Fear of Failure

คนเรามีความกลัวอยู่ชนิดหนึ่ง ที่บางทีเรามักไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรามี นั่นคือ กลัวผิดพลาด (กลัวล้มเหลว)

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีปัญหากับความกลัวนี้มาตั้งแต่เด็ก ตอน ม.1 ผมเคยตั้งใจจะไปสอบเข้า รร.มัธยม ชื่อดังแห่งหนึ่ง ไปเรียนกวดวิชาเป็นปี แต่สุดท้ายด้วยความกลัวว่าตัวเองจะสอบเข้าไม่ได้ เราตัดสินใจไม่ไปสอบเลยซะงั้น

จะเห็นได้ว่าความกลัวชนิดนี้ไม่มีเหตุผล เพราะที่จริง หากว่าไปสอบแล้วสอบไม่ได้ เราก็ไม่ได้เสียหายอะไร แล้วทำไมเราจึงไม่ลองไปสอบดู ก็เพราะว่าเรากลัวที่จะเจอประสบการณ์ของความผิดหวัง เราเลยเลือกที่จะไม่ไปสอบเลยยังดีกว่าการไปสอบแล้วแต่สอบไม่ได้ ซึ่งในแง่ของ Payoff แล้ว มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย

ความกลัวชนิดนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่กล้าเป็นพนักงานขาย เพราะพนักงานขายเป็นอาชีพที่ต้องโดนปฏิเสธใส่หน้าบ่อยๆ ยิ่งขยันก็จะยิ่งโดนบ่อย มันเป็นความรู้สึกที่เราไม่ชอบ มันทำให้เราจิตตก ไม่ทำอาชีพนี้เลยซะดีกว่า ส่วนการเป็นลูกค้านั้นง่ายกว่ามาก ด่าได้ตามอำเภอใจ เพราะลูกค้าถูกเสมอ ทำให้รู้สึกดี แต่อะไรที่รู้สีกดี เรามักต้องเสียเงิน อะไรที่รู้สึกแย่ ทำให้เราได้เงิน เป็นความกลัวที่ไม่มีเหตุผล เพราะที่จริงแล้ว การโดนปฏิเสธก็เป็นแค่คำพูด ไม่ได้มีต้นทุนอะไร แต่เราก็ไม่เอาอยู่ดี

อุปสรรคอันดับหนึ่งของการทำธุรกิจส่วนก็คือความกลัวล้มเหลวเช่นกัน บางคนขาดทุนยังไม่เท่าไร แต่กลัวทำแล้วไม่สำเร็จมากกว่า จะคนรอบข้างจะพูดจาทับถม รู้สึกเสียหน้า และที่สำคัญที่สุดคือ กลัวว่าตัวเองจะต้องตกอยู่ในสภาพของคนที่ล้มเหลว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เราไม่ชอบ ทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง สุดท้ายแล้ว เราก็ไม่ยอมลงมือสักที ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนในที่สุด เราก็แก่จนลุยไม่ไหว หรือมีภาระ เสี่ยงมากไม่ได้ ก็เลยต้องเก็บความฝันของตัวเองเอาไว้ในลิ้นชักตลอดกาล ไม่เคยได้แม้แต่จะลองทำ นั่นมาจากความกลัวความล้มเหลวล้วนๆ ไม่ใช่อุปสรรคเรื่องเงินทุนอะไรเลย 

ต้นทุนที่แท้จริงของความกลัวชนิดนี้คือ มันทำให้เลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลย เราก็จะไม่ผิดอะไรเลย เป็นวิธีหลีกเลี่ยงความล้มเหลวที่ง่ายที่สุด ซึ่งก็ดูเหมือนกับจะไม่มีต้นทุนอะไร แต่ที่จริงมันคือต้นทุนค่าเสียโอกาสมากมายมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคิดถึงชีวิตของคนเราที่ไม่ได้ยาวมากนัก ช่วงเวลาที่คุณพร้อมจะทำอะไรได้จริงๆ อาจมีอยู่แค่ 10-15 ปีเท่านั้นตลอดชีวิต

คนที่กลัวความล้มเหลว มักมีบุคลิกภาพแบบวิตกกังวลด้วย (ผมเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นแนววิตกกังวลไม่นานมานี้ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นแนววิตกกังวลเลย)​ ลักษณะของคนที่วิตกกังวลคือ มักคิดซ้ำๆ ถึงความล้มเหลวของตัวเองในอดีต ทั้งที่มันผ่านไปแล้ว และมักคิดถึงความเสี่ยงต่างๆ ในอนาคต เวลาคิดจะทำอะไรก็จะมองแต่ด้านที่เสี่ยงของมัน จ้องหาแต่ข้อเสียของมัน คิดถึงแต่ Worst-case ว่าจะเป็นยังไง ซึ่งดูผิวเผินเหมือนจะดี เพราะพยายามป้องกันความเสี่ยง แต่การที่เราลืมมองด้านที่ดีด้วย ทำให้เรามักรู้สึกว่าอะไรก็ไม่น่าทำอะไรเลยสักอย่าง (เพราะไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ ที่ไม่มีข้อเสียเลยสักอย่างเดียว) สุดท้ายแล้วเราก็จะไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง ซึ่งแย่กว่า

ลึกๆ แล้วคนที่วิตกกังวล อาจเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องคุณค่าในตัวเอง เป็นคนที่มีความนับถือตัวเองในแบบที่เปราะบาง เพราะเอาความนับถือตนเองไปผูกกับความสำเร็จทั้งหมดที่เราทำ ถ้าเราทำอะไรแล้วพลาด ความนับถือตัวเองก็จะกระทบกระเทือน เราจึงต้องหลีกหนีความผิดพลาดทุกกรณี เพื่อมิให้ความนับถือตัวเองกระทบกระเทือน เพราะถ้าผิดครั้งหนึ่ง ความนับถือตัวเองจะแย่ลงไปอีก ทำให้ครั้งต่อๆ ไป ยิ่งรู้สึกแย่มากกว่าเดิม แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็เป็นการหลอกตัวเองว่าตัวเองไม่เคยผิดพลาด โดยการเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย วิธีคิดที่ดีกว่าน่าจะเป็นการเลิกเอาความนับถือตนเองไปผูกกับความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิต เพื่อที่เราจะได้กล้าล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือ pre-requisites ของความสำเร็จหลายอย่างในชีวิตจริง ถ้าเราไม่กล้าเผชิญหน้ากับมัน แล้วเราจะพบกับความสำเร็จได้อย่างไร

4 thoughts on “Fear of Failure”

  1. เรื่องนี้ ทำให้ผมคิดถึงเรื่องการเลือกเล่นเกมของเด็กๆ อย่างมาก
    เกมง่ายๆ เด็กไม่เล่นเพราะไม่ตื่นเต้น
    เกมยากๆ เด็กไม่เล่นเพราะแพ้แล้วหดหู่
    แต่เกมที่เด็กชอบเล่นที่สุดคือเกมที่มีสองยก ถ้าเด็กชนะยกแรก คอมก็จะทำให้เด็กแพ้ยกสอง ถ้าเด็กแพ้ยกแรก คอมจะปล่อยเด็กชนะในยกสอง เด็กจะชอบที่สุดถ้าผลัดกันชนะไปเรื่อยๆ วันอื่นๆ หากได้เลือกเกม ก็จะเลือกเกมอันนี้แหละ ส่วนเกมที่มียากๆ ไม่คิดจะเล่นเลย

  2. เดาว่ารร.มัธยมนั้น ต้องเป็นโรงเรียนเดียวกับที่ผมไปสอบแน่ๆ เลยฮะ ผมก็ไปกวดวิชาเป็นปี แต่ไปสอบเพราะแม่บอกเองว่าสอบได้ ก็ไม่ต้องไปเรียนก็ได้นะ (โรงเรียนประถมผมกับพี่โจ๊ก ก็เป็นรร.แคธอริกชั้นนำคล้ายๆ กัน เลยแอบงงแม่มากว่า ทำไมต้องให้ไปสอบรร.รัฐบาลด้วย) พอสอบได้เสร็จ แม่จูงมือลากไปมอบตัวเฉยเลย (ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าเคืองแม่เล็กๆ แต่ตอนนี้ได้แต่ขอบคุณแม่ ^^)

  3. ผมเป็นคล้ายๆพี่โจ๊กเลยครับ เป็นคนวิตกกังวลอะไรง่ายมาก ย้ำคิดย้ำทำ เคยสมัครสอบ Cert แล้วรู้สึกว่าไม่พร้อม ก็เลยไม่ไปสอบเลยซะอย่างนั้น ทั้งๆที่เสียเงินค่าสอบไปแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่สมัครอีกเลย กลายเป็นคนไม่ชอบการสอบไปเลย หลังๆเป็นคนชอบศึกษาด้วยตัวเอง เลยไม่อยากมี Cert แต่โลกของความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับ Cert มากกว่าประสบการณ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *