่ยงด้านมืดของความเชื่อ ผมว่าส่วนใหญ่แล้วความเชื่อจะไม่ค่อยสร้างปัญหาจนกว่าเราจะเริ่มอยากให้คนรอบข้างเชื่อแบบเดียวกับเรา (เพื่อเพิ่มบารมีความขลังให้กับสิ่งที่เราเชื่อ ตัวตนของเราจะได้ยิ่งมั่นคงขึ้นอีก) เมื่อนั้นแหละที่เราจะเริ่มทำร้ายคนอื่น ถ้าบอกดีๆ แล้วไม่เชื่อเราก็จะเริ่มบังคับขู่เข็ญให้เชื่อ แต่ถ้าต่างคนต่างเชื่ออะไรก็เชื่อไป ไม่ต้องพยายามบังคับคนอื่นให้เชื่อเหมือนกับเรา เมื่อนั้นความเชื่อจะไม่มีปัญหา ไม่ต้องกลัวใครมาตรวจสอบความเชื่อของเรา เพราะอะไรที่ดีจริง ย่อมทนทานต่อการตรวจสอบด้วยตัวของมันเอง ถ้าบอกว่าดีแต่ตรวจสอบไม่ได้ แปลว่าไม่ดีจริงครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *