0263: Thailand Labor Market

ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจไทยคือ เป็นเศรษฐกิจที่มีอัตราการว่างงานต่ำมาก คือ ต่ำกว่า 2% เกือบจะตลอดเวลา ขนาดปีที่แล้วมีวิกฤตเศรษฐกิจก็ยังเป็นแบบนั้น เศรษฐกิจไทยจึงไม่ค่อยจะเหมือนกับเศรษฐกิจในตำราเรียน ที่อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นและลดลงไปตามวัฏจักรเท่าไรนัก

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า อัตราการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment Rate) ของประเทศไทยอยู่ที่เท่าไร  แต่ที่ระดับต่ำกว่า 2% เช่นนี้คงมีโอกาสผิดน้อยมาก ถ้าจะฟันธงว่า เป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการว่างงานตามธรรมชาติอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานเสียด้วยซ้ำ

บางคนอาจโต้แย้งว่า อัตราว่างงานเป็นสถิติที่เก็บข้อมูลได้ไม่ค่อยดี หรือเป็นเพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่นอกระบบ แต่จากการสัมผัสจากชีวิตจริงก็ค่อนข้างสอดคล้องกับตัวเลข ผมแทบไม่พบ blue-collar ปกติ ที่อยากได้งานทำ แต่หาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบก็ตาม และที่เราบ่นกันว่า คนงานสมัยนี้อยู่ไม่ค่อยทน ผมก็เชื่อด้วยว่า ไม่ใช่เพราะคนงานสมัยนี้ เหยียบขึ้ไก่ไม่ฝ่อเท่ากับคนงานสมัยก่อน แต่เป็นเพราะคนงานสมัยนี้มีทางเลือกมาก ทุกวันนี้งานอย่าง คนใช้ตามบ้าน ลูกเรือประมง จับกัง ฯลฯ หาคนไทยทำไม่ได้เลย พวกเขาสามารถหางานทำในเซเว่น ในนิคม หรือแม้แต่เป็นวินมอเตอร์ไซต์ เมื่อไรก็ได้ จะไปทำงานพวกนั้นทำไม ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่การว่างงาน แต่เป็นขาดแคลนแรงงานบางประเภทอย่างรุนแรง 

ประเทศไทยเริ่มตกอยู่ในภาวะแรงงานขาดแคลนเช่นนี้มาตั้งแต่หลังวิกฤตปี 40 ที่เราแก้ไขปัญหาด้วยการหันมาเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก การส่งออกช่วยทำให้อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจมากกว่าอุปทานที่มีอยู่ได้ เพราะเป็นความต้องการที่มาจากภายนอกนั่นเอง

ถ้าอยากเพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจไทยให้ถึงจุด optimal ประเทศไทยควรใช้นโยบายเปิดรับแรงงานต่างด้าวมากกว่าปิด เพราะคนงานที่เข้ามาไม่ได้มาแย่งงานคนไทยทำ แต่เข้ามาทำงานในส่วนที่คนไทยไม่ทำ เราจึงได้ประโยชน์มากกว่าเสีย คล้ายๆ กับที่อาหรับหรือสิงคโปร์เปิดรับคนงานไทย เพราะประเทศเขาร่ำรวยขึ้น ประชากรของเขาจึงไม่ต้องทำงานหนักเองแล้ว แต่จ้างคนต่างด้าวทำ ส่วนที่กลัวว่า อาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นนั้น ผมมองว่าบางครั้งอาจกลัวมากเกินไป ทุกวันนี้ มีคนงานพม่าในประเทศไทยหลายล้านคนแล้ว ดังนั้นข่าวอาชญากรรมต่างด้าวที่ปรากฏออกมา ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ถือว่ามากครับ

นอกจากนี้ ตราบใดที่ไทยยังเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกอยู่ (ซึ่งผมคิดว่าจะยังเป็นเช่นนั้นต่อไป) Full Employment ก็ไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักในการบริหารจัดการเศรษฐกิจไทยแบบสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ  แต่เราสามารถให้ priority กับเรื่องอื่นๆ แทนได้ครับ

ที่จริงผมว่า ปัญหาด้านแรงงานที่สำคัญของไทยไม่ใข้อัตราการจ้างงาน แต่คือ ปัญหาค่าจ้าง ต่างหาก ผมมองว่า ค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ของคนไทย ต่ำเกินไป คือ งานหาง่ายจริงครับ แต่ว่าเงินเดือนน้อย เงินเดือนคนงาน 7 พันบาท ในกทม.นั้น เป็นอัตราที่ต้องเรียกว่า แค่พอให้มีชีวิตอยู่เพื่อทำงานไปวันๆ ได้เท่านั้น ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเฉพาะ blue-collar เท่านั้น แต่ผมว่าเงินเดือนของ white collar ก็น้อยเกิน

แรงงานขาดแคลนแล้ว Real Wage ต่ำได้ไง ผิดหลักเศรษฐศาสตร์รึเปล่า?

บางคนอาจจะคิดว่าที่คนไทยเงินเดือนน้อยเป็นเพราะพวกนายทุนรวมหัวกันกดค่าแรงเอาไว้ ก็ฟังดูดราม่าดี แต่ดูจากรูปการณ์แล้วมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นได้ ทุกวันนี้คนงานไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับค่าจ้างที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่รายได้มันก็ยังน้อยอยู่ดี การแข่งขันของธุรกิจทุกวันนี้ผมว่าสูงมาก ฮั้วกันกดค่าแรงไม่ได้ง่ายๆ หรอกครับ

ถ้าอย่างนั้น แล้วอะไรทำให้เงินเดือนน้อย?

ผมว่ามันเกิดมาจาก ในเวทีโลก ประเทศไทยเน้นยุทธศาสตร์ขายของให้ได้มากๆ ด้วยการอยู่แต่ในธุรกิจที่มูลค่าเพิ่มต่ำ กำไรน้อย การแข่งขันสูง ได้แก่ ธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เมื่อทุกบริษัทล้วนขายสินค้าที่กำไรน้อยมาก ต่อให้แรงงานขาดแคลนอย่างไร เงินเดือนก็ไม่ขึ้น เพราะไม่มีบริษัทไหนสามารถ outbid บริษัทอื่นในตลาดแรงงานได้ (ไม่รู้จะเอากำไรเยอะๆ จากไหนมา outbid) การลดค่าเงินให้อ่อนเกินจริงเพื่อให้ส่งออกได้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ real wage ต่ำ เพราะทำให้ต้องซื้อสินค้านำเข้ามาใช้แพงๆ (น้ำมัน มือถือ ฯลฯ) การที่เงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จะช่วยให้ความเป็นอยู่ของคนในประเทศสูงขึ้นได้ แต่การว่างงานจะสูงขึ้นด้วย แต่ผมมองว่าเป็นการ trade-off ที่คุ้มค่า เพราะเราขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว คนตกงานเยอะขึ้นนิดหน่อย แต่ความเป็นอยู่สูงขึ้น คุ้มครับ 

ที่จริงแล้ว คนไทยมีศักยภาพในอุตสาหกรรมหลายอย่าง แต่เพราะธุรกิจไทยเจาะตลาดเหล่านั้นไม่ได้ คนไทยจึงใช้ศักยภาพที่มีอยู่เหล่านั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น คนไทยวาดการ์ตูนเก่งเยอะ ถ้าประเทศไทยสามารถเจาะตลาดการ์ตูนได้ เราก็ขายของมูลค่าเพิ่มสูงๆ ได้ (Intellectual Property เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง) แต่ปรากฏว่าเราทำไม่ได้ เราทำได้แค่รับจ้างญี่ปุ่นวาดการ์ตูนของเขา กำไรจึงน้อยมาก เมื่อกำไรน้อยมาก ค่าแรงก็ต้องน้อยตามไปด้วย จะเห็นได้ว่า คนมีศักยภาพ แต่ประเทศเจาะตลาดที่ใช้ศักยภาพนั้นไม่ได้ ศักยภาพก็สูญเปล่า เปลี่ยนมาเป็นเงินไม่ได้ ฟิลิบปินส์ อินเดีย ผลิตคนไอทีเก่งๆ มาเยอะมาก แต่เจาะตลาดนี้ไม่ได้ คนฟิลิปปินส์และอินเดียจำนวนมากจึงต้องหลั่งไหลไปหางานทำนอกประเทศ  ประเทศไทยก็เริ่มจะเป็นแบบนี้ เราเรียนกันสูงมากขึ้น แต่เงินเดือนน้อยเหมือนเดิม เพราะไม่มีงานที่ตรงกับศักยภาพให้เราทำ มีแต่งานมูลค่าเพิ่มต่ำให้ทำในประเทศ เรียนเยอะแค่ไหน เงินเดือนก็น้อยเหมือนเดิม

ที่จริงประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องหาอะไรใหม่ๆ ทำให้ได้แล้ว เพราะเรารับจ้างผลิตมาหลายปี จนประเทศที่ล้าหลังกว่าเราเขาตามเรามาทันหมดแล้ว ถ้าเราไม่รีบหาอะไรใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมมาทดแทน เราจะถอยลงเรื่อยๆ ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่ปัญหามหภาค แต่เป็นปัญหาจุลภาคครับ สมัยก่อนไต้หวันใช้เวลาอยู่ช่วงหนึ่งในการยกระดับตัวเองขึ้นมาจากประเทศทำของปลอมขายให้กลายเป็นผู้นำด้านอิเล็กทรอนิกส์โลก ที่สุดแล้วพอเขายกระดับได้สำเร็จ เขาก็ทิ้งห่างคู่แข่งไปอีกระดับหนึ่ง ทำให้รอดตาย เวลานี้ประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว ถ้าเรายังคิดง่ายๆ แค่ว่า ต้องลดค่าเงิน ลดดอกเบี้ย แบบนี้ไปเรื่อยๆ ตายแน่

อุปสรรคด้านจุลภาคอีกด้านหนึ่งของไทยผมว่าคล้ายกับๆ อังกฤษในยุคตกอับ คือ เราขาดวัฒนธรรมแบบ Entrepreneurial Spirit คือมีแต่คนอยากเป็นลูกจ้าง ธุรกิจเองก็คิดแต่จะเลียนแบบกัน ไม่ค่อยมีใครคิดอะไรใหม่ๆ วัฒนธรรมพวกนี้เป็นอุปสรรคในการเจาะตลาดสินค้าใหม่ๆ ให้กับประเทศครับ ยังไม่นับเรื่องที่เราชอบปลูกฝังให้คนไทยเกลียดเงินกันอีก ทัศนคติพวกนี้แหละที่ทำให้ประเทศๆ หนึ่งต้องเป็นประเทศที่ยากจนตลอดไป

38 thoughts on “0263: Thailand Labor Market”

  1. เมื่อ 10 ปีหน่อยๆ ก่อนนู้น พวกจบสาย วิศว สาย it จาก ม.ดูดีๆในบ้านเรา ค่าจ้าง start ต่อเดือน อยู่ประมาณ 15,000-18,000

    ณ วันนี้ ราคาค่าแรง ก็ยัง start ต่อเดือน อยู่ประมาณ 15,000-18,000
    บางคนจบมหาวิทยาลัย ที่ไม่ hi-end หน่อย อาจได้ต่ำกว่านี้ด้วย

    ทำไม ทำไม ทำไม เหอ เหอ

    พวกที่ทำงานมา 10 กว่าปี แบบมนุษย์ทั่วไป นายจ้างจะเงินเดือนขึ้นมาเฉลี่ย กี่เท่า

    ถึง 1 เท่าจากตั้งต้นมั้ย ….คิดว่านี่น่าจะได้
    ถึง 2 เท่ามั้ย….อาจจะ…
    แล้วมากกว่านี้ละ…เท่าไหร่ครับ

    สมมุติให้ start 15000 ละกัน ให้เจ้านายให้เพิ่มปีละ 10% ทุกปี (นี่เยอะไปหรือน้อยไป น่าจะทำสถิติจริงๆ นะ)

    10 ปีผ่านไป จะได้เงินเดือน ประมาณ 35000 เพิ่มมาเท่านิดๆ…

    (เห็นตามในอัตราค่าจ้างบ้านเรา จากบริษัทสำรวจค่าจ้างในไทย แล้ว ก็อดสงสัยไม่ได้ มันใช่จริงหรือนี่ มีแต่คนบ่นว่า ไปสำรวจประเทศไทยจริงหรือนี่)

    แต่เท่านที่เห็น ส่วนใหญ่จะใช้วิธี ทำที่ละปีสองปีสามปี แล้วย้ายงานไป up เงินกัน..เหอเหอ ก็จะได้เพิ่มกว่านี่อีกหน่อย ตามความคาดหวังของเจ้านายใหม่ ให้คุ้มค่าจ้าง ว่างั้นเถอะ…เหอ..ไปดีกว่า…ข้าพเจ้าเอง

  2. ช่วยขยายความเพิ่มเติมได้ไหมครับพี่โจ๊กว่า Entrepreneurial Spirit ที่ควรจะมีให้มากขึ้นนี่ คือ ยังไงครับ? แค่ความคิดว่าอยากเปิดอะไรเล็กๆ ซักอันนึง พออยู่พอกินไปเรื่อยๆ นี่ใช่รึยังครับ??

  3. clear cut มากครับ ขอยกตัวอย่างกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่เริ่มทำนองนี้
    ก็เช่น health land สาขาเยอะมากครับทุกวันนี้ ทัวร์จีน ญี่ปุ่น นี่
    ทานปูผัดผงกระหรี่ที่ร้าน สมบูรณ์โภชนา เสร็จแล้วต่อด้วยนวดไทยครับ เพราะถูกและดี
    ก็ถือว่าเป็นรายได้การท่องเที่ยวครับ แต่ถ้าเทียบกับคนไทยไปเที่ยวนอกช่วงสงกรานต์นี่สงสัยขาดดุลแน่
    อ้อ ผมว่า พวกกำกับหนังไทยเก่ง ๆ นี่ก็ สร้างมูลค่าเพิ่มเยอะหมือนกัน

  4. ทุกวันนี้เงินเดือนน้อยมาก อยากสร้างมูลค่าเพิ่มแก่อาชีพเพื่ออัพเงินเดือน แต่ส่วนมากเลือกการอลุ่มอล่วยกับพ่อค้ามากกว่าคงเพราะง่ายกว่า

  5. ผมว่า ธุรกิจบริการเราใช้ได้นะ เเต่ไม่มีใครสร้าง เเฟรนไชร์
    เห็น MINT ไปซื้อ เเปรนด์อาหาร thaiexpress จาก สิงคโปร์มาเเล้วเศร้าจิตเลย

  6. ขอบคุณครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า เรายังหลงอยู่กับแผนพัฒนาประเทศที่จะให้ไทยเป็น นิกส์!! (ผมว่าเด็กสมัยนี้ไม่เคยได้ยินคำนี้แล้วนะเครับ) ไม่ค่อยเน้นมูลค่าเพิ่ม

    อีกอย่างผมเห็นพี่เขียนหลายครั้งแล้วครับว่า “เราชอบปลูกฝังให้คนไทยเกลียดเงินกันอีก”

    จริงเหรอครับ? ไม่ค่อยรู้สึกยังงั้นเท่าไร คนงานบ้านผมนี่หายใจเป็นเงินเป็นทอง ทำไรทีขอพิเศษ เพื่อนๆก็พ่อค้ากันหมด พนักงานบริษัทก็คิดแต่ว่าจะย้ายงานเพื่อเงินเดือนที่สูงกว่า เลยอยากถามพี่ว่าพี่หมายถึงกลุ่มไหนเหรอครับ

  7. ถ้าอยากเปิดร้านเฉยๆ ยังเป็นแค่ business man แต่ถ้าอยากเปิดร้านที่มีอะไรสักอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากร้านอื่น แบบนี้เป็น entrepreneur ครับ

    แต่ก็ดีทั้งสองแบบน่ะครับ

    โดยเนื้อแท้คนไทยไม่ได้เกลียดเงินหรอกครับ แต่กลุ่มอำนาจบางกลุ่มเขาพยายามปลูกฝังกันอยู่ ลองฟังวิทยุตอนหกโมงเย็น หรือช่องโทรทัศน์บางช่องสิครับ

  8. ขำดีครับ
    มิ้นไปซื้อ thaiexpress จากสิงคโปร์
    ผมเพิ่งรู้เหมือนกัน 55555

  9. พี่ครับ พี่ว่า เพราะระบบการศึกษาของเราด้วยหรือเปล่าครับ ที่มีส่วนทำให้คนไทยไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ เช่น การถูกปลูกฝังให้เชื่อฟังครูไม่ว่าผิดหรือถูก ถ้ามีความคิดเห็นแปลกๆ คนก็จะหาว่าคิดประหลาด ทำให้เกิดทัศนคติแบบ ‘me too’ ใครทำธุรกิจอะไรสำเร็จ ก๊อป แหลก

    ส่วนเรื่องเกลียดเงินนี่ พี่หมายถึงการที่มีการปลูกฝังว่า คนรวย คนมีเงินเป็นคนเลว โกง อะไรแบบนี้หรือเปล่าครับ

  10. เกี่ยวมากครับ โรงเรียนบ้านเราสอนให้ตามทำคำสั่งของครู เชื่อครู อย่าเถียง ไม่มีสัมมาคารวะ เด็กจึงไม่ได้ถูกฝึกให้คิดเอง แต่ถูกฝึกให้ทำตามคำสั่ง

    โรงเรียนยุคใหม่ก็พยายามเปลี่ยนตรงนี้มากขึ้น ผมก็หวังว่าจะทำให้คนไทยในยุคต่อไปจะเปลี่ยนไปจากเดิมครับ

    บ้านเรามองว่า การทำดีจะต้องไม่ได้รับผลตอบแทน ถ้าได้ผลตอบแทน แสดงว่าไม่ใช่การทำดี แต่ผมว่า ไม่ว่าเราจะทำมาหากินอะไร แค่เราตั้งใจทำให้ดีที่สุด เป็นหน่วยเล็กๆ ของสังคมที่มีคุณภาพ ก็เป็นการทำดีอย่างยิ่งแล้ว แม้ว่าทำแล้วจะได้เงินด้วยก็ตาม

    บางคนบ้าทำบุญมาก ทอดผ้าป่า บริจาคเงินอุตลุด แต่ในที่ทำงาน ทำตัวแย่ๆ กับเพื่อนร่วมงาน และเอาเปรียบนายจ้างแบบสุดๆ เพราะมองว่า การทำงานเป็นการหาเงิน จึงไม่ได้บุญ

    แล้วก็ชอบเชื่อมโยง คำว่ารวย หรือคำว่าฉลาด กับคำว่าโกง ซึ่งมันไม่จริงเสมอไป คนรวยที่เป็นคนดีๆ มีเยอะแยะไป คนจนที่เลวๆ ก็เยอะเหมือนกัน คนขยันทำงานมาหากิน ทำงานหนัก ก็มองว่า เป็นพวกวัตถุนิยม แทนที่จะมองว่า เขาเป็นคนขยัน หรือทำประโยชน์ให้สังคมมากกว่าคนอื่น

  11. คนไทย ชอบเป็นลูกจ้างมากกว่า ยิ่งเงินเดือนเยอะยิ่งดี
    คนมีการศึกษาสูงกลับเป็นลูกจ้างกันหมด

    ผู้ประกอบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ กลับเรียนไม่สูง

    ผมว่า ระบบธนาคารเราก็มีส่วนทำให้เเย่ ไม่ค่อยเปิดโอกาศให้ผู้ประกอบการรายใหญ่

  12. ที่พี่บอกว่า

    ตอนนี้ คนไทย เริ่มที่จะเหมือนกับฟิลิปปินส์ และ อินเดีย ที่คนออกมาทำงาน ต่างประเทศ เนื่องจากเรียนจบสูงๆ และไม่มีตลาดแรงงานในประเทศมารองรับ ทำให้ไปหางานที่เงินเดือนสูงต่างประเทศดีกว่า

    อันนี้ผมเห็นด้วยส่วนหนึ่งครับ แต่ผมคิดว่าเมืองไทยคงไม่น่าจะเป็นแบบสองประเทศนั้นเร็วๆ นี้หรอกครับ พื้นฐานภาษาอังกฤษของอินเดีย กับ ฟิลิปปินส์นั้น ดีมาก พูดกันน้ำไหลไฟดับ แล้วพวกเค้าก็ชื่นชม คนของเค้าที่ออกไปทำงานต่างประเทศแล้วประสบผลสำเร็จ กันมาก …… ที่อินเดีย มีให้รางวัลประจำปี กับ Expat ที่ทำงานประสบความสำเร็จในเมืองนอกด้วย เช่น ปีก่อนๆ ก็มี CEO PEPSI ก็ได้รับรางวัลนี้ …. อารมณ์ว่าเป็นความภาคภูมิใจของเค้า

    ส่วนเมืองไทยนั้นยังดีนะครับผมว่า อย่างน้อยคนที่จบมาสูงๆ ส่วนมากยังเลือกทำงานที่เมืองไทยอยู่ ถึงแม้ว่าจะจ่ายค่าเรียนแพง แต่ได้เงินเดือนไม่สูงนักก็ตาม สงสัยลึกๆ แล้วเรายังมีความเป็นชาตินิยมสูง มักจะติดอาหาร ติดบ้าน ติดครอบครัว กันมากกว่า

  13. การประท้วงทางการเมืองนั้น ถ้าไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำผิดกฏหมาย มักจะไม่สำเร็จ แต่ถ้าใช้ความรุนแรง ก่อความวุ่นวาย มักจะสำเร็จ หรือก่อให้เกิดจุดเปลี่ยน อันนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว เช่นนี้ถือว่า Reward System ผิดพลาดหรือเปล่าครับ?

  14. ผมเป็นอีกคนที่เป็นผลผลิตของระบบการศึกษาไทยอันล้มเหลว จบโรงเรียน/มหาวิทยาลัยไทย ที่แม้จะได้ชื่อว่าดีและแย่งกันสอบเข้ามากที่สุด แต่ก็ใช้ระบบฟังอย่างเดียว ไม่เคยคิดต่าง ไม่เคยแสดงความเห็น แต่ขยันอ่าน และทำข้อสอบได้ดี จบเกรดสูง
    ตอนนี้ทำงานกับคนต่างชาติ และเพื่อนร่วมงานที่เป็นนักเรียนนอก(ตั้งแต่ม.ปลาย)ทำให้เข้าใจลึกซึ้ง ถึงคำว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

  15. การปฏิวัติประชาชน ผมไม่คิดว่าเป็น BRS แต่น่าจะเป็นผลที่เกิดขึ้นตามมาจากการใช้ BRS

  16. คุณโจ๊ก เคยคิดมั๊ยครับ ว่า
    ถ้าประเทศของเรา กลายเป็นคอมฯ เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ตามทฤษฎีโดมิโน ตามหลัง เวียดนาม ลาว เขมร
    วันนี้คุณโจ๊ก และอดีตนายกที่ถูกรังแก จะมีที่ได้แสดงออกต่างๆ ตามความต้องการของตัวเอง อย่างทุกวันนี้หรือไม่
    หากบิดา มารดา จะดีบ้าง เลวบ้าง สองมาตรฐานบ้าง สามมาตรฐานบ้างแต่คุณโจ๊ก ก็ได้เติบโตมาเป็นคนที่มีความคิดดีๆคนหนึ่ง
    คุณโจ๊ก จะตอบแทนบุญคุณท่านอย่างไร
    จะไม่สนใจอดีต ขอตัดตอนเอาแต่ช่วงที่ปีกกล้าขาแข็งแล้ว มีความรู้แล้ว มีทรัพย์เพียงพอแล้ว
    ขอความอิสระ เป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ
    งั้นเหรอครับ

  17. ผมเห็นด้วยกับคุณ other side ว่า พวกอนุรักษ์นิยมช่วยทำให้ประเทศไทยรอดจากการเป็นคอมมิวนิสต์ในช่วงปี 2518 ไปได้ และต้องถือว่าเป็นบุญคุณของพวกอนุรักษ์นิยมด้วย เพราะเวลานั้นเผด็จการทหารเป็นทางเลือกที่ “ดีกว่า” คอมมิวนิสต์แน่นอน

    แต่จะให้ผมยอมรับว่าเผด็จการทหารเป็นการปกครองที่ถูกต้องชอบธรรมแล้วคงจะยาก ถ้าจะอ้างว่า ทุกวันนี้คนไทยควรยอมให้ทหารอยู่เหนืออำนาจอธิปไตยได้เพื่อเป็นการตอบแทนที่ทหารเคยช่วยทำให้ไทยรอดพ้นจากคอมมิวนิสต์นั้น ผมไม่เห็นด้วยครับ ทหารต่างหากที่ควรจะต้องรู้จักปรับตัวแล้วลงมาเสมอภาคเท่ากับประชาชน ที่ผ่านมาทหารก็เอาไปเยอะแล้วด้วย โลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปมากแล้ว ส่วนมันเปลี่ยนไปอย่างไรนั้น ติดตามได้ในโพสต์ต่อไปของผมครับ

  18. เห็นด้วยครับ ประเทศไทยยังเป็นแรงงานรับจ้างผลิตอยู่เยอะมาก เราไม่สามารถสร้าง value added ให้กับตัวเราได้มากเท่าที่ควร ปัญหาเลยทำให้เราไปไหนได้ไม่ไกล ความได้เปรียบเรื่องค่าจ้าง เราเริ่มหมดลงไป

    สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือ เมืองไทยไม่มียุทธศาสตร์ที่จัดเจน เราจะโตด้วยอะไร?? อเมริกาโตด้วยเทคโน จีนโตด้วยตลาดในประเทศ และแรงงานถูก เกาหลีคือนักกอปปี้ที่ต่อยอด และ culture marketing เราไม่ใช้จุดแข็งที่มีอยู่ในการเติบโต เช่น service mind ของคนไทย ทรัพยากรธรรมชาติท่องเที่ยวที่มีอยู่ การเกษตรแบบเพิ่มมูลค่า เป็นต้น มันน่าจะทำให้เรา sustainable growth ได้

    สำหรับ enterpreneurship อันนี้ชัดเจนมาก สังคมไทยพื้นฐานมาจากสังคมศักดินา ชอบงานราชการมีเกียรติ ต่อมาเป็นระบบศักดินาบริษัท ต้องทำงานในบริษัทดัง ๆ ลองมีใครบอกว่าตัวเองเปิดธุรกิจของตัวเอง จะดูว่ามีเกียรติน้อยกว่าทำงานบริษัทยักษ์ใหญ่ และเราไม่ชอบคิดอะไรที่แตกต่าง จะทำธุรกิจก็ mee too ตลอด

  19. ตอบคุณโจ๊ก อีกครั้ง ขอโทษด้วยที่นอกเรื่อง

    ผมมิได้คิดว่า อดีตนายก กำลังขัดแย้งกับทหาร

    เมื่อคุณโจ๊ก เห็นด้วยกับเรื่อง ผู้มีบุญคุณต่อประเทศ ผมก็โอเคแล้วครับ ไม่เสียศรัทธาที่มีต่อตัวคุณ

    ส่วนคุณหรือคนอื่นๆที่คิดเหมือนคุณ จะเลือกที่จะ
    ตอบแทน
    เฉยๆ
    หรือจะเนรคุณ เหมือนอย่างอดีตนายกคนหนึ่ง
    ก็สุดแล้วแต่ครับ

  20. เผด็จการทหารไม่ดี แต่เผด็จการประชาชนก็ใช่ว่าจะดี

  21. ปัญหาของประเทศนี้ที่ผมมองเห็นคือ มันเป็นประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคเป็นฝ่ายขวาทั้งหมด

    เพราะที่ผ่านมาพอประเทศไทยจะมีพรรคฝ่ายซ้ายทีไร พวกฝ่ายขวาจะออกมาจำกัดด้วยวิธีการที่สกปรกทุกที คือยัดข้อหาไม่จงรักภักดี และข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนายปรีดี และนักศึกษาเดือนตุลาล้วนเป็นเหยื่อของฝ่ายขวาทั้งนั้น

    ผมมองว่าฝ่ายขวาบ้านเราใจแคบกว่าประเทศอื่น ต้องพูดอย่างนั้นเลย เพราะฝ่ายขวาบ้านเราไม่มองว่าฝ่ายซ้ายเป็นความเห็นต่าง แต่เป็นความชั่ว ในขณะที่ฝ่ายขวาของประเทศอื่นเขาก็เกลียดฝ่ายซ้ายเหมือนกัน แต่เขาก็ยังยอมทนให้มีพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในประเทศได้

    ประเทศต้องมีพรรคการเมืองทั้งสองฝ่าย เพื่อให้คนทั้งสองฝ่ายได้มีปากมีเสียง (Republican vs. Democrat) (Conservative vs. Labor) แต่บ้านเราเหมือนว่าคนรากหญ้ามีหน้าที่แค่ใช้แรงงานไปก็พอ ไม่จำเป็นต้องมีสิทธิทางการเมืองก็ได้

    ผมมองว่า ณ วันนี้ ประเทศไทยต้องมุ่งไปสู่การเป็นประเทศที่มีพรรคการเมืองทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ ไม่ใช่ช่วยกันรักษาให้ฝ่ายขวาได้ผูกขาดอำนาจทางการเมืองเช่นนี้ตลอดไป

    โดยส่วนตัว ผมไม่ชอบทักษิณ เพราะผมมองว่า ทักษิณก็เหมือนกับ ป.ที่เป็นคนลุแก่อำนาจ แต่ก็เพราะ บ้านเราไม่ได้ให้สิทธิทางการเมือง ที่เพียงพอกับฝ่ายซ้ายนั่นแหละ ที่ทำให้คนรากหญ้ารักทักษิณ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นว่าจะมีพรรคการเมืองไหนที่เข้าข้างพวกเขามาก่อน

    ผมเชื่อด้วยว่า ถ้าบ้านเราใจกว้าง ยอมให้มีพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย ประเทศจะไม่กลายเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ตรงกันข้าม จะมีแรงกดดันให้ชนชั้นปกครองเร่งให้การศึกษาแก่คนฝ่ายซ้ายเพื่อดึงคนรากหญ้ามาเป็นพวก ประเทศจะเดินไปทางที่ดีขึ้น ทุกวันนี้ฝ่ายขวาไม่ได้พยายามอย่างจริงใจ ที่จะพัฒนาคนรากหญ้า เพราะเขารู้ว่าพวกเขาสามารถกดคนรากหญ้าไว้ได้ด้วยวิธีการนอกระบบเมื่อไรก็ได้

  22. โชคดีที่ศรัทธาของเราที่มีต่อคนใดคนหนึ่งไม่ได้ผูกอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าเขามีความเห็นตรงกับเราในทุกๆ เรื่องหรือไม่

    มิฉะนั้นเราคงได้ข้อหาอกตัญญูต่อบุพการีฝ่ายหนึ่งเป็นแน่ เพราะบุพการีทั้งสองของเราเลือกกันคนละข้าง

  23. คนทุกคนล้วนเคยทำทั้งความดีและความชั่ว การทำความดีไม่ได้แปลว่าทำให้มีสิทธิ์ในการทำชั่ว ดีก็ส่วนดี ชั่วก็ส่วนชั่ว หากจะเรียกร้องให้ตอบแทนส่วนที่ดี ก็ต้องเรียกร้องให้ตอบแทนส่วนที่ชั่วด้วยจึงจะสมเหตุสมผล หากเราเชื่อว่าใครทำแต่ดีไม่มีชั่ว นั่นเรียกว่า “เทพนิยาย”

    การจะให้ประเทศนี้เดินไปทางไหนนั้น จึงไม่ใช่อยู่ที่ว่าสัญลักษณ์ของฝ่ายไหนทำความดีมามากกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่าในวันนี้ ใครทำประโยชน์ให้กับประเทศนี้ได้มากที่สุด

    เหมาเจ๋อตงเคยทำดีมากมาย ปลดแอกคนจีนจากระบอบขุนศึก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาทำถูกที่ชักใยอยู่เบื้องหลังการทำลายล้างเข่นฆ่าคนคิดต่างแล้วเรียกมันว่า “การปฏิวัติวัฒนธรรม” ประเทศจีนฉิบหายไปมากมายในยุคนั้น ก็เพราะคนที่อยากตอบแทนเหมานี่แหล่ะ

  24. ต้นเหตุของปัญหาในบ้านเมืองเราขณะนี้ก็เพราะ คนทำชั่วฝ่ายหนึ่งคิดว่าตัวเองดีกว่าคนทำชั่วฝ่ายตรงข้าม

    เพลงของเฉลียงที่บอกว่า “คนดีติดที่เขาเอาใจใคร” นั้นเป็นเรื่องจริง

  25. good summary ครับ

    การเมืองเพียงเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางประโยชน์ แต่มักถูกทำให้เป็นเรื่องของความดีเอาชนะความชั่ว

  26. ตอบคุณสามก๊ก

    ถ้าวันนี้คนที่เคยเลี้ยงดูคุณมา เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต คุณคงเชิญเขาไปอยู่ปรโลก เพราะมิได้ช่วยทำมาหากินเลย เป็นแต่ภาระให้เลี้ยงดู

    โลกคงน่าอยู่เป็นอย่างยิ่ง เพราะมีแต่สิ่งที่สวยงามเท่านั้น

  27. ขอถามนอกเรื่องหน่อย มีคนบอกว่า จริงๆ แล้วคนกรุงเทพนี่หลอกง่าย แค่ใช้สื่อกรอกหูทุกวัน ตามด้วย fwd mail ก็เชื่อสนิทแล้ว ใครคุมสื่อได้ ก็เป็นผู้คุมเกม คุณนรินทร์คิดว่ายังไง

  28. ข่าวอัปมงคลเมื่อปีที่แล้วกับตลาดหุ้นบ่งบอกอะไรได้หลายอย่างครับ

    แต่คิดว่า เรื่องสื่อนี้เป็นกันทุกชาติ อย่างอเมริกันที่สนับสนุนให้บุชบุกอิรัก แรกๆ ก็ไม่รู้สึกว่าจำเป็น แต่พอโดนบุชกรอกหูทุกวัน ก็รู้สึกไปเองว่าการรุกรานประเทศอื่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

    วิธีการของบุชคือป้ายสีทุกวัน ตอนแรกก็บอกว่าต้องแก้แค้น 9/11 ซึ่งก็แปลก เพราะบิลาเดนอยู่อัฟกานิสถานมิใช่เหรอ มันเกี่ยวกับอิรักยังไง แต่ก็สามารถเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ แขกๆ เหมือนกัน อะไรทำนองนี้ ต่อมาก็คิดคำว่า “อักษะแห่งความชั่วร้าย” ขึ้นมา ว่าอิรักเป็นความชั่ว ต่อมาก็ใช้วิธีประณามคนที่ต่อต้านสงครามว่าเป็นพวกไม่รักชาติ ต่อมาก็กุเรื่องขึ้นมาว่าอิรักมี Weapons of Mass Destruction คนอเมริกันฟังบุชป้ายสีทุกวันๆๆ ก็รู้สึกคล้อยตามไปได้เอง

    ดังนั้น การฟังความข้างเดียวนี้อันตรายมาก เราเป็นปุถุชน ถ้ามีคนมาพูดกรอกหูเราทุกวัน ยังไงๆ เราก็ต้องคล้อยตาม เห็นกงจักรเป็นดอกบัวได้เลยครับ

  29. ความเห็นทุกอันในกระทู้นี้สุดยอดมาก ชอบครับ
    ผมอยากเห็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา แถวผ่านฟ้า
    มากกว่าการด่า รัฐบาล ทำได้แค่สะใจผู้ชุมนุมเท่านั้น
    ไม่ได้ประโยชน์
    แต่ดีใจที่ชุมนุม ได้เรียบร้อยดี

  30. ถ้าวันหนึ่งคนที่เลี้ยงดูผมมาเป็นอัมพาต ผมก็ต้องดูแลเขาเพื่อตอบแทนบุญคุณที่เขาเคยเลี้ยงผม แต่ถ้าเขาเอาปืนไปยิงใคร แล้วตำรวจมาจับเขา ผมจะไปทำอะไรได้ ห้ามตำรวจจับเพราะนี่พ่อกู งั้นหรือ?

    บ้านเรามันวุ่นวายไม่จบ เพราะเราไม่ยึดหลัก ยึดแต่ว่าคนบางคนเป็นผู้รู้ผู้ถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว ถ้าไม่เลิกตรงนี้ ไม่มีวันจบ

    ปล.เห็นด้วยกับเสี่ยโจ๊ก ทักษิณลุแก่อำนาจคล้ายๆจอมพลแปลก ทำให้ภัยมาถึงตัวเขา

  31. ไหนๆ ก็พูดถึงตำรวจกันแล้ว ขอฟังความเห็นของคุณ Other Side กรณี จ่าเพียร หน่อยได้ไหม ใครบ้างที่มีส่วนร่วมในการเนรคุณครั้งนี้

  32. กรณี พล ต อ สมเพียร
    ถ้ามองจากมุมของโจรใต้ มันคงจัดเป็นผลงานชิ้นโบแดง เพราะทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งประเทศอย่างสาหัส

    รัฐบาลก็คงต้องทำดีที่สุดในการดูแลสิ่งที่จ่าเพียรรักที่สุด คือครอบครัวจ่าเพียร รวมทั้งชะล้างความเลวทั้งหลายใน สตช
    แต่ช่วงนี้อาจจะลำบาก เพราะต้องไปตามชะล้างเลือดคนซื่อๆจากบ้านนอก ที่คนบ้าไปรีดเขาเอามาเททิ้งเสียก่อน

    ส่วนเราในฐานะคนไทย บนแผ่นดินเดียวกับจ่าเพียร เราต้องอย่ายอมให้เรื่องเศร้านี้ มาทำให้เราท้อถอยที่จะทำความดี
    และจงทำความดีให้คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน ที่แยกไม่ออกว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนชั่ว สิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร

  33. วันก่อนการชุมนุม พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเตรียมส่งอัยการเพื่อออกหมายจับแกนนำกลุ่มเสื้อเหลืองกรณียึดทำเนียบและปิดสนามบิน แต่ได้รับคำสั่งระงับในวินาทีสุดท้าย

    กรณี GT 200 นายกอภิสิทธิ์ก็ยังดันทุรังรับรอง (ให้ใช้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง) โดยทำเป็นมองไม่เห็นว่าราคาจัดซื้อของสามหน่วยงานส่อให้เห็นถึงการทุจริตโจ่งแจ้งขนาดไหน (กรมศุลกากรซื้อไม่ถึง 10 เครื่องๆ ละ 400,000 กองทัพซื้อเป็นร้อยเครื่อง ๆ ละ ล้าน)

    กรณีจ่าเพียร (แกคงอยากให้ใครๆ เรียกว่าจ่าเพียรตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ มากกว่ามาเชิดชูให้เป็นนายพลตอนที่หมดลมหายใจไปแล้ว) ก็มีชื่อมีตัวตนชัดแจ้ง ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดโผโยกย้าย

    แค่เรื่องร้อนๆ สามเรื่องนี้ ถ้ารัฐบาลที่เต็มไปด้วยคนดีทั้งหลายชุดนี้ รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนชั่ว สิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร แล้วจัดการให้ถูกต้อง กลุ่มเสื้อแดงก็จะหมดสิทธิ์อ้างความชอบธรรมในการชุมนุมอย่างสิ้นเชิง

  34. ตอนผมเรียน ป.ตรี ที่จุฬาหลายปีก่อน มีอาจารย์ใกล้จะเกษียณท่านหนึ่ง สอนหน้าห้องว่า “รู้ไหมคนแบบไหนที่น่ากลัวที่สุด” มีนักศึกษาตอบหลายอย่าง เช่น คนปากอย่างใจอย่าง คนชอบแทงข้างหลัง คนไม่มีคุณธรรม ….

    แต่อาจารย์ เฉยว่าคนที่น่ากลัวที่สุดคือ คนที่คิดว่าตัวเองดี มีคุณธรรม ทำถูกต้องตามคุณธรรมทุกอย่าง เป็นคนที่น่ากลัวที่สุด เพราะเขาจะตัดสินคนอื่นที่ทำแตกต่าง คิดแตกต่าง ว่าเป็นคนเลว…..

    ตอนนั้นนักศึกษาทั้งห้อง งงแตก อาจารย์พูดอะไรหว่า รวมทั้งผมด้วย จนมาทุกวันนี้ผมถึงได้เข้าใจ อาจารย์ท่านสอนให้เปิดรับความเห็นผู้อื่นนั่นเอง แล้วก็อย่าคิดว่าตัวเองดี ถูกเสมอ เราอาจผิดก็ได้

    ผมว่าการปลูกฝังให้เป็นคนดี มีคุณธรรม นะดี แต่วิธีการสอนให้เชื่อ ว่าทำอย่างนี้คือคุณธรรม ทำอย่างนี้คือความดี มันผิด จริงๆแล้วควรสอนให้คิดอย่างมีเหตุมีผลว่าทำอย่างนี้ทำไมถึงดี ทำไมถึงมีคุณธรรม

    ทำให้คนไทยทุกวันนี้ เชื่อคนง่าย สื่อพูดอะไรก็เชื่อ ไม่มีกระบวนการคิดของตัวเองอย่างมีเหตุผล ทำอะไรตามๆกัน ตามกระแสสังคม

  35. ขออนุญาตคุณโจ๊ก คุยกับคุณ win

    ผมคิดว่าอาจารย์คุณคงพูดไม่หมด หรือคุณอาจจะเล่าไม่หมด
    คนที่คุณว่าน่ากลัว ไม่น่ากลัวหรอกครับ ถ้าเขาไม่มีอำนาจ

    ที่ในหลวงท่านสอน คือ เราไม่สามารถเปลี่ยนคนทุกคนให้เป็นคนดีได้
    แต่การสนับสนุนให้คนดีมีอำนาจ และป้องกันมิให้คนชั่วมีอำนาจ
    มีโอกาสทำได้ง่ายกว่า

    แล้ววันนี้ คุณwin คงเรียนจบมานานแล้ว มีเหตุผลในการแยกความดี กับความชั่วอย่างไรครับ

  36. อ่านแล้วโดนเลยครับ อัตราว่างงานต่ำ แต่เงินเดือนก็ไม่สูง แต่ที่ผมเห็นไม่ตรงกันก็เรื่องผู้ประกอบการละครับ เห็นมีเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะด้านศิลปะ ออกแบบ แต่จะแห่ทำตาม me too เหมือนๆ กันไหม อันนี้ ไม่แน่ใจในรายละเอียด

    ที่น่าจะเป็นปัญหาอีกอย่างก็คือ แรงงานแบบที่ต้องการ หาไม่ไ้ด้ เพราะต้องการคุณสมบัติืขั้นเทพ แต่ไม่กล้า bid แพงๆ

    อันนี้ อินเดีย ปีนี้คาดการเงินเดือนขึ้น 10.6% http://www.livemint.com/2010/03/04174442/India-Inc-may-give-106-salar.html พูดถึงสิงค์โปร์ ได้ยินมาว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำมากๆๆๆ แต่ถ้าเป็นศูนย์กลางธุรกิจแบบนี้ อีกหน่อยคงต้องนำเข้าแรงงานมาอีกแน่

    แล้วนี้เข้าข่าย อบรมพนักงานให้เกลียดเงินด้วยหรือเปล่า ( บมจ ในตลาด ) http://www.thaivi.com/webboard/archive.php/o_t__t_17558__start_60__index.html#339162

  37. มาคิดอีกทีหนึ่ง รายได้หรือเงินเดือนน้อยอย่างนี้ แล้วมาเก็บภาษีที่มีฐานอยู่บนรายได้หรือรายจ่าย ( ภาษีรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีน้ำมัน ฯลฯ ) มันก็คงได้ไม่มากเท่าไร และถ้าเก็บเพิ่มก็จะยิ่งซ้ำเติมเงินเดือนที่น้อยๆ อยู่อีก อย่างประเทศที่ค่าจ้างสูงๆ แต่เก็บภาษีพวกนี้แพง ก็ไม่กระเืทือนเท่าไหร่หรือเปล่าครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *