ไลฟ์สไตล์ของไพร่สมัยอยุธยา

ไพร่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มี 3 ระดับ ระดับแรกคือไพร่หลวง ถูกเกณฑ์มารับใช้พระเจ้าอยู่หัวในวังโดยเฉพาะ ระดับสองคือ ไพร่ที่ถูกเกณฑ์มาทำงานหนักให้กับวัง (ขุดดิน ขนอิฐ ฯลฯ) และระดับสามคือ ไพร่ที่พระเจ้าอยู่หัวเกณฑ์มาเพื่อมอบให้เป็นคนรับใช้ของขุนนาง ตามแต่ได้รับพระราชทาน

ไพร่ทุกคนเมื่ออายุ 16 ปีจะต้องถูกเกณฑ์มาทำงานทุกคนปีละ 6 เดือน มีอิสระอีก 6 เดือน โดยไพร่หลวงจะต้องทำงานหนึ่งเดือนหยุดหนึ่งเดือน แต่ไพร่ที่ถูกเกณฑ์มารับใช้ขุนนางจะทำครั้งละ 6 เดือน หยุด 6 เดือน ใครที่หนีเกณฑ์จะถูกโบยจนเป็นแผลติดตัวไปตลอดชีวิต และพ่อแม่ของผู้นั้นจะถูกจับมาจองจำจนกว่าจะยอมกลับมาให้เกณฑ์ ข้อยกเว้นก็คือจ่ายเงินปีละ 15 บาท หรือหนีไปบวช อีกวิธีหนึ่งคือเปลี่ยนตัวเองไปเป็นทาสแทน

การเป็นไพร่นั้นต้องถูกใช้งานหนักกว่าการเป็นทาสมากจึงมีไพร่ที่แกล้งยืมเงินคนอื่นแล้วไม่ชำระคืน ทำให้เจ้าหนี้มายึดตัวเอาไปเป็นทาส ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะหนีจากการถูกเกณฑ์แรงงานได้    

ความมั่งคั่งของชาวสยามนั้นดูที่ จำนวนทาส ภาชนะทองเงิน อัญมณี และที่ดิน

ทาสมีสองแบบ พวกแรกมีหน้าที่รับใช้ภายในบ้าน พวกที่สองเป็นพวกที่ถูกใช้ให้ทำไร่ไถนา พวกหลังนี้ วันๆ อาจจะไปทำอย่างอื่นก็ได้ตามใจชอบ แต่จะต้องส่งเงินให้นายวันละหนึ่งเฟื้องเป็นการทดแทน ส่วนที่ดินนั้น พระเจ้าแผ่นดินจะเป็นผู้พระราชทานให้เท่านั้น ห้ามเปลี่ยนมือ

สมบัติอื่นอย่างที่มีอยู่นั้น ไม่มีธนาคารให้ฝากกินดอกเบี้ย ดังนั้นจึงต้องหาผลตอบแทนด้วยการให้พ่อค้ายืมเพื่อกินดอกเบี้ย โดยคิดดอกเบี้ยสูงประมาณว่าทบตันภายในสามสี่ปี เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง เพราะพ่อค้าเดินทางไปแล้วไม่กลับมาอีกเลยก็มีบ่อย

ชาวสยามไม่ได้มีข้อห้ามหรือจารีตประเพณีว่าจะต้องมีเมียเดียว ส่วนใหญ่คนรวยจะนิยมมีเมียมาก เพื่อแสดงออกถึงความร่ำรวย โดยเมียน้อยมักจะเป็นคนรับใช้ในบ้านมาก่อน แล้วถูกยกขึ้นเป็นเมีย เมียหลวงจึงปฏิบัติกับเมียน้อยเหมือนเป็นคนรับใช้ด้วย หากถูกจับได้ว่าคบชายชู้ จะถูกโกนหัว ซึ่งก่อให้เกิดความอับอายอย่างยิ่งสำหรับชาวสยามที่เป็นหญิง ไม่มีธรรมเนียมการหย่า หากอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็จะแยกกันอยู่เอง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายเช่นกัน โดยกฎหมายสามีสามารถฆ่าภรรยาที่นอกใจตนได้

เวลามีคนมาเยี่ยมที่บ้านจะต้องเรียกเข้าบ้าน และเมื่อจะไปก็ต้องลากลับ ถ้าหากไม่ทำ ถือว่าดูถูกกัน และจะโกรธกันอย่างรุนแรง มีธรรมเนียมห้ามเดินเสมอกัน ตามทางเดินจะไม่เห็นใครเดินมาด้วยกันเป็นระนาบเดียวกัน แต่จะต้องเดินเรียงลำดับกันเป็นแถวตามศักดิ์เสมอ แม้แต่ชาวต่างชาติก็จะเดินเท่ากับตนไม่ได้เป็นอันขาด เวลาเรือผ่านมา จะไม่เดินอยู่บนสะพานเป็นอันขาด เพราะการที่เท้าอยู่สูงกว่าหัวนั้นเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างมาก ห้องของผู้ใหญ่ในบ้านจะต้องอยู่สูงกว่าห้องคนอื่นๆ เสมอ

เวลากินข้าว สามีจะกินก่อนเสมอ และกินคนเดียวจนเสร็จ ภรรยาถึงจะเริ่มกิน ตามด้วยมารดา ลูกๆ และคนรับใช้ เป็นลำดับ สำรับข้าวจะใส่รวมกันมาทั้งหมด ทั้งคาวและหวาน และจะแยกสำรับแต่ละคนเท่านั้น ไม่มีการแตะต้องอาหารของกันและกันเลย อาหารหลักคือ ปลา ข้าว ผัก ไข่ไก่

ไพร่จะไม่สวมเสื้อทั้งชายและหญิง เฉพาะขุนนางเท่านั้นที่จะใส่รองเท้าแบบพวกมัวร์ ทุกคนฟันดำ ใครฟันขาวจะถือว่าน่าอับอายเพราะฟันขาวแบบสัตว์เดรัจฉาน และภูตผี

ชาวสยามมีอุปนิสัยเฉื่อยชาและเกียจคร้าน ลูกขุนนางจะไม่ออกจากบ้าน กลัวจะถูกพระเจ้าแผ่นดินเกณฑ์มาใช้งาน ถ้าเป็นขุนนางนอกวังก็จะสบายหน่อย เพราะมีอิสระมากกว่า จะใช้เวลาว่างไปกับการกิน ดื่มเหล้า นอน เล่นการพนัน และให้คนรับใช้เอาผ้ามาถูตัว เพื่อให้ผิวเนียน สิ่งบันเทิงมากที่สุดของชาวบ้านคือ การแข่งเรือ และการแสดงดนตรี

ไพร่สามัญทั่วไปจะไม่รู้จักพระเจ้าแผ่นดินเลย นิโกลาส์ แชรเวส บันทึกไว้ว่า “พระนามาภิไธยของพระเจ้าแผ่นดินไม่เป็นที่รู้จักกันในหมู่ราษฎรเลยตลอดเวลาที่ยังดำรงพระชนม์อยู่ กล่าวกันว่า เพราะเกรงว่าจะเสื่อมสิริไปด้วยลิ้นร้ายๆ ของพวกปากน้ำพริกปลาร้าที่สามานย์”  

การตัดสินคดีความจะทำโดยเจ้าหน้าที่ตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งไม่มีตุลาการคนไหนที่ไม่รับสินบน บางคนรับต่อหน้าลูกความเลยก็มีเป็นเรื่องปกติธรรมดา ถ้าเป็นคดีอาญาส่วนใหญ่จะไม่ตัดสินลงโทษตามกฎหมาย เนื้องด้วยชาวสยามเป็นคนใจอ่อน การพิสูจน์ความบริสุทธิ์จะใช้ให้จำเลยเดินผ่านกองไฟถ่าน โดยเชื่อกันว่าผู้บริสุทธิ์จะเดินผ่านได้อย่างสบายๆ อีกวิธีหนึ่งคือจับกดน้ำทั้งโจทก์และจำเลย ฝ่ายที่ถูกจะไม่จมน้ำตายเสียก่อน การลงโทษจะให้ช้างรัดด้วยงวง คลึงด้วยตีน เอาเข่าทับอก หรือเชือดเนื้อทีละชิ้น แล้วแต่ความผิดที่ทำ การลักขโมยเล็กน้อยจะลงโทษเพียงตัดนิ้วมือเท่านั้น ถ้าจำเลยเป็นขุนนางจะได้รับโทษแบบพิเศษ คือไม่ว่าจะทำผิดแค่ไหน จะใช้วิธีกรีดหนังหัวให้ถึงกระโหลกเท่านั้น หรือจับเปลือยกายตากแดดเป็นสิบๆ ชั่วโมง เสร็จแล้วเพื่อนฝูงก็จะพากันเอาของกำนัลมาเยี่ยมด้วยภูมิใจที่เป็นคนโปรดของพระเจ้าแผ่นดิน ถึงได้รับการลงโทษเสมอด้วยบิดาลงโทษบุตรเท่านั้น ไม่เหมือนกับการลงโทษคนทั่วๆ ไป  

 

(ที่มา: ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดย นิโกลาส์ แชรแวส ผู้เคยพำนักอยู่ในแผ่นดินสยาม ๔ ปีในสมัยอยุธยา)

3 thoughts on “ไลฟ์สไตล์ของไพร่สมัยอยุธยา”

  1. ยังมีหลายอย่างที่ยังเหมือนเดิมนะครับ

  2. คนไทยรักสบาย รักอิสระ และ กลัวถูกใช้งาน มาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว นึกว่าเราคนเดียวทีเป็น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *