0255: ป.และ ปรีดี, friend and foe (3/6)

ป. พิบูลสงคราม

การกลับมาครั้งที่สองของคณะราษฏรได้มีการยกเลิกการประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า (พวกคณะเจ้า) โดยเฉพาะตำแหน่งทางการทหาร เพราะได้รับบทเรียนจากรัฐบาลของพระยามโนฯ มีการตัดเบี้ยหวัดที่เกี่ยวกับลูกท่านหลานเธอลงถึง 80% รัชกาลที่ 7 ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ รัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์แทน แต่ทรงพระชนมายุน้อยจึงต้องทรงใช้พระราชอำนาจผ่านทาง พระองค์เจ้าทิพยอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนเท่านั้น ซึ่งพระองค์เจ้าทิพยอาภา ก็เป็นเชื้อพระวงศ์ที่อ่อนน้อมต่อคณะราษฏร ความมั่นคงคือเป้าหมายที่สำคัญของคณะราษฏรยุคที่ 2

แต่การดึงอำนาจกลับมาที่คณะราษฏรก็ไม่ได้แปลว่า ปัญหาจะจบ รัฐบาลใหม่ที่มีพระยาพหลฯ เป็นนายกฯ ได้เกิดกบฏแย่งชิงอำนาจคืนอีกหลายครั้ง เช่น กบฏพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกบฏนายสิบ เป็นต้น มันคือการต่อสู้กันระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่

ในยุคนี้ ร้อยโทแปลก ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น ป.พิบูลสงคราม แกนนำคณะราษฏรฝ่ายทหารบกชั้นผู้น้อย เริ่มมีบทบาทโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเป็นผู้ที่ชักชวนพระยาพหลฯ ให้ยึดอำนาจคืนจากพระยามโนฯ และเมื่อเกิดกบฏบวรเดชขึ้น พระยาพหลฯ ก็แต่งตั้งให้ ป.เป็นผู้บัญชาการปราบกบฏจนได้รับชัยชนะอีก ป.จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ได้เป็นรัฐมนตรีหลายครั้ง และถือได้ว่าเป็นกำลังหลักของคณะราษฏรในการปราบพวกคณะเจ้า ที่ยังคิดจะกอบกู้ระบอบเก่าอยู่ ในช่วงนี้ ป.จึงได้สร้างศัตรูไว้อย่างมากมาย เคยถูกลอบยิงสองหน วางยาพิษอีกหนึ่งหน แต่ก็ยังรอดชีวิตมาได้

ทางด้านรัฐสภาสมัยนั้น ผู้แทนส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม คณะราษฏรจึงคุมเสียงข้างมากในสภาได้ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะล้มกี่ครั้ง สภาก็โหวตเลือกพระยาพหลฯ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ จนสมัยที่ 5 รัฐบาลล้มเพราะโหวตกฏหมายฉบับหนึ่งไม่ผ่าน พระยาพหลฯ ประกาศว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว สภาจึงได้เลือก ป. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน การมีหัวหน้ารัฐบาลเป็นทหารช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล ซึ่งยังเสี่ยงต่อการถูกยึดอำนาจได้เสมอ

เมื่อ ป.เป็นนายกฯ ได้แค่เดือนเศษก็เกิดการก่อหวอดขึ้นทันทีในพระนคร ป.จึงแสดงความเด็ดขาดด้วยการกวาดล้างศัตรูเก่า โดยให้ตำรวจเข้าจับกุมและแจ้งข้อหาวางแผนยึดอำนาจและลอบสังหารผู้นำ พระยาทรงสุรเดชต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ผู้ต้องหาส่วนหนึ่งก็โดนวิสามัญไปเลย (ป.อ้างว่า มีการบุกชิงตัวนักโทษเกิดขึ้น แล้วผู้ต้องหาแย่งปืน ทำให้ตำรวจต้องวิสามัญ ส่วนคนร้ายหนีไปได้ แต่สื่อมวลชนไม่เชื่อ) ผู้ต้องหาส่วนที่เหลือถูกนำขึ้นศาลพิเศษ มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปถึง 18 คน โดยถูกนำไปยิงเป้าวันละ 2-3 คนจนครบ สื่อมวลชนโจมตีว่า ป.เผด็จการ แต่ ป.ตอบว่า “ประหารชีวิตแค่ 18 คนเท่านั้น ไม่ได้มากมายอะไรเลย การปฏิวัติใหญ่ที่ฝรั่งเศสเขาตัดหัวใส่เกวียนเป็นแถวๆ”

เมื่อสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลของตนเองได้แล้ว ป.อยากเห็นสยามเจริญทัดเทียมชาติตะวันตก จึงนำนโยบายรัฐนิยมเพื่อนำประเทศไปสู่ความเป็นอารยะมาใช้ (มีหลวงวิจิตรวาทการรับหน้าที่เป็น Think Tank) มีการออกกฏหมายบังคับให้ประชาชนเลิกเคี้ยวหมาก ออกจากบ้านต้องใส่หมวก ใส่ถุงน่อง วัฒนธรรมไทยที่ดูโบราณถูกนำมาจัดระเบียบใหม่หมด (เหมือนในหนังเรื่องโหมโรง) ฯลฯ อีกมากมาย ไม่เข้ากับวิถีชีวิตคนไทยอย่างมาก ดูแล้วเหมือนนโยบายยุโรปนิยมมากกว่า คือเลียนแบบชาติตะวันตกแต่เปลือกนอกแล้วบอกว่าเราเจริญเท่าเขาแล้ว

ป.ให้เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย โดยให้เหตุผลว่า ชาวสยามชอบแบ่งแยกกันโดยเรียกตัวเองว่า ไทยใหญ่ ไทยอิสาน ไทยกลาง ฯลฯ ดังนั้นเพื่อความเป็นปึกแผ่น ทุกคนควรหันมาเรียกตัวเองว่า ไทย ให้เหมือนกันหมด ที่จริงแล้ว นโยบายของ ป.มีนัยทางการเมืองคือ การจำกัดคนจีนในประเทศไทย ซึ่ง ป.มองว่าเป็นส่วนเกินของสังคมไทย มีการสร้างทฤษฏีใหม่ว่าคนไทยไม่ได้อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน แต่มาจากเทือกเขาอัลไต เพื่อพยายามบอกว่า คนไทยกับคนจีนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน มีการปิดโรงเรียนจีนและออกกฏหมายห้ามคนจีนส่งเงินออกนอกประเทศอีกด้วย (เป็นที่มาของคำว่า “เรียบร้อยโรงเรียนจีน”)

ที่จริงแล้ว ระบอบที่ ป.นำมาใช้ก็คือ ระบอบฟาสซิสต์ (เผด็จการอำนาจนิยม+ชาตินิยม) ที่ใช้กันในญี่ปุ่น เยอรมัน และอิตาลีในเวลานั้นนั่นเอง เพราะประชาธิปไตยที่คณะราษฏรนำมาใช้ปรากฏว่าเป็นอะไรที่ชาวบ้านสมัยนั้นฟังไม่รู้เรื่อง ชาวบ้านบางคนเข้าใจว่า “ประชาธิปไตย” เป็นชื่อลูกชายคนหนึ่งของพระยาพหลฯ เพราะชาวบ้านรู้จักแต่ระบอบเจ้า ไม่สามารถคิดอะไรนอกกรอบนี้ได้ ในขณะที่ คอมมิวนิสต์ก็เป็นระบอบที่พระยามโนฯ สาดโคลนเสียจนชื่อเน่าเหม็นไปหมดแล้ว จึงเหลือแต่ระบอบฟาสซิสต์อีกแค่ระบอบเดียวเท่านั้นที่มีใช้กันอยู่ในโลกเวลานั้น และทำให้ป.เลือกนำมาใช้  มันเป็นระบอบเชื่อผู้นำ วลีเด็ดของ ป.คือ “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัยยยยยย” ในแง่หนึ่งอาจมองได้ว่า ป.มีความจำเป็นต้องทำก็ได้ เพราะในเวลานั้นไทยมีภัยคุกคามจากญี่ปุ่นในยุคสงครามโลก ประเทศจึงต้องการความเป็นปึกแผ่นภายในและมีผู้นำที่เด็ดขาด ซึ่ง ป.เหมาะที่จะทำหน้าที่นี้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายๆ ของรัฐบาล ป.  ปรีดีกับป.จากที่เคยร่วมมือกันอย่างดี ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฏรมาด้วยกัน เริ่มมีความเห็นขัดแย้งกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ ป.เลือกที่จะเข้าด้วยญี่ปุ่น เมื่อเหตุการณ์เริ่มส่อเค้าว่าญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ความนิยมของ ป.จึงตกต่ำลง ในขณะที่ ปรีดี เริ่มหันไปสนับสนุนขบวนการเสรีไทย และล๊อบบี้ผู้แทนในสภาให้เลิกสนับสนุน ป. เพื่อป้องกันมิให้ ป.นำไทยไปสู่การเป็นประเทศแพ้สงคราม

เมื่อ ป.เสนอให้มีการย้ายเมืองหลวงไปที่เพชรบูรณ์แต่โหวตแพ้ ทำให้ ป.ต้องเลือกระหว่างการลาออกกับยุบสภาแต่ ป.ได้เลือกการลาออก เพราะ ป.ยังมั่นใจว่าสภาจะเลือกตนกลับเข้ามาเป็นนายกฯ เหมือนเดิม แต่ ป.คาดผิด สภาโหวตเลือกนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ แทน นายควงเป็นสภาชิกคณะราษฏรคนสำคัญอีกคนหนึ่ง แต่ลูกพรรคของนายควงนั้นเต็มไปด้วยพวกอนุรักษ์นิยม+ลูกท่านหลานเธอ ซึ่งถูกพวกคณะราษฏรกดเอาไว้อย่างหนัก มารวมตัวกันที่นี่ นายควงจึงเป็นคนที่ดูค่อนข้างเป็นกลางในสภา กล่าวกันว่า ปรีดีจงใจปล่อยให้ควงเป็นนายกฯ เพื่อมิให้ตัวเองถูกมองว่า เป็นผู้ที่โค่น ป. โดยตรง ยังไงเสียควงก็ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของปรีดีเลย เพราะปรีดียังคุมเสียงข้างมากในสภาอยู่

ป.เจ็บใจมากที่โดนสภาหักหลัง จึงพาภรรยาไปทำสวนอยู่แถวจังหวัดปทุมธานี และประกาศว่า “เข็ดแล้วการเมือง จะไม่ขอกลับมาเล่นการเมืองอีกแล้ว” รวมเวลาที่ ป. ได้เป็นนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 10 ปี จนได้ชื่อว่าเป็น “นายกตลอดกาล”

รัฐบาลนายควงล้มเลิกนโยบายรัฐนิยมทุกอย่างที่ ป.เคยทำไว้ทั้งหมด แล้วลาออกทันทีเพื่อเปิดทางให้ มรว.เสนีย์ ปราโมช ฑูตไทยประจำกรุงวอชิงตันเข้ามาเป็นนายกฯ เพราะเป็นคนไทยที่เจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรได้ดีที่สุดในเวลานั้น เมื่อ มรว.เสนีย์ ปฏิบัติหน้าที่เสร็จ ก็ลาออก สภาจึงโหวตให้นายควงกลับมาเป็นนายกฯ ใหม่ แต่นโยบายเศรษฐกิจของนายควงเป็นแบบตลาดเสรีซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของปรีดี ผู้แทนในสภาที่เป็นสาวกของนายปรีดี จึงช่วยกันดันให้รัฐบาลของนายควงล้มโดยให้รัฐบาลโหวตกฏหมายฉบับหนึ่งแพ้ นายควงเลือกยุบสภา คราวนี้ นายปรีดีจึงได้ลาออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อมาแข่งด้วย นายควงเห็นว่าสู้ไม่ได้ จึงไม่ได้ลงแข่ง นายปรีดีจึงได้รับการโหวตจากสภาให้เป็นนายกฯ คนใหม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นฝ่ายค้าน พวกอนุรักษ์นิยมสยองกันไปตามๆ กัน เพราะเกรงว่านโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมของนายปรีดี กำลังจะกลับมาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่นายปรีดีจะได้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแค่วันเดียว ก็เกิดเหตุลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 ขึ้น

รัฐบาลของนายปรีดีพยายามสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่าใครคือฆาตกร ฝ่ายค้านจึงโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายแค้นของนายปรีดีนอกสภาก็ให้คนออกไปปล่อยข่าวลือตามโรงหนังต่างๆ โดยร้องตะโกนว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” คนไทยชอบคำอธิบายของสิ่งที่ไม่มีคำตอบอยู่แล้ว ข่าวลือจึงหนาหูอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการพูดกันมากๆ พูดกันทุกวัน เรื่องที่ดูไม่น่าเชื่อ ก็ฟังดูน่าเชื่อขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลต้องเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ที่กล่าวหานายปรีดี ในที่สุดนายปรีดีต้องลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ไม่สามารถให้ความกระจ่างกรณีสวรรคตได้

สภาได้โหวต พลเรือดรี ถวัลย์ ขึ้นมาเป็นนายกแทนนายปรีดี ซึ่งที่จริงแล้ว พลเรือตรีถวัลย์คือคนที่ปรีดีผลักดันอยู่เบื้องหลังนั่นเอง เพราะไม่ว่าพรรคใหญ่น้อยในสภาในเวลานั้น ก็ล้วนมีชื่อเล่นว่าพรรคปรีดีด้วยกันทั้งนั้น

ปรีดี พนมยงค์

รัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ เจอมรสุมทางการเมืองอย่างหนัก ทั้งกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และการถูกกล่าวหาว่า คอรัปชั่นอย่างมโหฬาร กินจอบกินเสียม มีแรงกดดันทางการเมืองหนักขึ้นเรื่อยๆ นักข่าวถามว่ากลัวโดนปฏิวัติมั้ย พลเรือถวัลย์ตอบว่า “ก็นอนรอการปฏิวัติอยู่แล้ว” เพราะความมั่นใจในแรงสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็โดนเลย….

เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะปฏิวัติประกอบด้วย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ น.อ.กาจ กาจสงคราม พล.ต.อ เผ่า ศรียานนท์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.อ.ถนอม กิตติขจร พ.ท.ประภาศ จารุเสถียร ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เข้ายึดอำนาจจากพลเรือตรีถวัลย์ โดยอ้างปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และคดีสวรรคต มีการเข้าจับกุมนายปรีดี แต่นายปรีดีหลบหนีทัน ซึ่งสุดท้ายแล้วนายปรีดีต้องขอลี้ภัยทางการเมืองทำให้ไม่ได้กลับเมืองไทยอีกเลยตลอดชีวิต

คณะปฏิวัติบอกว่าไม่ได้ยึดอำนาจเพื่อตัวเองแต่ทำไปเพื่อแก้ปัญหาคอรัปชั่น จึงได้แต่งตั้งให้ นายควง เป็นนายกฯ แทน (พึ่งรู้ว่า ปชป.เป็นพรรคตาอยู่มาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว) แต่ในงานๆ หนึ่งที่มีทั้ง จอมพล ป.และพล.ท.ผิน ไปร่วมงานด้วย ป.ได้จุดบุหรี่จากไฟแช็ค ที่พล.ท.ผินยื่นให้อย่างนอบน้อม นักข่าวก็รู้ได้ทันทีว่า ที่จริงแล้วใครน่าจะอยู่เืบื้องหลัง แต่คณะปฏิวัติก็ยังคงปฏิเสธเสียงแข็งว่า จอมพล ป.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติในครั้งนี้ แต่เป็นความประสงค์ของคณะปฏิวัติเองที่ทนเห็นการคอรัปชั่นในบ้านเมืองไม่ได้ พล.ท.ผินมีการร้องไห้ออกทีวีด้วยจนได้รับฉายาว่าเป็น “วีรบุรุษเจ้าน้ำตา” อย่างไรก็ตาม ภายหลังคณะปฏิวัติได้พยายามหาหลักฐานการคอรัปชั่นของรัฐบาลถวัลย์ แต่ก็ไม่พบแต่อย่างใด

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อรัฐบาลของนายควงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ มีการแจกใบปลิวสร้างกระแสว่า นโยบายเสรีของนายควงสู้นโยบายชาตินิยมของจอมพล ป.ไม่ได้ สมควรเรียกจอมพล ป.กลับมากันเถิด จากนั้นคณะปฏิวัติก็ได้เข้าทำการยึดอำนาจจากนายควงอีกครั้ง โดยเอาปืนจี้ให้นายควงลาออกเอง คราวนี้สภาได้ยกมือให้จอมพล ป.กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ทันทีที่นายควงออกไป ราคาไข่ก็ลดลงทันทีอย่างน่าพิศวง

การกลับมาครั้งนี้ ป.ได้กลับมากวาดล้างพวกของปรีดีจนหมดสิ้น ปรีดียังพยายามกลับมายึดอำนาจคืนจาก ป.อีกครั้งโดยสั่งการมาจากเมืองนอกในกบฏวังหลวง แต่ก่อการไม่ทำสำเร็จ ถือได้ว่า ป.คือผู้ที่ทำให้ฐานอำนาจของปรีดีหมดไปจากการเมืองไทยอย่างถาวร

การปฏิวัติ 8 พย 90 ถือกันว่าเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุด เพราะการเมืองไทยกำลังมาถึงจุดที่เป็นการแข่งขันกันระหว่างรัฐบาลพลเรือน (ปรีดี vs ควง) แล้ว แต่ก็ต้องมากลายเป็นรัฐทหารไปอีกถึง 26 ปี ต่อจากนั้น