สินค้าของชนชั้นกลาง

เค้าว่าโลกเรากำลังเข้าสู่ยุคที่คนส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีรายได้ปานกลาง (middle-income) แทนที่จะเป็นคนยากจนเหมือนในอดีต ตลาดของชนชั้นกลางจึงกำลังกลายเป็นตลาดเติบโตสูง เพราะถึงแม้ประชากรโลกจะไม่เพิ่มหรือเพิ่มขึ้นช้ามาก แต่การที่คนจนซึ่งปัจจุบันยังเป็นคนส่วนใหญ่ของโลก ขยับฐานะขึ้นมาเป็นคนที่มีรายได้ปานกลาง จะก่อให้เกิดการบริโภคทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนชั้นกลางจึงเป็นธุรกิจที่ดูน่าสนใจ

แล้วสินค้าของชนชั้นกลางมันมีอะไรบ้าง? เมื่อคนเราเปลี่ยนตัวเองจากคนที่มีรายได้ต่ำไปเป็นคนที่มีรายได้ปานกลางแล้ว เราใช้เงินซื้อสินค้าเปลี่ยนไปจากเดิมยังไง?

ประการแรกเลย ยิ่งคนเรามีรายได้น้อยเท่าไร เราก็ยิ่งต้องใช้เงินส่วนมากไปกับสินค้าจำเป็นมากเท่านั้น เช่น ถ้ามีรายได้แค่เดือนละ 9,000 บาท จ่ายค่าเช่าบ้าน 2,500 ขึ้นรถเมล์วันละ 16 บาท ก็เหลือแค่ 6,000 บาท หาร 30 ก็เท่ากับวันละ 200 บาท กินข้าวอีกมื้อละ 50 บาท ก็เหลือเงินแค่ 1,500 บาท สำหรับใช้จ่ายส่วนที่เหลือทั้งหมด ถ้ามีมือถือด้วยก็หมดพอดี ดังนั้น คนที่มีรายได้น้อยจึงไม่มีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยใดๆ ได้ แค่ทำงานเพื่อให้ยังมีชีวิตอยู่ได้ ก็แทบตายแล้ว สินค้าของผู้มีรายได้น้อยจึงเป็นสินค้าจำเป็นเสียส่วนใหญ่ ถ้าจะซื้อของชิ้นใหญ่ก็ต้องกู้อย่างเดียวเท่านั้น เพราะยังออมเงินไม่ได้

คนชั้นกลางคือคนที่หลุดจากภาวะแบบนี้ได้แล้ว คือมีรายได้มากพอที่จะ “เสพสุข” เล็กน้อยๆ บางอย่างในชีวิตประจำวันได้แล้ว เบื่อๆ ก็เดินเข้าเซเว่นซื้อสเลอปี้กินได้ แต่รายได้ของคนชั้นกลางส่วนใหญ่ยังต้องเป็น “เงินเดือน” อยู่ คนชั้นกลางในระดับที่สูงขึ้น ก็เริ่มออมเงินได้บ้าง แต่ว่าไม่มาก ดอกเบี้ยฝากธนาคารก็ไม่ได้มากอะไร ช่วยให้เงินออมงอกได้ไม่มากนัก แต่พอออมเงินได้ ก็จะเริ่มซื้อของช้ินใหญ่ได้ด้วยเงินเก็บ ทำให้ไม่ต้องเป็นหนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็จะโดนความจำเป็นที่ต้องซื้อรถ ซื้อบ้าน ทำให้กลายเป็นหนี้ที่ก้อนโตกว่าเดิม ทั้งที่รายได้มากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะว่ารายได้ยังไปไม่ถึงระดับ “เหลือกินเหลือใช้” หรือยังมีสิ่งจำเป็นบางอย่างที่แพงกว่าเงินเดือนอยู่ แต่เดิมยังซื้อไม่ได้ เพราะเข้าไม่ถึง พอมีรายได้มากขึ้น ก็เลยยิ่งต้องเป็นหนี้มากกว่าเดิม เพราะเริ่มเข้าถึงสิ่งจำเป็นเหล่านั้นได้แล้ว และส่วนใหญ่แล้วคนระดับนี้ก็น่าจะต้องจบปริญญาตรีขึ้นไป เพราะปริญญาตรีเป็น Barrier of Entry สำหรับงานออฟฟิศส่วนใหญ่ (ก็แปลกดีที่การศึกษาน่าจะเป็น enablers แต่จริงๆ แล้วการศึกษาเป็นตัวปิดประตูให้คนระดับล่างไม่ให้มีวันเข้าถึงงานบางอย่างได้เลยตลอดชีวิต)

เค้าว่าสัญลักษณ์ของคนชั้นกลางมี 4 อย่างเรียกว่า 4C ได้แก่ Condo-Car-Communication-CreditCard ยิ่งมีชนชั้นกลางมากขึ้นเท่าไร สินค้าสี่อย่างนี้ก็น่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นได้เอง โดยไม่ต้องทำอะไรมาก ดังนั้นต่อให้รถติดมากขนาดไหน รถก็ยังขายได้อยู่ เพราะรถเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการได้เป็นคนชั้นกลางแล้ว ความเป็นชนชั้นกลางอีกอย่างหนึ่งคือ มีสมาร์ทโฟนให้นั่งกดได้ตลอดเวลา (แต่เดี๋ยวนี้สมาร์ทโฟนก็เริ่มจะถูกลงมากจนคนทุกระดับใช้สมาร์ทโฟนได้แล้ว) ดังนั้นถ้าจะให้ดูเป็นชนชั้นกลางจริงๆ ก็ต้องมีแท็บเล็ตไว้กดด้วย สินค้าเหล่านี้จึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีมากที่จะรับประโยชน์จากการที่มีคนชั้นกลางมากขึ้น รวมไปถึงผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ไวไฟ และบรอดแบรนด์ เพราะชนชั้นกลางต้องมีวิถีชีวิตที่ออนไลน์ตลอดเวลา

คนเราน่าจะใช้ Credit Card เวลาซื้อของชิ้นใหญ่เป็นส่วนมาก เพราะถึงแม้จะจ่ายเต็มแต่ก็ยังได้แต้มสะสมด้วย ถ้าสังเกตจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ถ้าไม่นับการเติมน้ำมันรถแล้ว ผมว่าธุรกรรมที่มาเป็นอันดับต้นๆ น่าจะเป็นการไปกินอาหารนอกบ้านต่างๆ น่าจะนับได้ว่า ร้านอาหารดีๆ เป็นสินค้าสำคัญอีกอย่างหนึ่งของชนชั้นกลาง นอกเหลือไปจาก บ้าน รถ และ Gadget

โดยเฉพาะประเทศไทย ผมว่าคนไทยนิยมกินอาหารนอกบ้านเป็นอย่างมาก เมื่อก่อนนี้ การกินอาหารนอกบ้านเป็นอะไรที่แพง แต่เดี๋ยวนี้ มันตอบโจทย์เราได้หมดทุกอย่าง ทั้งเร็วกว่า ถูกกว่า จะกินแบบหรูๆ ดีๆ แพงๆ ก็มี ชีวิตที่เร่งรีบ รถติด การแยกกันอยู่ ล้วนเป็นปัจจัยให้คนนิยมกินอาหารนอกบ้าน ห้างสรรพสินค้าทุกวันนี้ ก็เพิ่มพื้นที่ขายอาหารเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งแสดงถึงการที่คนส่วนใหญ่นิยมออกจากบ้านเพื่อมากินข้าวเป็นหลัก การช้อปปิ้งกลับจะน้อยกว่าการกินอาหารเสียอีก (เออ ที่จริงผมว่า ห้างสรรพสินค้าก็เป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนชั้นกลาง เมื่อก่อนวัดคือศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน แต่ทุกวันนี้ห้างสรรพสินค้าคือสิ่งที่คนเราขาดไม่ได้)​

สินค้าของชนชั้นกลางอีกอย่างที่นึกออกคือ การท่องเที่ยว ทุกวันนี้ทำงานเครียดสูง ทั้งตัวงานเองและการเดินทาง การทำอะไรที่จะต้องแย่งต้องเบียดต้องแออัดกันตลอดเวลา การออกต่างจังหวัดหรือแม้แต่ต่างประเทศเพื่อพักผ่อนทุกๆ ครั้งที่มีวันหยุดยาวกลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนไปแล้ว การท่องเที่ยวจึงเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สำคัญก้อนหนึ่งของคนชั้นกลางแทบทุกปี เพราะเที่ยวกันที ในประเทศก็ต้องว่ากันหลายพันบาทขึ้นไป ถ้าเป็นต่างประเทศก็ต้องเป็นหลักหลายหมื่นบาท ถ้าจะไม่ไปไหนเลยเพื่อมิให้ต้องจ่ายตรงนี้ ชีวิตในเมืองก็จะดูอึดอัดมากสำหรับคนเมือง  สินค้าที่ดูเหมือนไม่จำเป็นตัวนี้จึงกำลังกลายเป็นสินค้าจำเป็นอีกอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตของคนชั้นกลาง