ยิว

ยิวเป็นชนชาติที่เก่าแก่มากๆ ถ้าใครเคยดูหนังเรื่องบัญญัติสิบประการ จะเห็นว่า ชาวยิวในยุคแรกๆ ถูกพวกอิยิปต์โบราณกวาดต้อนมาเป็นทาสใช้แรงงาน และโมเสสคือผู้ที่ลุกขึ้นมาปลดแอกชาวยิวให้เป็นอิสระ

เรื่องหนึ่งที่ชาวยิวไม่เหมือนชาติอื่นที่มาก่อนหน้าคือ ความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียว ศาสนาของชนชาติอื่นๆ ที่มาก่อนยิวมักเชื่อเรื่องเทพเจ้าหลายองค์ทั้งนั้น แต่ยิวเป็นชาติแรกๆ ที่เชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียว ตำนานของยิวเล่าว่าบรรพบุรุษของยิวได้ติดต่อกับพระเจ้าและตกลงว่าจะยอมรับนับถือพระเจ้า (แสดงออกทางสัญลักษณ์ด้วยการขลิบปลายองคชาต) ซึ่งพระเจ้าก็ตอบแทนด้วยการถือว่ายิวเป็นชนชาติที่พระเจ้าเลือก และสัญญาจะประทานดินแดนให้แก่ชาวยิว ซึ่งก็คือบริเวณเยรูซาเล็มในปัจจุบัน

แนวคิดเรื่องพระเจ้าองค์เดียวเป็นแนวคิดที่โดนใจมนุษย์อย่างไรก็ไม่ทราบ ศาสนาคริสต์และอิสลามซึ่งเป็นศาสนาสำคัญของโลกทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่รับเอาแนวคิดเรื่องพระเจ้าองค์เดียวของยิวมาทั้งนั้น

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ พระเจ้าของยิวเป็นพระเจ้าองค์เดียวกันกับคริสต์และอิสลามด้วย สรุปว่าสามศาสนานี้นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน แต่สามศาสนานี้กลับไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไร แม้ว่าพระเจ้าองค์เดียวกัน แต่ผู้นำสารจากพระเจ้ามาบอกเป็นคนละคนกัน ผู้นำสารของชาวยิว คือ โมเสส ส่วนศาสนาคริสต์คือ พระเยซู ทำให้คำสอนแตกต่างกันไป

นั่นแหละที่เริ่มเป็นปัญหา เพราะยิวเชื่อว่า หลังจากโมเสสแล้ว พระเจ้าจะส่งผู้ปลดปล่อยมนุษย์ลงมาเกิดอีกครั้ง หรือที่เรียกว่า Messiah ซึ่งชาวคริสต์เชื่อว่า Messiah ได้มาบังเกิดแล้ว นั่นคือพระเยซูนั่นเอง แต่ชาวยิวยังคงรอ Messiah มาเกิดอยู่จนถึงทุกวันนี้ และเห็นว่าพระเยซูนั้นไม่ใช่ Messiah อย่างที่คนคริสต์เชื่อ ยิวนับถือคัมภีร์ไบเบิลเก่าเท่านั้น และมีคัมภีร์อื่นๆ ของตนที่มาขยายความคัมภีร์ไบเบิลเก่า (คล้ายๆ อรรถกถาของบ้านเรา) แต่คริสต์นับถือทั้งคัมภีร์ไบเบิลเก่าและใหม่ แต่ไม่ยอมรับคัมภีร์ขยายความของยิว ความเชื่อที่ดูจะขัดแย้งกันนี้ ทำให้สองศาสนานี้ไม่ค่อยจะกินเส้นกันเท่าไร

ชาวยิวเคยอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มอย่างมีเอกราชในช่วงหนึ่ง แต่หลังจากนั้นดินแดนนี้ก็กลายเป็นประเทศราชมาโดยตลอด ไม่ว่าจะถูกยึดครองโดยบาบิโลน หรือต่อมาโดยจักรวรรดิโรมัน ชาวยิวเองก็อพยพเร่ร่อนไปตั้งถิ่นฐานทั่วทวีปยุโรป เนื่องจากวัฒนธรรมของยิวที่เลี้ยงดูแบบเข้มงวด ทำให้เด็กยิวเรียนหนังสือเก่ง และยิวยังเป็นชาติที่มัธยัสถ์ ค้าขายเก่ง ทำให้ไม่ว่ายิวไปอยู่ที่ไหน ก็มักจะร่ำรวย ควบคุมเศรษฐกิจของประเทศนั้น เป็นที่อิจฉาริษยาโดยชนท้องถิ่น การตั้งแง่รังเกียจยิวจึงเกิดขึ้นมาตลอด และสะสมเรื่อยๆ มาหลายชั่วอายุคน ชาวคริสต์บางคนไม่ชอบยิวด้วยเหตุผลว่ายิวคือพวกที่ไปบอกโรมันให้มาจับพระเยซูไปตรึงกางเขน (อึม แต่สิ่งที่คนเหล่านี้เลือกที่จะลืมไปก็คือ พระเยซูก็เป็นชาวยิวด้วย) หรือบางพวกก็เชื่อว่า ชาวยิวทำให้พระเจ้าโกรธ เป็นพวกที่พระเจ้าสาปแช่ง ทำให้ยิวไม่มีแผ่นดินจะอยู่

ในยุคกลาง ยิวมักกลายเป็นแพะรับบาปอยู่บ่อยๆ เช่น ถ้ามีโรคระบาดใหญ่ ก็บอกว่า เป็นเพราะยิวเป็นตัวกาลกิณี เหมือนเป็นสันดานของมนุษย์ที่ชอบหาคนผิด (ที่ไม่ใช่ตัวเองและพวกของตัวเอง) เพื่ออธิบายเรื่องร้ายๆ ต่างๆ ที่อุบัติขึ้น ในเวลาเดียวกัน หลายเศรษฐกิจของหลายอาณาจักรก็ต้องพึงชาวยิวให้การสร้างให้รุ่งเรือง แต่เมื่อรุ่งเรืองแล้วจนเริ่มดูเป็นภัยคุกคาม ผู้ปกครองก็มักหาเรื่องขับไล่ยิวออกไป เช่น บอกว่ายิวเป็นพวกนอกรีต หรือไม่ก็ตระหนี่ถี่เหนี่ยว เป็นลัทธินายทุน เป็นความชั่วร้าย ให้ยึดทรัพย์ เนรเทศ จับเปลี่ยนศาสนา เพื่อไล่ยิวออกไป โดยเฉพาะในยุคหนึ่งในสเปนมีการไล่ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวเป็นจำนวนมากโดยพวกคาธอลิก ส่วนอาณาจักรไหนตกอับก็ต้องจำยอมรับชาวยิวอพยพเข้ามาเพื่อให้ยิวช่วยสร้างเศรษฐกิจให้รุ่งเรือง แล้วค่อยไล่ยิวออกไปใหม่ เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ จนอคติของชาวยุโรปที่มีต่อชาวยิวถูกสะสมอยู่จนฝังหัว และยิวก็กระจายตัวอยู่ทั่วยุโรปจากการที่ต้องอพยพบ่อยครั้ง

ว่ากันว่าการที่ชาวยิวถูกเหยียดและกดทับมากๆ คือแรงผลักที่ทำให้ชาวยิวมีความสามารถสูง ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลทั้งหมดในโลกเป็นชาวยิวมากถึงหนึ่งในสาม รวมทั้งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ด้วย วัฒนธรรมเหยียดยิวในยุโรปมาถึงจุดสูงสุดเมื่อพรรคนาซีมีนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิว โดยสร้างคำอธิบายว่าความชั่วของยิวเกิดจากลักษณะทางชีววิทยาของชาติพันธ์นี้ จึงไม่มีหนทางแก้ไขอย่างอื่นนอกจากต้องกำจัดอย่างเดียว นำไปสู่การสังหารหมู่ชาวยิวนับล้านๆ คน 

หลังสงครามโลก ชาวยิวที่ยังเหลืออยู่ทั่วโลกเริ่มความคิดว่าจะต้องรื้อฟื้นดินแดนยิวขึ้นมาใหม่ให้ได้ (ลัทธิ Zionism) จึงรวมพลังกันทั้งอำนาจเงินและอำนาจทางการเมืองเพื่อจัดตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นในดินแดนปาเลสสไตน์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเยรูซาเล็มที่ชาวยิวเคยอยู่นั่นแหละ ซึ่งเวลานั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่เพราะยิวมีบุณคุณกับอังกฤษหลายเรื่องในช่วงสงครามโลกทำให้อังกฤษสัญญาว่าจะยกปาเลสไตน์ให้ชาวยิวจัดตั้งประเทศ แต่ตอนที่อังกฤษปลดปล่อยอาหรับให้ได้เอกราช คุยกันยังไงไม่ทราบ ชาวอาหรับก็ถือว่าอังกฤษจะให้ปาเลสสไตน์แก่ชาวอาหรับด้วย พอยิวไปจัดตั้งประเทศอิสราเอล ก็เลยกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะชาวปาเลสไตน์ที่เป็นชาวอาหรับที่อาศัยอยู่ตรงนั้นก็ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของชาวยิว ก็เลยรบกันต่อมาอีกหลายทศวรรษ ทำให้ยิวกับอาหรับไม่ถูกกันอีก เพราะประเทศที่เป็นชาติอาหรับรอบๆ อิสราเอลเห็นว่าชาวปาเลสไตน์เป็นคนอาหรับเหมือนกับตน ต้องช่วยชาวปาเลสไตน์

Screen Shot 2558-05-15 at 7.59.17 PM  

ทุกวันนี้ชาวยิวส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอลและประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างละเท่าๆ กัน แค่สองประเทศนี้รวมกันก็เกิน 80% ของชาวยิวทั้งโลกแล้ว สมัยก่อนชาวยิวในสหรัฐฯ ก็โดนเหยียดอยู่ไม่น้อย เพราะสหรัฐเป็นประเทศที่คนค่อนข้างเคร่งศาสนา ในยุคหนึ่ง ชาวยิวถูกกีดกันไม่ให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ เพราะชาวยิวสอบเข้าได้มากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ยิวได้รับการปฏิบัติต่อค่อนข้างดีในโลกตะวันตก เพราะค่านิยมของสังคมตะวันตกสมัยใหม่เปลี่ยนไป ชาวตะวันตกรังเกียจพฤติกรรมเหยียดชาติมากขึ้น เพราะบทเรียนจากสงครามโลก ทุกวันนี้มีมหาเศรษฐีในสหรัฐจำนวนไม่น้อยเลยที่มีเชื้อสายยิว ตัวอย่างของชาวอเมริกันเชื้อสายยิว: Mark Zuckerburg, Larry Page, Alan Greenspan, Paul Krugman, Steven Spielberg, Michael Bloomberg และอีกมากมาย และยิวก็ค่อนข้างมีอิทธิพลอยู่ข้างหลังการเมืองสหรัฐไม่น้อยเลยผ่านการล็อบบี้รูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศอิสราเอล (และเชื่อกันว่านโยบายอื่นๆ ด้วย)