0255: ป.และ ปรีดี, friend and foe (3/6)

ป. พิบูลสงคราม

การกลับมาครั้งที่สองของคณะราษฏรได้มีการยกเลิกการประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า (พวกคณะเจ้า) โดยเฉพาะตำแหน่งทางการทหาร เพราะได้รับบทเรียนจากรัฐบาลของพระยามโนฯ มีการตัดเบี้ยหวัดที่เกี่ยวกับลูกท่านหลานเธอลงถึง 80% รัชกาลที่ 7 ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ รัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์แทน แต่ทรงพระชนมายุน้อยจึงต้องทรงใช้พระราชอำนาจผ่านทาง พระองค์เจ้าทิพยอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนเท่านั้น ซึ่งพระองค์เจ้าทิพยอาภา ก็เป็นเชื้อพระวงศ์ที่อ่อนน้อมต่อคณะราษฏร ความมั่นคงคือเป้าหมายที่สำคัญของคณะราษฏรยุคที่ 2

แต่การดึงอำนาจกลับมาที่คณะราษฏรก็ไม่ได้แปลว่า ปัญหาจะจบ รัฐบาลใหม่ที่มีพระยาพหลฯ เป็นนายกฯ ได้เกิดกบฏแย่งชิงอำนาจคืนอีกหลายครั้ง เช่น กบฏพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกบฏนายสิบ เป็นต้น มันคือการต่อสู้กันระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่

ในยุคนี้ ร้อยโทแปลก ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น ป.พิบูลสงคราม แกนนำคณะราษฏรฝ่ายทหารบกชั้นผู้น้อย เริ่มมีบทบาทโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเป็นผู้ที่ชักชวนพระยาพหลฯ ให้ยึดอำนาจคืนจากพระยามโนฯ และเมื่อเกิดกบฏบวรเดชขึ้น พระยาพหลฯ ก็แต่งตั้งให้ ป.เป็นผู้บัญชาการปราบกบฏจนได้รับชัยชนะอีก ป.จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ได้เป็นรัฐมนตรีหลายครั้ง และถือได้ว่าเป็นกำลังหลักของคณะราษฏรในการปราบพวกคณะเจ้า ที่ยังคิดจะกอบกู้ระบอบเก่าอยู่ ในช่วงนี้ ป.จึงได้สร้างศัตรูไว้อย่างมากมาย เคยถูกลอบยิงสองหน วางยาพิษอีกหนึ่งหน แต่ก็ยังรอดชีวิตมาได้

ทางด้านรัฐสภาสมัยนั้น ผู้แทนส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม คณะราษฏรจึงคุมเสียงข้างมากในสภาได้ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะล้มกี่ครั้ง สภาก็โหวตเลือกพระยาพหลฯ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ จนสมัยที่ 5 รัฐบาลล้มเพราะโหวตกฏหมายฉบับหนึ่งไม่ผ่าน พระยาพหลฯ ประกาศว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว สภาจึงได้เลือก ป. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน การมีหัวหน้ารัฐบาลเป็นทหารช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล ซึ่งยังเสี่ยงต่อการถูกยึดอำนาจได้เสมอ

เมื่อ ป.เป็นนายกฯ ได้แค่เดือนเศษก็เกิดการก่อหวอดขึ้นทันทีในพระนคร ป.จึงแสดงความเด็ดขาดด้วยการกวาดล้างศัตรูเก่า โดยให้ตำรวจเข้าจับกุมและแจ้งข้อหาวางแผนยึดอำนาจและลอบสังหารผู้นำ พระยาทรงสุรเดชต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ผู้ต้องหาส่วนหนึ่งก็โดนวิสามัญไปเลย (ป.อ้างว่า มีการบุกชิงตัวนักโทษเกิดขึ้น แล้วผู้ต้องหาแย่งปืน ทำให้ตำรวจต้องวิสามัญ ส่วนคนร้ายหนีไปได้ แต่สื่อมวลชนไม่เชื่อ) ผู้ต้องหาส่วนที่เหลือถูกนำขึ้นศาลพิเศษ มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปถึง 18 คน โดยถูกนำไปยิงเป้าวันละ 2-3 คนจนครบ สื่อมวลชนโจมตีว่า ป.เผด็จการ แต่ ป.ตอบว่า “ประหารชีวิตแค่ 18 คนเท่านั้น ไม่ได้มากมายอะไรเลย การปฏิวัติใหญ่ที่ฝรั่งเศสเขาตัดหัวใส่เกวียนเป็นแถวๆ”

เมื่อสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลของตนเองได้แล้ว ป.อยากเห็นสยามเจริญทัดเทียมชาติตะวันตก จึงนำนโยบายรัฐนิยมเพื่อนำประเทศไปสู่ความเป็นอารยะมาใช้ (มีหลวงวิจิตรวาทการรับหน้าที่เป็น Think Tank) มีการออกกฏหมายบังคับให้ประชาชนเลิกเคี้ยวหมาก ออกจากบ้านต้องใส่หมวก ใส่ถุงน่อง วัฒนธรรมไทยที่ดูโบราณถูกนำมาจัดระเบียบใหม่หมด (เหมือนในหนังเรื่องโหมโรง) ฯลฯ อีกมากมาย ไม่เข้ากับวิถีชีวิตคนไทยอย่างมาก ดูแล้วเหมือนนโยบายยุโรปนิยมมากกว่า คือเลียนแบบชาติตะวันตกแต่เปลือกนอกแล้วบอกว่าเราเจริญเท่าเขาแล้ว

ป.ให้เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย โดยให้เหตุผลว่า ชาวสยามชอบแบ่งแยกกันโดยเรียกตัวเองว่า ไทยใหญ่ ไทยอิสาน ไทยกลาง ฯลฯ ดังนั้นเพื่อความเป็นปึกแผ่น ทุกคนควรหันมาเรียกตัวเองว่า ไทย ให้เหมือนกันหมด ที่จริงแล้ว นโยบายของ ป.มีนัยทางการเมืองคือ การจำกัดคนจีนในประเทศไทย ซึ่ง ป.มองว่าเป็นส่วนเกินของสังคมไทย มีการสร้างทฤษฏีใหม่ว่าคนไทยไม่ได้อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน แต่มาจากเทือกเขาอัลไต เพื่อพยายามบอกว่า คนไทยกับคนจีนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน มีการปิดโรงเรียนจีนและออกกฏหมายห้ามคนจีนส่งเงินออกนอกประเทศอีกด้วย (เป็นที่มาของคำว่า “เรียบร้อยโรงเรียนจีน”)

ที่จริงแล้ว ระบอบที่ ป.นำมาใช้ก็คือ ระบอบฟาสซิสต์ (เผด็จการอำนาจนิยม+ชาตินิยม) ที่ใช้กันในญี่ปุ่น เยอรมัน และอิตาลีในเวลานั้นนั่นเอง เพราะประชาธิปไตยที่คณะราษฏรนำมาใช้ปรากฏว่าเป็นอะไรที่ชาวบ้านสมัยนั้นฟังไม่รู้เรื่อง ชาวบ้านบางคนเข้าใจว่า “ประชาธิปไตย” เป็นชื่อลูกชายคนหนึ่งของพระยาพหลฯ เพราะชาวบ้านรู้จักแต่ระบอบเจ้า ไม่สามารถคิดอะไรนอกกรอบนี้ได้ ในขณะที่ คอมมิวนิสต์ก็เป็นระบอบที่พระยามโนฯ สาดโคลนเสียจนชื่อเน่าเหม็นไปหมดแล้ว จึงเหลือแต่ระบอบฟาสซิสต์อีกแค่ระบอบเดียวเท่านั้นที่มีใช้กันอยู่ในโลกเวลานั้น และทำให้ป.เลือกนำมาใช้  มันเป็นระบอบเชื่อผู้นำ วลีเด็ดของ ป.คือ “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัยยยยยย” ในแง่หนึ่งอาจมองได้ว่า ป.มีความจำเป็นต้องทำก็ได้ เพราะในเวลานั้นไทยมีภัยคุกคามจากญี่ปุ่นในยุคสงครามโลก ประเทศจึงต้องการความเป็นปึกแผ่นภายในและมีผู้นำที่เด็ดขาด ซึ่ง ป.เหมาะที่จะทำหน้าที่นี้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายๆ ของรัฐบาล ป.  ปรีดีกับป.จากที่เคยร่วมมือกันอย่างดี ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฏรมาด้วยกัน เริ่มมีความเห็นขัดแย้งกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ ป.เลือกที่จะเข้าด้วยญี่ปุ่น เมื่อเหตุการณ์เริ่มส่อเค้าว่าญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ความนิยมของ ป.จึงตกต่ำลง ในขณะที่ ปรีดี เริ่มหันไปสนับสนุนขบวนการเสรีไทย และล๊อบบี้ผู้แทนในสภาให้เลิกสนับสนุน ป. เพื่อป้องกันมิให้ ป.นำไทยไปสู่การเป็นประเทศแพ้สงคราม

เมื่อ ป.เสนอให้มีการย้ายเมืองหลวงไปที่เพชรบูรณ์แต่โหวตแพ้ ทำให้ ป.ต้องเลือกระหว่างการลาออกกับยุบสภาแต่ ป.ได้เลือกการลาออก เพราะ ป.ยังมั่นใจว่าสภาจะเลือกตนกลับเข้ามาเป็นนายกฯ เหมือนเดิม แต่ ป.คาดผิด สภาโหวตเลือกนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ แทน นายควงเป็นสภาชิกคณะราษฏรคนสำคัญอีกคนหนึ่ง แต่ลูกพรรคของนายควงนั้นเต็มไปด้วยพวกอนุรักษ์นิยม+ลูกท่านหลานเธอ ซึ่งถูกพวกคณะราษฏรกดเอาไว้อย่างหนัก มารวมตัวกันที่นี่ นายควงจึงเป็นคนที่ดูค่อนข้างเป็นกลางในสภา กล่าวกันว่า ปรีดีจงใจปล่อยให้ควงเป็นนายกฯ เพื่อมิให้ตัวเองถูกมองว่า เป็นผู้ที่โค่น ป. โดยตรง ยังไงเสียควงก็ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของปรีดีเลย เพราะปรีดียังคุมเสียงข้างมากในสภาอยู่

ป.เจ็บใจมากที่โดนสภาหักหลัง จึงพาภรรยาไปทำสวนอยู่แถวจังหวัดปทุมธานี และประกาศว่า “เข็ดแล้วการเมือง จะไม่ขอกลับมาเล่นการเมืองอีกแล้ว” รวมเวลาที่ ป. ได้เป็นนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 10 ปี จนได้ชื่อว่าเป็น “นายกตลอดกาล”

รัฐบาลนายควงล้มเลิกนโยบายรัฐนิยมทุกอย่างที่ ป.เคยทำไว้ทั้งหมด แล้วลาออกทันทีเพื่อเปิดทางให้ มรว.เสนีย์ ปราโมช ฑูตไทยประจำกรุงวอชิงตันเข้ามาเป็นนายกฯ เพราะเป็นคนไทยที่เจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรได้ดีที่สุดในเวลานั้น เมื่อ มรว.เสนีย์ ปฏิบัติหน้าที่เสร็จ ก็ลาออก สภาจึงโหวตให้นายควงกลับมาเป็นนายกฯ ใหม่ แต่นโยบายเศรษฐกิจของนายควงเป็นแบบตลาดเสรีซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของปรีดี ผู้แทนในสภาที่เป็นสาวกของนายปรีดี จึงช่วยกันดันให้รัฐบาลของนายควงล้มโดยให้รัฐบาลโหวตกฏหมายฉบับหนึ่งแพ้ นายควงเลือกยุบสภา คราวนี้ นายปรีดีจึงได้ลาออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อมาแข่งด้วย นายควงเห็นว่าสู้ไม่ได้ จึงไม่ได้ลงแข่ง นายปรีดีจึงได้รับการโหวตจากสภาให้เป็นนายกฯ คนใหม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นฝ่ายค้าน พวกอนุรักษ์นิยมสยองกันไปตามๆ กัน เพราะเกรงว่านโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมของนายปรีดี กำลังจะกลับมาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่นายปรีดีจะได้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแค่วันเดียว ก็เกิดเหตุลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 ขึ้น

รัฐบาลของนายปรีดีพยายามสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่าใครคือฆาตกร ฝ่ายค้านจึงโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายแค้นของนายปรีดีนอกสภาก็ให้คนออกไปปล่อยข่าวลือตามโรงหนังต่างๆ โดยร้องตะโกนว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” คนไทยชอบคำอธิบายของสิ่งที่ไม่มีคำตอบอยู่แล้ว ข่าวลือจึงหนาหูอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการพูดกันมากๆ พูดกันทุกวัน เรื่องที่ดูไม่น่าเชื่อ ก็ฟังดูน่าเชื่อขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลต้องเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ที่กล่าวหานายปรีดี ในที่สุดนายปรีดีต้องลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ไม่สามารถให้ความกระจ่างกรณีสวรรคตได้

สภาได้โหวต พลเรือดรี ถวัลย์ ขึ้นมาเป็นนายกแทนนายปรีดี ซึ่งที่จริงแล้ว พลเรือตรีถวัลย์คือคนที่ปรีดีผลักดันอยู่เบื้องหลังนั่นเอง เพราะไม่ว่าพรรคใหญ่น้อยในสภาในเวลานั้น ก็ล้วนมีชื่อเล่นว่าพรรคปรีดีด้วยกันทั้งนั้น

ปรีดี พนมยงค์

รัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ เจอมรสุมทางการเมืองอย่างหนัก ทั้งกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และการถูกกล่าวหาว่า คอรัปชั่นอย่างมโหฬาร กินจอบกินเสียม มีแรงกดดันทางการเมืองหนักขึ้นเรื่อยๆ นักข่าวถามว่ากลัวโดนปฏิวัติมั้ย พลเรือถวัลย์ตอบว่า “ก็นอนรอการปฏิวัติอยู่แล้ว” เพราะความมั่นใจในแรงสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็โดนเลย….

เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะปฏิวัติประกอบด้วย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ น.อ.กาจ กาจสงคราม พล.ต.อ เผ่า ศรียานนท์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.อ.ถนอม กิตติขจร พ.ท.ประภาศ จารุเสถียร ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เข้ายึดอำนาจจากพลเรือตรีถวัลย์ โดยอ้างปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และคดีสวรรคต มีการเข้าจับกุมนายปรีดี แต่นายปรีดีหลบหนีทัน ซึ่งสุดท้ายแล้วนายปรีดีต้องขอลี้ภัยทางการเมืองทำให้ไม่ได้กลับเมืองไทยอีกเลยตลอดชีวิต

คณะปฏิวัติบอกว่าไม่ได้ยึดอำนาจเพื่อตัวเองแต่ทำไปเพื่อแก้ปัญหาคอรัปชั่น จึงได้แต่งตั้งให้ นายควง เป็นนายกฯ แทน (พึ่งรู้ว่า ปชป.เป็นพรรคตาอยู่มาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว) แต่ในงานๆ หนึ่งที่มีทั้ง จอมพล ป.และพล.ท.ผิน ไปร่วมงานด้วย ป.ได้จุดบุหรี่จากไฟแช็ค ที่พล.ท.ผินยื่นให้อย่างนอบน้อม นักข่าวก็รู้ได้ทันทีว่า ที่จริงแล้วใครน่าจะอยู่เืบื้องหลัง แต่คณะปฏิวัติก็ยังคงปฏิเสธเสียงแข็งว่า จอมพล ป.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติในครั้งนี้ แต่เป็นความประสงค์ของคณะปฏิวัติเองที่ทนเห็นการคอรัปชั่นในบ้านเมืองไม่ได้ พล.ท.ผินมีการร้องไห้ออกทีวีด้วยจนได้รับฉายาว่าเป็น “วีรบุรุษเจ้าน้ำตา” อย่างไรก็ตาม ภายหลังคณะปฏิวัติได้พยายามหาหลักฐานการคอรัปชั่นของรัฐบาลถวัลย์ แต่ก็ไม่พบแต่อย่างใด

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อรัฐบาลของนายควงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ มีการแจกใบปลิวสร้างกระแสว่า นโยบายเสรีของนายควงสู้นโยบายชาตินิยมของจอมพล ป.ไม่ได้ สมควรเรียกจอมพล ป.กลับมากันเถิด จากนั้นคณะปฏิวัติก็ได้เข้าทำการยึดอำนาจจากนายควงอีกครั้ง โดยเอาปืนจี้ให้นายควงลาออกเอง คราวนี้สภาได้ยกมือให้จอมพล ป.กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ทันทีที่นายควงออกไป ราคาไข่ก็ลดลงทันทีอย่างน่าพิศวง

การกลับมาครั้งนี้ ป.ได้กลับมากวาดล้างพวกของปรีดีจนหมดสิ้น ปรีดียังพยายามกลับมายึดอำนาจคืนจาก ป.อีกครั้งโดยสั่งการมาจากเมืองนอกในกบฏวังหลวง แต่ก่อการไม่ทำสำเร็จ ถือได้ว่า ป.คือผู้ที่ทำให้ฐานอำนาจของปรีดีหมดไปจากการเมืองไทยอย่างถาวร

การปฏิวัติ 8 พย 90 ถือกันว่าเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุด เพราะการเมืองไทยกำลังมาถึงจุดที่เป็นการแข่งขันกันระหว่างรัฐบาลพลเรือน (ปรีดี vs ควง) แล้ว แต่ก็ต้องมากลายเป็นรัฐทหารไปอีกถึง 26 ปี ต่อจากนั้น

51 Replies to “0255: ป.และ ปรีดี, friend and foe (3/6)”

  1. ขอบคุณครับ ชอบมาก อ่านแล้วให้ข้อคิดอะไร หลายๆ อย่างดีครับ

  2. ขอบคุณครับ สนใจเรื่องการเมืองไทยอยู่เหมือนกัน ไม่ทราบว่าพี่อ่านเล่มไหนอยู่ครับ =)

  3. เป็นการขบเหลี่ยม ที่หาความสุขสงบแบบ ง่ายๆ ไม่ได้จริงๆ ไม่น่าแปลกใจอะไรที่ทำไม มหาบุรุษเอกของโลก ล้่วนแล้วแต่หันหลังให้กับการเมือง การสาดน้ำใส่กันล้วนแล้วต่างคนต่างเปียกด้วยกันทั้งคู่ อยากจะให้นักการเมืองมีศีลข้อมุสาคำเดียวก็พอ ไม่ใช่ วันนี้บอกจะสู้เพื่อประชาธิปไตย อีกวันบอกว่า ฉีก รัฐธรรมนูญเผด็จการ ทั้งที่ที่มาของการร่างฯ ก็เห็นทนโท่ และ ทั้งที่ ออกมาจากปากคนๆเดียวกันแท้ๆ ลับ ลวง แหละ แบบนี้ ลูกหลานเลยเอาเป็นตัวอย่างกันทั้งบ้านทั้งเมือง แหะๆ กระทู้นี้ล่อผมออกมาจนได้ นึกว่าจะแอบอยู่นาน สุดท้่าย คนไทยไม่ได้เป็นคนขี้ืลืม แค่บอกนิดเดียวก็ รู้เรื่อง ประเด็นคือ น้ำน้อยแพ้ไฟ

  4. ขอบคุณมากครับที่เขียนเรื่องนี้

    ป. นี่นับว่าโหดที่สุดในบรรดา “ผู้อภิวัฒน์”
    ปรีดีเทียบไม่ได้เลย

    พจนานุกรม สอ เสถบุตร ส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้ ป.
    ที่ส่งพวกเจ้านายและผู้ภักดีทั้งหลายไปตากอากาศที่ตะรุเตา

  5. ขอนอกเรื่องนิดนึงนะครับ
    ไหนๆเดือนนี้ก็เป็นเดือนแห่งความรัก
    ท่านแม่ทัพ พอจะมีบทความแนวปรัชญาเกี่ยวกับความรักบ้างไหมครับท่าน??
    อย่างไงขอมาเป็นบทความขั้นเวลาก็ยังดีครับ ประเทศกำัลังวุ่นวาย คนเรากำลังเมารัก

  6. การกลับมาของ ป.ในรอบที่สองนั้น ทั้งเข้มข้นขึ้น และโหดขึ้นอีก อย่าลืมติดตามให้ได้นะครับ

    ปรัชญารักไม่ถนัดเลยครับคุณ hOuSe ช่วงนี้ไปตกหลุมรักใครเข้าหรือครับ

    ผมอ่านหลายเล่มเหมือนกัน nawakkap แต่ถ้าจะให้แนะนำ ลองอ่านหนังสือของโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ดู จะมีการอ้างอิงที่เป็นวิชาการน่าเชื่อถือหน่อย แต่ถ้าเอาอ่านสนุกด้วยจะมีหลายเล่ม แต่มักออกแนวเชลียร์ สรุปแล้ว ต้องนำมาต่อจิ๊กซอว์เอาเองอีกที

  7. งุงิ งุงิ จอมพล ป ทั้งหล่อ ทั้งเทห์ อยากรู้ว่าจะจบแบบใหน รอติดตามจุดจบของ ท่านจอมพล คนนี้ คนที่ เกิดมาแล้ว มีลักษณะพิเศษ จน พ่อแม่ต้องตั้งชื้อ ว่า ด.ช. แปลก (เคยเห็นแว๊บๆในทีวี จำไม่ได้ว่า ส่วนใหนของร่างกาย) ซึ่ง มันไป โดนใจ พ่อแม่ของท่าน จน เป็นที่มาของชื่อนี้ครับ แปลก และ กลายเป็นชื่อที่นำมาซึ่งความแปลกใหม่ของสังคมไทย (ดี หรือไม่ ดีไม่ขอวิจารณ์)

  8. นอกเรื่องหน่อยนะครับ อยากให้พี่สุมาอี้อ่าน การ์ตูนเรื่องนี้ครับ
    อ่านแล้วคิดถึงหนังสือของพี่มาก ๆ
    เกมกลยุทธ์อย่างแท้จริง หนังสือทฤษฏีเกมส์เข้ามาเลย สุด ๆ ตอนแรก ๆ เกมส์แรก ๆยังไม่เข้มข้นเท่าไร
    หลัง ๆ สุด ๆ แบบ ว่าคิดได้ไง ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเอามาทำเป็นซีรี่ คนแสดงแล้ว
    คนแต่งฉลาดโคตร ๆ
    ไม่รู้ทำไมอ่านแล้วคิดถึงหนังสือพี่ เป็นทั้งเกมส์กลยุทธ์ เกมส์การเงิน
    อ่านแล้ว เผื่อพี่จะได้ไอเดียไปเขียนหนังสือต่อ (ชอบอ่านหนังสือพี่ด้วย)

    http://www.thaimanga.net/view/308/liar_game/

  9. มันดี สุดท้ายก็เกมเเย่งชิงอำนาจ

    วังเวียนเดิมๆ ปัจุบันก็เป็นเเบบนี้อยู่

  10. ตอบคุณ ข.ป.จ. เจ้าเก่า
    แปลกที่หูครับ
    ใบหูอยู่ต่ำกว่าตามากกว่าคนทั่วไป
    พ่อแม่ของท่านเลยตั้งชื่อว่า “แปลก”

  11. รู้สึกว่า ล่อกวนจง จะบรรยายลักษณะของเล่าปี่ไว้ว่า ติ่งหูยาวถึงบ่า -_-‘

    สงสัยเป็นลักษณะของผู้นำ แต่ผมว่าถ้าเจอคนติ่งหูยาวถึงบ่าจริงๆ ผมวิ่งหนีดีกว่า น่ากลัว

    1. 555555555+ คงเป็นนัยยะหมายถึงผู้มีบุญญาธิการ เหมือนรูปพระพุทธเจ้าที่มักหูยาวๆมังครับ 😉

      1. คารวะ คุณอาท ที่หงายของที่คว่ำ ชี้ทางรวย(เอ้ยทางสว่าง) ใน blog นี้มีคนมีปัญญาเยอะมากจริงๆ ถ้าเป็นสมัยก่อน ที่นี้คงเป็น โรงเตี้ยม ที่มีจอมยุทธ เข้ามาแวะเวียนไม่ขาดสาย

  12. ทำไมตอนเด็กๆ ไม่มีประวัติศาสตร์ การปกครอง แบบนี้ให้เรียนรู้

    1. ก็ไม่มีให้อ่านแบบนี้สิครับ คุณนรินทร์ ก็คงรู้สึกเช่นนี้ เลย มาเขียนประวัติศาสตร์ การเมืองไทย ดีๆ ให้เราได้อ่านกันนะครับ

  13. สนุกมากครับพี่โจ๊ก ได้รู้อะไรอีกหลายอย่างลึกซึ้งขึ้น วิทยายุทธ์ของพี่ในการเอาเรื่องยากๆมาย่อยให้ง่ายยังคงยอดเยี่ยมเช่นเคย จะพิมพ์แนวนี้เป็นหนังสือบ้างมั้ยครับ?

    ปล. กราบระลึกคุณอาจารย์ปรีดีครับ

    1. ผมคิดว่า ขึ้นกับวิจารณญาณ ของแต่ละท่านจะเลือกเชื่อครับ ว่าใครจะชอบ หรือ เชื่อ หรือเลือกที่จะชอบ และ เชื่อ ข้อมูลทางประว้ัติศาสตร์ของใครเขียน เพราะการรับรู้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความจริงของแต่ละท่านก็เลยต่างกัน เวลาเอาไปเขียน ก็เลยไม่เหมือนกันสักเรื่องทั้งที่เขียนเรื่องเดียวกัน ครับผม

      แต่โดยทรรศนะส่วนตัว คุณนรินทร์ ไม่มีอคติในการเขียนบทความบทนี้ ท่านเขียนเหมือนกับ นักพากย์บอล ตอนนี้ใครรุก ใครรับ ใครโดนใบเหลือง ใบแดง กรรมการเข้าข้างใคร ใครได้เปรียบเสียเปรียบ เป็นเหมือนคนดู ที่ไม่มีหัวจิตหัวใจ ไม่มีการลงไปตุลุมบอนกับ สิ่งที่เห็นในสนาม ภาพตรงหน้าเป็นอย่างไรก็พากย์ไปตามนั้น เหตุการณ์เปลี่ยน ก็พากย์ไปตามเหตุการณ์

      ไม่ได้เข้าข้างคุณสุมาอี้ แต่เคยเห็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่บ้าน กบฎวรเดช และกบฎเล่มอื่นๆ เล่มหน้าเหมือนกับหมอนสี่เหลี่ยม ถ้าเอาหนังสือที่คุณนรินทร์มาเรียงกันทั้งปริมาณและน้ำหนัก คงไม่เบา ความพยายาม สุดยอด ทีไ้ด้คัดสรร เปลือกออกมาให้เห็นภาพ และมีสำนวณที่น่าอ่านแบบนี้

      ยุคนี้ใครจะมีเวลาไปเรียบเรียง บทความให้อ่านง่ายแบบนี้ละครับ นักวิชาการตามหนังสือพิมพ์ แกก็ไม่มีเวลาไปค้นคว้่าเพราะไม่ได้เป็นอาชีพหลัก งานสอนก็มาก ต่อเลยครับ เอาให้จบ อยากรู้ว่าจะเขียนมาถึงตอน กีฬาสีหรือเปล่า?

  14. ผมลืมแถลงไปว่า ผมเขียนบทความเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อช่วยเพิ่มบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยบนอินเตอร์เน็ตให้มากขึ้น ผมเห็นว่า เวลานี้เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์กันน้อยเกินไป และเราน่าจะใช้ประโยชน์จากบทเรียนในอดีตได้มากกว่านี้

    การเมืองสำหรับผมเป็นเพียงเรื่องความขัดแย้งทางประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ ในสังคม เพราะสังคมเป็นการอยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก ไม่มีทางทำให้ทุกคนพอใจได้ทั้งหมด จึงต้องมีการเมืองมาตัดสินว่า ใครควรได้ผลประโยชน์ไปแค่ไหน แต่ชาวบ้านมักถูกทำให้เชื่อว่า การเมืองเป็นเรื่องของความดีต่อสู้กับความชั่ว เพราะนั่นก็เป็นกลวิธีหนึ่งในการเอาชนะฝ่ายตรงข้าม

    ผมไม่เชื่อเรื่องความเป็นกลาง ผมว่าคนที่คิดว่าตัวเองเป็นการทางการเมืองส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เป็นกลาง แต่ว่าไม่รู้ตัว ผมเชื่อว่าทุกคนควรมีจุดยืนทางการเมืองแล้วต่อสู้กันด้วยเหตุผลจะดีกว่า เพราะนั่นจะช่วยทำให้สังคมเกิดการตกผลึกทางความคิดได้ ดีกว่าแอบอ้างว่าเป็นกลาง แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้เป็นกลาง เป็นการหลอกตัวเอง และไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

    บทความเหล่านี้ของผมยืนอยู่บนจุดยืนที่ว่า ทุกกลุ่มล้วนมีเป้าหมายในการเอาชนะฝ่ายตรงข้ามให้ได้เท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มีใครเป็นนักบุญทั้งสิ้น ผมเชื่อว่านักการเมือง 100 คน คนที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองจริงๆ อาจมีแค่เพียง 1-2 คนเท่านั้น ดังนั้นถ้าผมเหมารวมว่า ตัวละครทุกตัวทำเพื่อตัวเอง เสมอ ย่อมแม่นยำกว่าการเชื่อว่าทุกคนทำเพื่ออุดมการณ์ความถูกต้อง เพราะผมจะมองคนผิดไปแค่ 1-2% เท่านั้น แนะนำว่าต้องอ่านจนครบทุกตอนถึงจะได้ข้อสรุป เพราะสถานการณ์ไหลไปเรื่อยๆ คนๆ เดิมก็เปลี่ยนนิสัยไปตามยุคสมัยและสถานการณ์ได้ด้วย

    อนึ่ง ช่วยท้ายๆ ของมหากาพย์จะเริ่มมีตัวละครที่ยังมีบทบาทอยู่ในปัจจุบันโผล่มามากขึ้น เพราะเริ่มใกล้ยุคปัจจุบัน ผมเดาได้เลยว่า คนที่ “อิน” กับการเมืองมากๆ อ่านแล้วจะโกรธผมอย่างมากเลย เพราะผมมองตัวละครส่วนใหญ่ในแง่ร้ายทั้งหมดจึงอาจไปกระทบกระเทือนความเชื่อและความศรัทธาของท่านผู้อ่านที่มีต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างรุนแรงได้ โต้แย้งได้เสมอครับ แต่ขอให้โต้แย้งแบบมีเหตุผลประกอบด้วย ไม่ใช่อ่านแล้วไม่ถูกใจก็ด่าผมอย่างเดียว ไม่ชี้ประเด็น และไม่มีข้อมูลมาอ้างอิง

    In God we trust. Everyone else must bring data.

    1. เห็นด้วยครับ สังคมจะน่าอยู่ถ้าเราไม่มองคนที่ต่างว่าเป็นศัตรู หรือโง่งมไปเสียหมด รออ่านอยู่นะครับ

    2. ผมไม่แน่ใจว่าจุดยืนอย่างนั้นจะถูกต้อง ผมเชื่อว่าทุกกลุ่มหวังดีกับประเทศทั้งนั้น แต่จะต่างกันในเรื่องการคิดถึงประโยชน์ของตัวเอง และทุกกลุ่มมักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าผลประโยชน์ของตัวเองไม่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของประเทศ หรืออาจจะคิดว่าผลประโยชน์ที่ตัวเองจะเอานั้น เป็นค่าตอบแทน

  15. ^^ ขอบคุณมากๆนะครับพี่โจ๊กครับ
    ผมเคยอ่าน ประชาธปไตย บนเส้นขนาน ของคุณ วินทร์ เลียววาริน
    อ่านบทความของพี่แล้ว jigsaw ในสมองผมเริ่มเข้าที่มากขึ้น
    ขอบคุณอีกครั้งนะครับ

    ฝันดีครับผม ^^

  16. รู้สึกว่าตอนนี้ พระเอกตลอดกาลก็ยังไม่ออกโรงเลยนะครับ

  17. เดจาวู มากๆ กับ 2 ประโยคนี้
    “คณะปฏิวัติก็ยังคงปฏิเสธเสียงแข็งว่า จอมพล ป.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติในครั้งนี้”
    “ภายหลังคณะปฏิวัติได้พยายามหาหลักฐานการคอรัปชั่นของรัฐบาลถวัลย์ แต่ก็ไม่พบแต่อย่างใด”

    เหมือน พศ. 2490 มาซ้อนทับ พศ. 2549

    น่าขนลุกตรงที่ประโยคแรก ชื่อย่อตัวเอกนี่ ไม่เปลี่ยนเลย

    1. ผมว่าหลักฐานการคอรัปชั่นนี่เจอพรึ่บๆๆ เลยนะครับ

    2. สองประโยคนี้ล่ะครับ ที่ทำให้ผมพอจะเข้าใจ ว่าคุณนรินทร์เลือกข้างไหน
      ผมอยู่คนละข้างกับคุณนรินทร์

      แต่ไม่มีปัญหาอะไร ผมยังคงนิยมคุณนรินทร์ เพราะบทความต่างๆมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์
      และผมแยกแยะได้
      และยังเห็นด้วยกับคุณนรินทร์ว่า ความเป็นกลาง ไม่มีอยู่จริง

  18. สมัยก่อนนี้ประหารฝ่ายอรินี้เป็นเรื่องธรรมดาเลยนะครับ กฏหมายสิทธิมนุษยชนยังไม่รุนแรงเท่าสมัยนี้ด้วย
    การสร้างเสถียรภาพสมัยนี้คงยากขึ้นะครับ จะใช้กำลังต่างชาติอาจไม่ยอมรับ
    ยุคข้อมูลข่าวสารล้นเหลืออย่างนี้ จะป้ายสีกัน แล้วกวาดล้างโหดๆคงไม่ง่ายเหมือนยุคก่อน
    รบ.สมัยใหม่อาจต้องสู้กับทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น และม้อบหลากสีนะครับ(สู้ทางความคิด)
    ยังไงก็ขอให้ภาคประชาชนมีวิวัฒนาการทางการเมือง จนผงาดได้อย่างแท้จริงนะครับ อย่าให้ปฏิวัติกันอีก

  19. อ่านสนุกดีครับ (ทั้ง ๆที่การเมืองเป็นเรื่องที่ผมไม่อยากติดตามที่สุด)

    ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่า

    “การเมืองไทย เป็นทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดซะมาก นอกจากคนเล่นจะล้มกระดาน แล้วกลับมาเล่นกันใหม่ (ของไทย ล้มกระดานโดยการรัฐประหาร ไม่ใช่ยุบสภา) การเมืองไทยจะหาสภาวะ Prisiner Dilemma ยากมาก”

    ไม่รู้ว่าจริงเท็จประการใดครับ

  20. ประวัติศาสตร์ย้อนร้อยจริงๆ มีหลายตอนที่เหมือนปัจจุบันมาก

  21. สมัยก่อนนี้การเมืองเล่นยากจังครับ
    พลิกขั้วอำนาจทีเดียวก็โดนยิงเป้าซะละ:D

  22. ผมมาลองนึกดูถึงอนาคตอีกซัก 50 ปีข้างหน้า แล้วมองกลับมาถึงวันนี้ ถ้ามีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับการเมืองปัจจุบัน คงต้องต่อจิ๊กซอว์กันหลายตลบ เพราะขนาดตอนนี้ยังไม่รู้จะฟันธงยังไงเลย(แม้ว่าจะเลือกข้างแล้วก็เถอะ) ได้แต่คิดว่าถ้าคนเขียนอยู่ข้างไหนก็คงจะเขียนเชียร์ข้างนั้น คนที่อ่านก็คงจะต้องพิจรณาแบบรอบด้านมากๆ

    1. ผมคิดว่า ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับความคิดใดๆ ของข้างใดข้างหนึ่ง เราไม่จำเป็นจะต้องเลือกข้างอย่างสมบูรณ์ ผมเป็นเจ้าของประเทศคนหนึ่ง ผมคือผู้ตัดสินที่ตรงไปตรงมา

  23. จำได้ว่า ตอนกบฏวังหลวง ปรีดีเข้าเมืองไทยมาสั่งการในวังหลวงเองนะครับ ไม่ใช่จากเมืองนอก แต่ก็ไม่แน่ใจเพราะอ่านมาอีกทีเหมือนกัน

    ส่วนเรื่องเปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม เป็น ไทย นั้น ถ้าผมจำไม่ผิด หลวงวิจิตรวาทการใช้หลักคิดว่า เป้าหมายของประเทศคือการเป็นมหาอำนาจ จุดแข็งสำคัญของไทยคือ การมีคนเชื้อชาติไทยอยู่ทั่วภูมิภาคนี้ เช่น ไทยอาหมในอินเดีย ไทยสิบสองปันนาในจีน ไทยในลาว เวียตนาม กัมพูชา ฯลฯ ผนวกกับแนวคิด เชื้อชาตินิยม (คล้ายกับฮิตเลอร์ซึ่งกำลังรุ่งเรืองในตอนนั้น ที่มองเชื้อชาติอารยันจะครองโลก) จึงเลือกกลยุทธ์ ชูเชื้อชาติไทยให้เหนือเชื้อชาติอื่น เพื่อหาโอกาสขยายอำนาจครอบคลุมภูมิภาคนี้ จึงเลือกที่จะใช้ชื่อประเทศว่า ไทย เพื่อให้คนไทยในแผ่นดินอื่นเกิดความเป็นพวกเดียวกัน ความต้องการจะขยายอำนาจของไทยในยุคจอมพล ป. เห็นได้ชัดตอนที่ทำสงครามอินโดจีน ส่งกองทัพเข้าไปยึดในลาว เพราะฝรั่งเศสกำลังเพลี่ยงพล้ำอยู่ในยุโรป

    1. ครับ จอมพล ป.ถือโอกาสเข้าไปยึดบางส่วนของลาวและเขมรที่เคยเป็นของไทยคืนในช่วงที่ฝรั่งเศสรบติดพันสงครามโลกด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องคืนเขาไปใหม่เมื่อจบสงคราม

      จริงๆ ถ้ามีใครปลุกระดมเรื่องนี้ขึ้นมาก็สามารถสร้างประเด็นได้มากกว่าเขาพระวิหารอีก จะว่าไปเรื่องรักชาตินี่ขึ้นอยู่กับการกระตุ้นนะครับ อิอิ ปัญหาข้อพิพาทชายแดนที่ยังตกลงกันไม่ได้ที่จริงมีหลายจุดมากและเป็นมานานแล้วขึ้นอยู่กับว่าอยากจะปลุกระดมหรือไม่

      เท่าที่เคยอ่านผ่านตา ปรีดีเตรียมการมาจากต่างประเทศ แต่พอถึงช่วงที่ก่อการ บางกระแสบอกว่า ปรีดีแอบกลับเข้าไทยโดยเดินทางเข้ามาทางเรือด้วย แต่อันนี้ผมไม่ยืนยันครับ

  24. เคยอ่านหนังสือแปล Balancing Act ชื่อไทยว่า สู่ดุลยภาพ
    เขาอธิบายภาพการเมืองไทยเอาไว้ว่า
    าถ้ารักษาสมดุลย์ไว้ได้ บ้านเมืองคงจะเดินหน้าไปได้…

  25. เรื่องนี้ละเอียดๆ อยู่ในหนังสือ “แผนชิงชาติไทย”

    และแนะนำหนังสือเพิ่มเติมสำหรับทุกท่านครับ

    “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง”

    ทั้งหมดนี้ขอไม่บอกชื่อผู้แต่งครับ เพื่อลด bias เรื่องท่าที่ปัจจุบันทางการเมือง
    ซึ่งจริงๆแล้วหนังสือพวกนี้เขียนมานานมากแล้วก่อนภาวะการเมืองปัจจุบัน

  26. ยึดอำนาจอ้างรัฐบาลเก่าคอรัปชั่น ทำบ่อยๆ ทุกวันนี้ คอรัปชั่นไม่น้อยลงเลยนะ

  27. ประเทศไทยต่อสู้การเมืองยาวนาน สุดท้ายได้ประวิตร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *