0256: ป. and the three musketeers (4/6)

การกลับมาครั้งที่สองของ ป. ภารกิจแรกคือการกลับมากำจัดพวกเสรีไทยในสภาที่เคยหักหลัง ป. โดย ป.ได้นำพรบ.คอมมิวนิสต์ของพระยามโนฯ มาปรับปรุงใหม่ โดยเพิ่มอำนาจให้ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ง่ายขึ้น มีนักการเมืองและสื่อมวลชนที่ต่อต้าน ป. มากมายโดน “อุ้ม” โดยมี พ.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ หนึ่งในทหารเสือของ ป. เป็นหัวเรือใหญ่ในการกวาดล้าง 

การที่ ป.ไม่มีพวกคณะราษฏรในสภาคอยหนุนหลังเหมือนก่อน ทำให้ ป.ในยุคที่สองจึงเป็นรัฐบาลผสมที่ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาตำแหน่งนายกฯ ตลอดเวลา ป.หว่านล้อมหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่น้อยด้วยการเสนอผลประโยชน์และตำแหน่งรัฐมนตรีให้สารพัด ไม่เว้นแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอาใจฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในสภาที่มากพอ แนวคิดทางการเมืองหายไปหมด พรรคการเมืองในยุคนี้ได้กลายเป็นเพียงการรวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์ ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ รองรับ อันกลายมาเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองไทยในยุคต่อๆ มา

พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งหนึ่ง รัฐบาลของ ป.มีแนวโน้มว่าจะต้องล้มอย่างแน่นอน ป.ใช้ทีเด็ดด้วยการเรียกให้ พล.ต.อ.เผ่า เข้ามานั่งประชุมในสภาด้วย พล.ต.อ.เผ่า เพิ่งสังหารอดีต รมต.สี่คนที่เป็นพวกเสรีไทยอย่างโหดเหี้ยมไปหมาดๆ โดยพาไปยิงทิ้งที่ป่าละเมาะ ในครั้งนั้นสภาจึงพร้อมใจกันยกมือไว้วางใจรัฐบาลของป.ไปด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 63 ต่อ 31 แบบพลิกความคาดหมาย

ในปี 2494 ที่การประสานประโยชน์พรรคการเมืองของ ป.มาถึงทางตัน ป.ได้หยิบไพ่ใบสุดท้ายออกมา ด้วย “การปฏิวัติตัวเองทางวิทยุกระจายเสียง” โดยอ้างภัยคุกคามจากพวกคอมมิวนิสต์ เมื่อปฏิวัติแล้ว ก็ถึอโอกาสฉีกรัฐธรรมนูญปี 2492 ซึ่งเป็นฉบับที่ร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญทิ้งด้วย โดยนำรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 กลับมาใช้ใหม่ โดยอ้างว่าเป็นฉบับแรกจึงเป็นประชาธิปไตยแท้จริง จากนั้นก็มีการแก้ไขเพิ่มเติม จุดประสงค์แท้จริงของ ป.คือ การยกเลิกข้อห้ามข้าราชการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งสภาร่างได้ทิ้งบอมบ์เอาไว้เพื่อกันมิให้ ป.รวมอำนาจได้ง่าย และการยกเลิกวุฒิสภา ซึ่งชอบขัดขวางกฎหมายของ ป.อยู่ตลอดเวลา

ศัตรูอีกกลุ่มหนึ่งของป.คือ กองทัพเรือ ซึ่งไม่พอใจที่กองทัพบกมีบทบาทมากกว่ามาตลอด ทั้งที่การปฏิวัติ 2475 เป็นการร่วมมือกันระหว่าง กองทัพบก กองทัพเรือ และพลเรือน กองทัพเรือได้ช่วยเหลือปรีดีในการก่อกบฏวังหลวงเพื่อต้าน ป. (เป็นที่น่าสังเกตว่า ยุคนี้แม้แต่รบ.พลเรือนยังหันมาใช้กำลัง เพราะกลไกต่างๆ ไม่ทำงานหมดแล้ว) และเมื่อไม่สำเร็จ ก็ก่อกบฏเองอีก (กบฏแมนฮัตตัน) ในการปราบกบฏทั้งสองครั้ง พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทหารเสืออีกคนหนึ่งของ ป.ได้แสดงบทบาทในการปราบกบฏอย่างห้าวหาญ กบฏแมนฮัตตันในครั้งนั้นได้ทำให้กองทัพเรือมีอิทธิพลทางการเมืองน้อยกว่ากองทัพบกอย่างถาวร มาจนถึงปัจจุบัน

 

จอมพล ผิน ชุนหะวัณ

ภายใต้ภาพลักษณ์ภายนอกของ ป.ที่ดูเผด็จการมากกว่าสมัยแรกนั้น ที่จริงแล้วเบื้องหลังคือการที่ ป.จะต้องพึ่งพาอำนาจของคณะปฏิวัติ 2490 ซึ่งเป็นผู้ช่วยให้ ป.กลับมาเป็นนายกอีกครั้ง ภายในคณะปฏิวัติเองบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดสามคน คือ พล.อ.ผิน ชุนหะวัณ แห่งบ้านราชครู ผู้นำคณะปฏิวัติ, พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผบ.ทบ. แห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ และพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ป.ต้องใช้ศิลปะอย่างมากในการคานอำนาจของทหารเสือทั้งสามคนนี้ กลยุทธ์ที่ ป.ใช้คือการแบ่งแยกแล้วปกครอง (divide and conquer) คือระวังมิให้ทหารเสือคนใดคนหนึ่งโดดเด่นเหนือกว่าคนที่เหลือมากจนเกินไป จะได้ไม่มีใครเด่นเทียบรัศมีของ ป.ได้

ในบรรดาทหารเสือทั้งสามคนดูเหมือนเผ่าจะเข้ากับป.ได้ดีที่สุด เพราะ ป.ล่อใจเผ่าด้วยการวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากตนในอนาคต เพื่อแข่งขันกับทหารเสืออีกสองคน เผ่าจึงพยายามสร้างฐานอำนาจให้ตนเองด้วยการสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่กรมตำรวจ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภายใต้สโลแกน “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้มีอะไรบ้างที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” มีการเพิ่มกำลังพลให้มากถึง 43,000 นาย ทหารบกมีอะไร ตำรวจก็ต้องมีบ้างไม่ให้น้อยหน้า ตำรวจในยุคของเผ่าเป็นยุคเดียวที่มีรถถังด้วย เผ่าช่วยป.กวาดล้างศัตรูทางการเมืองราวกับประเทศไทยเป็นรัฐตำรวจที่ตำรวจอยากอุ้มฆ่าใครก็ได้ เผ่ายังได้ช่วยหาทุนให้ ป.เพื่อมาใช้ซื้อตัวสส. ด้วยการลักลอบค้าฝิ่น และในเวลาเดียวกันเผ่าก็ใช้กำลังตำรวจเข้าปราบปรามผู้ค้าฝิ่นรายอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งของตนด้วย

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

ทหารเสือที่ดูเหมือนจะพยายามวัดรอยเท้า ป.มากที่สุดคือ สฤษดิ์ ซึ่งมีกองทัพราบที่ 1 รักษาพระองค์อยู่ในมือ ป.พยายามสกัดดาวรุ่งดวงนี้ด้วยการขอร้องมิให้ พล.อ.ผิน เลือกให้สฤษดิ์ขึ้นมาเป็นผบ.ทบ.แทน แต่ว่าไม่สำเร็จ ยุทธศาสตร์ของสฤษดิ์นั้นเฉียบคมกว่า ป. เพราะ สฤษดิ์รู้จักการเอาใจมวลชน อันเป็นเกมการเมืองยุคใหม่ที่ ป.ตามไม่ทัน เพราะไม่คิดว่าสำคัญ ในด้านการหาทุนนั้น สฤษดิ์ คบหานักธุรกิจชาวจีน ซึ่งถูก ป.กดขี่อยู่ โดยเข้าไปเป็นกรรมการบริษัทเอกชนมากถึง 22 แห่ง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจเหล่านั้น และยังคุมรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองสลากกินแบ่งรัฐบาล

เมื่อ ป.เห็นสามทหารเสือเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน ป.จึงหันไปเข้ากับสหรัฐฯ เพื่อหวังให้สหรัฐฯ มาช่วยคานอำนาจ ป.สัญญากับสหรัฐฯ ว่า จะช่วยปราบคอมมิวนิสต์จึงมีการส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ทำให้ต้องมีการขึ้นภาษีอย่างมากมาย ซึ่งกลับทำให้ ป.เป็นที่รังเกียจของมวลชนมากขึ้น และภายหลัง ป.ก็ได้ค้นพบว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าด้วยสหรัฐฯ เพราะ สหรัฐฯ ให้เงินกับทุกฝ่ายที่บอกว่าจะช่วยสหรัฐฯ ปราบคอมมิวนิสต์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ สฤษดิ์ นั่นเอง นับเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดของ ป.  

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากสวิสเซอร์แลนด์ ทรงเสด็จออกเยี่ยมประชาชนทั่วทุกสารทิศ ซึ่งทำให้ประชาชนนิยมชมชอบในพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก ป.เกรงว่าตนเองจะหมดความสำคัญลงในฐานะ”ท่านผู้นำ” ป.จึงสั่งให้ตัดงบประมาณเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจลง ซ้ำยังสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินเพื่อเป็นการลดพระเกียรติราชวงศ์จักรีอีกด้วย  ป.พยายามอ้างว่า ตนมีคุณูปการต่อประเทศในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะราษฏร ในกรณี ดร.หยุด ที่กล่าววาจาหมิ่นเบื้องสูง ป.ก็ยังแสดงท่าทีปกป้อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังที่ความนิยมของป.ลดลงมาก ป.เปลี่ยนมาเอาใจประชาชนบ้างด้วยการก่อสร้างพุทธมณฑลขึ้นในโอกาสฉลองกึ่งพุทธกาล พ.ศ.2500 ในพิธีเปิด ป.ต้องการให้พระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาร่วมพิธีด้วยเพื่อแสดงว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงก็สนับสนุนนโยบายของ ป. แต่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเสด็จมาร่วมพิธี

ในที่สุดความดันทุรังของป.ที่จะอยู่ในตำแหน่งนายกให้ได้ตลอดไปได้ทำให้ทุกภาคส่วนเบื่อหน่าย ป.ถึงขีดสุด ป.จึงพยายามลดแรงเสียดทานลงด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด เพื่อแสดงว่า ป.สนับสนุนประชาธิปไตย ในวันที่ 26 ก.พ. 2500 แต่กลายเป็นการเลือกตั้งที่มีการโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นักศึกษาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และเดินขบวนเข้าทำเนียบ เพื่อเรียกร้องให้ ป.ประกาศในการเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ป.แต่งตั้งให้สฤษดิ์เป็นผู้นำการสลายการชุมนุม แต่นักศึกษาไม่ถอย ในตอนนี้ สฤษดิ์ได้ถือโอกาสแสดงตัวว่า ตนไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับ ป. โดยไม่ยอมใช้กำลังสลายการชุมนุม แต่เปิดทางให้ขบวนนักศึกษาเดินผ่านเข้ามาถึงกระทรวงมหาดไทยได้ เรื่องนี้ทำให้สฤษดิ์ได้ใจจากนักศึกษาเป็นอย่างมาก ป. พยายามเจรจากับนักศึกษาด้วยตนเอง แต่นักศึกษาบอกว่า ให้สฤษดิ์ออกมาพูดแทน เราอยากได้ยินจากท่านสฤษดิ์มากกว่า นั่นทำให้ ป.รู้สึกได้ทันทีว่าสฤษดิ์วัดรอยเท้าของตนได้แล้ว

หลังการชุมนุม ป.สั่งปลดสฤษดิ์ทันที และยังออกคำสั่งให้ทหารห้ามเป็นกรรมการบริษัทใดๆ อีกด้วย สฤษดิ์ได้ตอบโต้ด้วยการประกาศลาออกจากทุกตำแหน่ง และประกาศในวิทยุกระจายเสียงแบบทิ้งท้ายเป็นปริศนาไว้ว่า “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” ซึ่งกลายเป็นวลีเด็ดของสฤษดิ์ ท่าทางของสฤษดิ์ในตอนนั้นได้ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ขวัญใจประชาชนแบบชั่วข้ามคืน และนับว่าเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดมากอีกครั้งของ ป.

ในวันที่ 16 กันยายน ปี 2500 นั้นเอง สฤษดิ์ได้กลับมาตามสัญญาจริงๆ ด้วยการนำขบวนรถถังเข้าปิดล้อมสถานที่ราชการทุกแห่ง โดยมี พล.ท.ถนอม กิตติขจร และพล.ท.ประภาส จารุเสถียร เข้าร่วมด้วย ในคืนนั้นเองสฤษดิ์ก็ยึดอำนาจไว้ได้ทั้งหมด ป.ต้องหลบหนีออกจากประเทศไปทางชายแดนเขมรและลี้ภัยไปญี่ปุ่น ทำให้ไม่ได้กลับมาอีกเลย  การหมดอำนาจของ ป.ถือเป็นการสิ้นสุดยุคของคณะราษฏรด้วย

ประชาชนส่วนใหญ่ในเวลานั้นยินดีกับการทำรัฐประหารของสฤษดิ์เพราะมองว่าในเวลานั้น กลไกต่างๆ ล้มเหลวไปหมดแล้ว รัฐประหารจึงน่าจะเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะหยุด ป.ได้ การโค่น ป.ลงโดยสฤษดิ์ในครั้งนั้น ยังทำให้เกิดแนวความคิดว่า “ระบอบใดก็ไม่สำคัญ ขอให้ผู้นำเป็นคนดีก็พอ” แนวคิดนี้ได้กลายมาเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวความคิดแบบอนุรักษ์นิยมในประเทศไทยในเวลาต่อมา

ตอนต่อไป | ตอนที่แล้ว