ปรากฏการณ์ฮิปสเตอร์

ฮิปสเตอร์ ชอบทำตัวให้ต่างจากกระแสหลัก แต่พฤติกรรมของฮิปสเตอร์ด้วยกันเองก็คล้ายกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมย่อย เช่น ชอบนั่งร้านกาแฟทางเลือก ขี่จักรยาน ชอบศิลปะ ฟังดนตรีอินดี้ ดูหนังสั้น กินคลีน รักษ์โลก ใส่เสื้อผ้าแนวมินิมอล ใช้ชีวิตสโลวไลฟ์ ทำสิ่งของใช้เอง เป็นต้น

จะว่าไปผมก็บังเอิญชอบอะไรคล้ายๆ แบบนี้อยู่หลายอัน แต่ผมคงไม่ใช่ฮิปสเตอร์ เพราะลักษณะหนึ่งของฮิปสเตอร์ คือ จะต้องไม่ยอมรับว่าตัวเองเหมือนฮิปสเตอร์ด้วย ผมคิดว่าปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ของโลกที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เป็นตัวกำหนดให้คนส่วนหนึ่งหันมาสนใจสิ่งเหล่านี้เอง

แต่ถ้ามองในแง่ความต้องการตามลำดับขั้นของมาสโลวก็เป็นได้ คนที่ชอบอะไรทำนองนี้น่าจะอยู่ในระดับสี่ คือ ต้องการมีตัวตน แสวงหาตัวตน อยากได้รับการยอมรับ (โดยการทำตัวให้แตกต่าง มีเอกลักษณ์)​ การที่มีกระแสนี้ผุดขึ้นในไทยตอนนี้ ก็เป็นสัญญาณที่ดี เพราะบ่งบอกว่า มีคนไทยที่หลุดพ้นระดับของการดิ้นรนทำมาหากินเยอะขึ้น (คนแบบนี้ไม่ต้องรวยก็ได้ แต่เป็นพวกที่คิดว่าตัวเองมีเงินพอใช้แล้ว ไม่ต้องดิ้นรนหาตลอดเวลา)​ แปลว่าระดับความเป็นอยู่ของคนสูงขึ้น เพราะเมื่อคนพ้นระดับนี้ไปแล้วก็จะมองหาความเป็นตัวตน ความภูมิใจ ความโดดเด่น แทน เป็นลำดับขั้นของความต้องการตามธรรมชาติ ถ้าประเทศมีคนระดับนี้เยอะขึ้น จะมีคนเสพศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งสุนทรีย์ มากขึ้น กลายเป็นตลาด ให้คนที่ทำงานในวงการเหล่านี้มีอาชีพมากขึ้น ของพวกนี้มีมูลค่าเพิ่มสูง สังคมก็จะพัฒนาสิ่งเหล่านี้ให้ก้าวหน้าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยควรจะพัฒนาเพื่อยกระดับตัวเองให้ก้าวขึ้นไปเหมือนเกาหลีใต้ หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ส่งออกสินค้ารับจ้างผลิต แบบกดค่าแรง กดค่าเงิน แบบเดิมๆ ซึ่งนับวันประเทศเพื่อนบ้านจะขึ้นมาแย่งเราไปเรื่อยๆ

ผมมองว่าปรากฎการณ์ฮิปสเตอร์ยังเข้ากันได้กับปรัชญาแนวของผม ที่มองว่า มนุษย์ควรหันมาสนใจวัฒนธรรมมนุษย์ เช่น ศิลปะ นวัตกรรม ทั้งหลายที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง มากกว่าที่จะสนใจศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ทั้งหลาย ทุกคนควรทำอะไรสักอย่างให้เก่ง และมีความเชื่อในสิ่งนั้น มีความเป็นมืออาชีพในเรื่องนั้นๆ ซึ่งถ้าทุกคนมีสิ่งที่ทำได้เก่งสุดๆ กันคนละอย่าง จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมได้อย่างมากมายมหาศาล

ซึ่งในแง่หนึ่ง ฮิปสเตอร์ก็คือคนแบบนั้นเลย