0139: Logistics 101

ถ้าธุรกิจของคุณมีลูกค้ากระจายอยู่ทั่วเมือง คุณจะจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าทั้งหมดของคุณอย่างไร

คิดแบบง่ายๆ เมื่อคุณได้คำสั่งซื้อ คุณก็คงเอาสินค้านั้นใส่รถแล้วตีรถไปส่ง (ad hoc delivery) ถ้าลูกค้า 100 คนซื้อพร้อมกันหมดก็ทำแบบนี้ 100 เที่ยว วิธีนี้นับว่าสิ้นเปลืองทรัพยากรแบบสุดๆ เพราะถ้าลูกค้าแต่ละคนสั่งทีละน้อยๆ ก็ต้องวิ่งรถไปแบบโล่งๆ แถมขากลับจะต้องกลับรถเปล่าเสมอไม่ว่าลูกค้าจะสั่งมากหรือน้อย

ถ้ายอมให้ลูกค้ารอสักหน่อย ค่อยๆ รวบรวมออเดอร์แล้วไปส่งให้ทีเดียวทุกราย แบบนี้ก็จะประหยัดค่าขนส่งได้แบบสุดๆ วิธีนี้เป็นวิธีการของรถส่งนมตอนเช้า (milk run delivery) นั่นเอง หรือถ้าเป็นบ้านเราก็คือการส่งหนังสือพิมพ์ แต่แน่นอนถ้าพื้นที่ส่งของกว้างมาก ลูกค้าแต่ละรายอาจรอไม่ไหว Lead time จึงเป็นข้อเสียของวิธีนี้ อย่างไรก็ตามอาจเอาวิธีแรกกับวิธีนี้มาผสมกันก็ได้ คือให้คนส่งหนังสือพิมพ์หนึ่งคนรับผิดชอบลูกค้าหนึ่งเขตก็จะช่วยให้ส่งของได้เร็วขึ้น จะเห็นได้ว่า logistic เป็นเรื่องของการ trade-off เมื่อได้สิ่งหนึ่งมา (ประหยัดค่าขนส่ง) ก็จะต้องเสียอีกสิ่งหนึ่งไปเสมอ (lead time นานขึ้น) ไม่มีวิธีการส่งของแบบไหนที่ดีที่สุด แต่จะพยายามค้นหาวิธีที่ optimize ที่สุด กล่าวคือมี net advantage สูงสุด สำหรับแต่ละสถานการณ์ให้เจอ

การส่งของจะยากขึ้นในกรณีของธุรกิจที่มีแหล่งกำเนิดสินค้าหลายแหล่งด้วยมิใช่มีลูกค้าหลายแห่งอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น เครือข่ายร้านสะดวกซื้อ ที่ต้องรับสินค้าจากผู้ผลิตนับพันๆ รายไปส่งให้กับร้านสาขานับพันๆ รายที่แต่ละสาขาต้องการสินค้าเหล่านั้นทุกรายการ

สิ่งที่แทบจะขาดไม่ได้เลยสำหรับการส่งของแบบนี้คือ คลังสินค้า (Warehouse) ซึ่งผู้ผลิตสินค้าทุกรายจะต้องส่งของมารวมกันที่จุดนี้ก่อนที่จะนำสินค้าทุกรายการออกไปส่งตามสาขาต่างๆ อีกที วิธีนี้แม้ว่าในบางกรณี ผู้ผลิตบางรายอาจตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสาขาบางสาขาเป็นอย่างมากแท้ๆ แต่ก็จะต้องเอาสินค้าไปส่งที่คลังสินค้าก่อนแล้วค่อยให้คลังสินค้าส่งสินค้านั้นไปยังสาขาที่อยู่ใกล้ๆ กับผู้ผลิตรายนั้นอยู่ดี เพราะคิดแล้วยังไงก็คุ้มกว่า

บางครั้งปัญหาเกิดขึ้นเพราะคนที่จะสร้าง Wh ควรจะเป็นเจ้าของเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ ในขณะที่ คนที่จะได้ประหยัดค่าขนส่งกลายเป็นผู้ผลิตสินค้าซึ่งเดิมจะต้องเป็นคนไปส่งสินค้าให้ที่สาขาทีละสาขา ก็เลยกลายเป็นว่าคนลงทุนไม่ใช่คนที่ได้ประโยชน์ พอเจ้าของร้านสะดวกซื้อสร้าง Wh ก็เลยขอเรียกเก็บเงินค่าส่งของจากผู้ผลิต ซึ่งผู้ผลิตมักรู้สึกว่าเจ้าของธุรกิจร้านสะดวกซื้อหน้าเลือด แต่ที่จริงแล้ว ถ้ามี Wh ก็ช่วยทำให้ logistic cost ทั้งระบบลดลง ซึ่งดีกับทุกฝ่าย เพราะผู้บริโภคก็จะมีกำลังซื้อมากขึ้น ดังนั้น logistic ต้อง optimize ทั้งระบบ ไม่ใช่ optimize เพื่อ party ใด party หนึ่งเท่านั้น logistic ที่ดีจึงอาศัยมีการร่วมมือกันของทุกฝ่าย ควรกำจัดความหวาดระแวงว่าอีกฝ่ายคิดจะเอาเปรียบออกไปให้ได้

firms do not compete, supply chain competes!!!

9 thoughts on “0139: Logistics 101”

  1. อ่านแล้วรู้สึกเข้าใจระบบ logistic มากขึ้นเยอะเลยครับ
    ขอบคุณสำหรับภาพประกอบที่เข้าใจง่ายด้วยนะครับพี่ครับ

  2. ผม(กลับ)คิดว่า … แม้ไม่ถึงกับ “หน้าเลือด” แต่ก็ใกล้เคียง เพราะ ทุกวันนี้ buying power ตกอยู่ในมือของเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ มากกว่า ในมือของผู้ผลิตสินค้า

    เพราะกลยุทธ์หมากล้อม(เมือง)ที่เขาถนัด มิใช่หรือ ?

    เมื่อกลไกนี้ไม่สมดุล … โครงสร้าง(ทั้งระบบ)ก็พร้อมจะพังลงมาได้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

    ผมเข้าใจถูกไหม ?

    : )

  3. supply chain นี่เคยได้ยินมาเรื่องหนึ่ง
    อย่างของ toyota ผลิตรถโดยไม่ต้องมีคลังเก็บของ
    เพราะอาศัยว่าตัวเองเป็นใหญ่ มีอำนาจเยอะกว่า supplier
    ผมว่าตัวใหญ่ๆ ยังไงก็เสียงดังกว่านะครับ

    ว่า..แต่รถเนี้ยมันจะผลิตเร็วๆภายในไม่กี่นาที ไปทำไมก็ไม่รู้
    ในเมื่อตอนขายก็ต้องมาจอดรอที่โชว์รูมตั้งนานสองนานกว่าจะขายได้

  4. ลองหาเกมส์ฟรี simutrans มาเล่นซิ ต้องคิดเรื่องการวางเส้นทางให้ดีๆ ด้วยละ

  5. ขอเรียนเชิญร่วมงาน The 6th Thailand International Logistics Fair 2009
    จัดโดย กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย
    ระหว่างวันที่ 9-13 กันยายน 2552 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
    ติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณรัตติยา, คุณธิติพันธ์, คุณชลวรรณ หรือ คุณบูรณี
    โทรศัพท์ 02-690-5681-4

  6. กระทรวงพาณิชย์จัดงาน The 6th Thailand International Logistics Fair 2009 อย่างยิ่งใหญ่
    เน้นสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ครอบคลุมอาเซียน พร้อมจัดกิจกรรมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ
    พัฒนาการบริหารจัดการและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของไทย

    กรุงเทพฯ –กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการส่งออก ร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย และหน่วยงานสนับสนุนอีก 14 องค์กร จัดงาน The 6th Thailand International Logistics Fair 2009 ระหว่างวันที่ 9-13 กันยายน 2552 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค พบกับสัมมนาและกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ต่างๆ มากมายภายในงาน เพื่อช่วยสร้างโอกาสทางการค้า และเสริมสร้างความรู้ด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพให้กับผู้ประกอบการไทย
    นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่าในภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ทั่วโลกกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ โลจิสติกส์มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจการค้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งต้องพึ่งพาการส่งออกถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของ GDP จึงมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการการส่งออก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยในขณะนี้ยังสูงถึงร้อยละ 18.9 ของ GDP
    “เรื่องโลจิสติกส์เป็นเรื่องที่ได้รับความสำคัญอย่างยิ่งจากรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เนื่องจากเป็นประตูสู่การค้าขายที่มีประสิทธิภาพของประเทศ รัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติ หรือ “กบส” ขึ้นโดยมีภารกิจดูแลด้านงานโลจิสติกส์โดยเฉพาะ และกระทรวงพาณิชย์เองก็ได้ขานรับนโยบายและจัดตั้งคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้าขึ้นเพื่อดูแลเรื่องโลจิสติกส์การค้าอีกโดยเฉพาะโดยเน้นแนวคิดเชิง
    กลยุทธ์ในการลดต้นทุนโลจิสติกส์การค้าของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ ขณะที่เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์การค้า เพื่อกระตุ้นความพร้อม และส่งเสริมสนับสนุนภาคการค้าและเศรษฐกิจไทย รองรับการดำเนินการทั้งในระยะเร่งด่วนและในระยะกลางและยาว” นายอลงกรณ์กล่าว

    ด้านนายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกในฐานะผู้จัดงานฯ กล่าวว่าที่ผ่านมากรมฯ ได้ดำเนินการผลักดันให้ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการภาคการผลิตพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการลดต้นทุนด้านการผลิตและการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการเข้าชมงานโลจิสติกส์ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการภาคการผลิตจะได้มองเห็นทางเลือกในการบริหารจัดการโลจิสติกส์จากผู้ให้บริการมืออาชีพโดยตรง อีกทั้งขยายช่องทางเลือกสำหรับบริการโลจิสติกส์ที่เหมาะสม ที่สามารถช่วยประหยัดได้ทั้งต้นทุนและเวลาแทนการบริหารจัดการด้วยตนเองทั้งหมด

    งาน The 6th Thailand International Logistics Fair 2009 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ธีม “ASEAN Logistics Networks” มีผู้เข้าร่วมงาน (exhibitor) ทั้งสิ้น 343 คูหา จาก 171 บริษัท รวมทั้งหน่วยงานและสมาคมจากกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion – GMS) ซึ่งประกอบด้วยจีน เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า และไทย

    ภายในงานมีการจัดแสดงสินค้า เทคโนโลยี และบริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจร จากกลุ่มธุรกิจบริการโลจิสติกส์ กลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์โลจิสติกส์ เช่น เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับคลังสินค้า กลุ่มซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น เทคโนโลยีบาร์โค้ด, RFID และโปรแกรม ERP ตลอดจนกลุ่มธุรกิจและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากการจัดแสดงสินค้าและบริการด้านโลจิสติกส์แล้ว ปีนี้ผู้จัดงานฯ ยังเน้นจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการโลจิสติส์ที่มีประสิทธิภาพ โดยจัดสัมมนา Logistics Symposium เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและวิธีปฏิบัติด้านโลจิสติกส์การค้าระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยผู้เชี่ยวชาญของไทยและต่างประเทศ อาทิ การบรรยายในหัวข้อ “What Will Be the Situation of Logistics Industry in 2010 and How Logistics Service Providers Should Adapt to Survive” โดย
    Mr. William M. Gottlieb ประธานสหพันธ์ตัวแทนขนส่งและโลจิสติกส์นานาชาติ หรือ FIATA เป็นต้น

    นอกจากนี้ ภายในงาน The 6th Thailand International Logistics Fair 2009 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ Business Presentation โดยนำเสนอเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการบริการจัดการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพจากภาคเอกชน โครงการ Logistics Clinic โดยยกศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ (OSEC) มาไว้ภายในงานเพื่อให้คำปรึกษาด้านการออกเอกสารเพื่อการส่งออก การประกวด Logistics Model Awards สำหรับผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการด้านโลจิสติกส์ นิทรรศการด้านโลจิสติกส์ และโครงการตลาดแรงงาน หรือ Logistics Job Fair โดย บ. วัฏฏะ คลาสสิฟายด์ส จำกัด

    นายปณต บุณยะโหตระ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการส่งออกกล่าวปิดท้ายว่า “ความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์ของไทยนั้น คือการที่เราสามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ และการที่เราจะสร้างเน็ตเวิร์คเช่นนี้ได้ เราก็ต้องทำให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยไปเป็นคู่ค้ากับต่างประเทศให้มากที่สุด”

    งานครั้งต่อไป (The 7th Thailand International Logistics Fair 2010) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 ตุลาคม 2553 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

    ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม
    สื่อมวลชนสัมพันธ์ โทรศัพท์: 0-2690 56 81-4 โทรสาร: 0-2690 56 85
    รัตติยา โตสูงเนิน, อุไรรัตน์ สุโชดายน
    บูรณี จันทรปรรณิก, นุจรี ศรีวรรณยศ

  7. เพิ่งมาอ่านเจอตอนนี้ครับ ถ้าเป็นตอนเรียนก็เข้าใจง่าย แต่พอทำจริงรู้สึกยากมากเลยครับ เช่น มีหน่วยขายอยู่ 3 หน่วย แต่แยกกันสั่งซื้อจาก supplier เดียวกัน เนื่องจากเพื่อนบางคนให้เหตุผลว่า ต้องการความรวดเร็วของแต่ละหน่วยขาย แบบนี้ก็ไม่ได้ร่วมมือกันสั่งซื้อทีเดียวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ซึ่งผมคิดว่าเพื่อนๆก็เรียนและเข้าใจมาเหมือนกัน แต่พอขายของจริงๆ ไม่รู้ว่าลืมตัวหรือเป็นเพราะอะไร (ผมเข้าใจว่านั้นคืออาการกลัวเสียเปรียบ จากที่คุณสุมาอี้ได้เขียนไว้ หรือเป็นอาการที่ว่าถ้าคุณไม่มาอยู่ตรงจุดนี้คุณก็ไม่รู้หรอก ทำนองนั้น) ก็มีการโต้แย้งบ้างแต่ก็เกรงว่าจะขัดใจกันไปใหญ่ จนผมคิดไปเองว่าสิ่งที่เรียนมาเยอะแยะมันอาจนำมาปฎิบัติไม่ได้จริง เนื่องจากทุกฝ่ายก็มีเหตุ-ผล ของตนเอง

    จึงต้องการขอความเห็นครับ เนื่องจากเรื่องจริงมันยากมากเลยครับ ที่จะทำให้ทุกฝ่าย คิดได้ว่า “logistic ที่ดีจึงอาศัยมีการร่วมมือกันของทุกฝ่าย ควรกำจัดความหวาดระแวงว่าอีกฝ่ายคิดจะเอาเปรียบออกไปให้ได้”

    ขอบคุณครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *