0341: Shakespeare's Globe


Shakespeare's Globe, London

[W:Shakespeare’s Globe] คือ โรงละครริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอน ซึ่งสร้างเลียนแบบโรงละครที่เช็คสเปียร์ใช้จัดแสดงละครในยุคของเขาทุกอย่าง ทั้งวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบดั่งเดิมด้วย ยกเว้นเรื่องที่ตั้งที่ต้องอยู่เยื้องจากที่ตั้งเดิมไปเล็กน้อย เพราะปัจจุบันดันมีคนสร้างสะพานคร่อมพื้นที่เดิมไปแล้ว ปัจจุบันที่นี่ยังใช้จัดแสดงละครของเช็คสเปียร์จริงๆ อีกด้วย
แต่เรื่องที่ผมตั้งใจจะเล่าให้ฟัง คือ เรื่องที่คุณไกด์ประจำโรงละครเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสังคมสมัยนั้นครับ
ไกด์ประจำโรงละคร ติสท์สุดๆ

คุณไกด์เริ่มต้นด้วยการถามนักท่องเที่ยวทุกท่านว่า พวกคุณคิดว่าสมัยเช็คสเปียร์เขาจัดแสดงละครกันยังไง หลายคนอาจคิดว่าละครเช็คสเปียร์สมัยนั้นคงถือเป็นละครชั้นสูง นั่งดูกันแบบตัวแข็ง
แต่ที่จริงแล้ว ละครของเช็คสเปียร์สมัยนั้นเป็นอะไรที่พวกบ้านๆ เขาดูกัน เวลาดูจะไม่ได้นั่งชมกันแบบเงียบๆ ตั้งใจๆ แต่จะดูไปเม้าส์กับเพื่อนไป ยิ่งพวกที่ยืนดูอยู่ตรงพื้นที่ข้างล่างนี่ จะเถื่อนมากเป็นพิเศษ มักดื่มเบียร์กันจนเมามายแล้วทะเลาะเบาะแว้งกันเสียงดังในขณะที่ละครยังแสดงอยู่ ซึ่งเช็คสเปียร์เองก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสียหายแต่อย่างใด เขายังได้ใช้เสียงเอ็ดตะโรของคนกลุ่มนี้เป็นส่วนประกอบของบางฉากในละครของเขาไปด้วยซะเลย 
ชนชั้นสูงสมัยนั้นไม่อยากให้มีสถานที่เถื่อนๆ แบบนี้อยู่ในลอนดอนจึงออกกฏหมายสั่งห้ามจัดแสดงละครแบบเช็คสเปียร์ในกรุงลอนดอนเป็นอันขาด เช็คสเปียร์เลยต้องย้ายโรงละครแห่งนี้มาตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเทมส์แทน (สมัยนั้นอีกฝากหนึ่งยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกรุงลอนดอน)
ภายในโรงละคร เหมือนในเรื่อง Shakespeare in Love เลย

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ศิลปะที่คนสมัยนี้บอกว่าทรงคุณค่านั้น ในยุคที่มันเพิ่งเกิดขึ้น มันเคยถูกมองว่าเป็นของเลวทรามมาก่อน แต่พอเวลาผ่านไป ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะค่อยๆ คุ้นเคยกับมัน ทำให้มองเห็นคุณค่าในความใหม่ของมันได้ ของใหม่ก็กลายมาเป็นของร่วมสมัย พอหลังจากนั้นก็มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมาอีก พอสิ่งใหม่เริ่มจะดึงดูดความสนใจของผู้คนไปจากสิ่งเดิมมากขึ้น ก็จะมีคนลุกขึ้นมาบอกว่า ต้องเร่งอนุรักษ์ของเก่าโดยด่วน เพราะของเดิมเป็นของมีค่า แต่คนรุ่นใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญ กลับไปหลงไหลกับของใหม่ที่ฉวบฉวยกว่าแทน บลา บลา บลา เขาลืมไปว่า สิ่งที่เขาดีว่านั้นก็เคยเป็นสิ่งที่คนยุคก่อนเขารู้สึกว่ารับไม่ได้ เพราะใช้ตัวเองเป็นตัววัด เป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด โลกแค่หมุนไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมรับสิ่งใหม่ได้เร็วแค่ไหนเท่านั้น
ผมเคยอ่านเจอว่า ในปี 1867 ที่ประเทศฝรั่งเศส ก็มีจิตกรหน้าใหม่กลุ่มหนึ่ง ที่เบื่อหน่ายการวาดภาพแบบเก่า ที่เน้นแต่เรื่องความเหมือน จึงได้สะสมเงินเพื่อจัดงานแสดงภาพเขียนของพวกตนที่ไม่ได้เน้นเรื่องความเหมือนมากนักแต่เน้นที่การสร้างภาพให้มี “บรรยากาศ” เพื่อใช้เก็บบันทึกความประทับใจในสิ่งที่ได้พบเห็นแทน งานแสดงภาพเขียนดังกล่าวได้รับการวิจารณ์อย่างรุนแรงโดยนักวิจารณ์ของหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นว่าเป็นงานแสดงภาพของพวกจิตกรวัยรุ่นโนเนมกลุ่มหนึ่งที่หวังจะดัง ภาพที่เอามาแสดงก็อย่างกับภาพที่ยังวาดไม่เสร็จ วอลเปเปอร์ที่ใช้แปะผนังของห้องที่จัดแสดงนั้นยังงดงามกว่าเลย นักวิจารณ์ในสมัยนั้นยังไม่สามารถคิดนอกกรอบที่ว่าภาพวาดจะต้องวาดให้เหมือนได้ (แต่ก็มีคนดูบางกลุ่มที่ชอบภาพเหล่านี้ตั้งแต่ครั้งที่แรกที่ได้เห็นด้วยเหมือนกัน)
Impression Sunrise by Monet หนึ่งในภาพแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ที่ถูกจัดแสดงครั้งแรกในโลก

จิตกรโนเนมกลุ่มนั้นได้แก่ [W:Monet], [W:Renior], [W:Pissarro], [W:Sisley] และ [W:Degas] จิตกรที่คนสมัยนี้ต่างปลื้มและรู้จักกันดี แต่ไม่มีใครรู้จักนักวิจารณ์คนดังสมัยนั้นแล้ว ศิลปะทุกยุคทุกสมัยเกิดขึ้นจากความพยายามที่จะหลุดออกจากกรอบเดิมไปให้ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคนสมัยนั้นจะมองมันออกได้เร็วแค่ไหน
ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์คือไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง (Resist to Change) ความเปลี่ยนแปลงมักทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่อพบเห็นสิ่งใหม่เราจึงมีแนวโน้มที่จะมองสิ่งใหม่ในแง่ลบได้ง่าย [W:Dean Kamen] นักนวัตกรรมผู้ยิ่งใหญ่กล่าวว่า เขาได้เรียนรู้ว่า ตลาดจะรับนวัตกรรมทุกอย่างของเขาช้ากว่าที่เขาคิดว่าควรจะเป็นไปประมาณ 15 ปีเสมอ ความล่าช้านี้เกิดจากความไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ล้วนๆ

12 Replies to “0341: Shakespeare's Globe”

  1. ดีแล้วล่ะจ่ะ ที่มีคนต่อต้าน และขัดแย้ง ส่วนตัวคิดว่าถ้ามีอะไรใหม่เกิดขึ้นมาแล้ว accept ทันที ก็ไม่ใช่ใจมนุษย์แล้วล่ะ การต่อต้าน และการขัดแย้ง ถ้ามองในแง่ดี ก็ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งสิ้น หาก Create อะไรขึ้นมาใหม่แล้ว สามารถพูด หรือโน้มน้าว ให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วย หรือยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นมา ก็ย่อมล้ำค่ายิ่ง ดังตัวอย่างคำฉันท์ ที่สอนเรื่องความเป็นจริงของมนุษย์
    พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
    โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
    นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
    สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
    สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส : กฤษณาสอนน้องคำฉันท์
    ปัจจุบันนี้ยังไม่เห็นว่ามีคำฉันท์ใด เทียมเทียบได้

  2. สมัยก่อนคนไทยก็ดูถูกอาชีพเต้นกินรำกินยังกะอะไรดี แต่เดี๋ยวนี้เห็นใครๆ ก็อยากให้ลูกหลานเต้นกินรำกินกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะไฮโซหรือไฮซ้อ ^_^

  3. ค่านิยมในสังคมมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จริงๆ ถ้าเราอายุยืนมากพอเราจะมองเห็นสิ่งนี้

  4. ถูกต้องที่ค่านิยมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามยุค ตามสมัย อาจจะมีทั้งคนที่ต่อต้าน และคนที่ยอมรับ หรืออาจจะไม่มีทั้งคนต่อต้าน และยอมรับเลยก็ได้
    เราเองที่อยู่ปัจจุบัน ก็ไม่อาจจะ หรือ อาจจะ พูด หรือ ยืนยัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตได้เต็มปาก ยกตัวอย่างเช่น
    “สมัยก่อนคนไทยก็ดูถูกอาชีพเต้นกินรำกินยังกะอะไรดี”
    แท้จริงแล้วก็อาจจะมีคนที่เห็นด้วยมากในอดีตก็ได้ใครจะรู้ ซึ่งจะเหมารวมทั้งหมดว่าไม่เห็นด้วย
    ก็หาจะใช่สาระที่แท้จริงไม่
    หรือ
    “สมัยก่อนคนไทยก็ดูถูกอาชีพเต้นกินรำกินยังกะอะไรดี”
    อาจจะมาจากสื่อภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดจากคนบางกลุ่มก็ได้ เลยมีอิทธิพลมาจนถึงทุก
    วันนี้
    ส่วนเรื่อง
    “ค่านิยมในสังคมมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จริงๆ ถ้าเราอายุยืนมากพอเราจะมองเห็นสิ่งนี้”
    จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องมีอายุมากพอหรอก แค่ดำเนินอายุธรรมดาต่อไปเรื่อยๆ ก็เห็นสิ่งที่เปลี่ยน
    แปลงของสังคมแล้วหละ อยู่ที่ว่า เราได้พิจารณาความเปลี่ยนแปลงของสังคมหรือไม่ หรือวันๆ
    เอาแต่ หาเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมมาวิจารณ์อย่างเดียว แต่ถามว่าเอาเข้าจริงๆ กล้าจะทำอะไรที่ทำให้
    ชาติบ้านเมืองเจริญไหม ก็เปล่า
    โดยสรุปก็คือ
    เรื่องบางเรื่อง ให้มันงดงามอยู่ในอดีตนั่นแหละค่ะ หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องวิจารณ์ หรือหยิบยกมาพูด
    แต่อย่างใด แต่ถ้าเรื่องราวในอดีตจะมาเป็นบทเรียนได้บ้าง ก็พูดไปเถอะ มีประโยชน์ดี
    เพราะเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้
    ถ้าเปลี่ยนแปลงได้ก็คงดี จะได้มีคนไปแก้ไขไม่ให้เกิดเรื่องไร้สาระบนโลก Cyber
    ด้วยความเคารพนะคะ

  5. ปัญหามันอาจจะอยู่ที่ว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มเชื่อว่าตนเองมีวิจารณญาณ (และหรือ) สติปัญญาสูงกว่าคนทั่วไปก็ได้ เมื่อเห็นสิ่งต่างๆ แตกต่างไปจากมุมของตนเองก็เลยไม่ค่อยจะถูกใจเท่าไหร่ ขอให้ชีวิตรื่นรมย์นะคะ ^_^

  6. นึกถึงเพลง “ความเป็นไป” ของวง Ebola เลย
    สงสัยต้องหาทางทำให้อายุยืนบ้างแ่ล้ว

  7. ชอบมุมคิดที่เอามานำเสนอครับ
    ผมได้ไปที่นั่นก่อนเสี่ยโจ๊กไม่กี่วัน ข้อมูลที่ได้ก็เป็นตามนี้ (แต่ผมคิดไม่ได้แบบนี้) คือในสายตาของผู้ดีสมัยนั้น โรงละครแห่งนี้เป็นแหล่งเสื่อมโทรมจริงๆ ไม่ใช่มีแค่ขี้เมา แต่มีทั้งกระหรี่มารอดักลูกค้า มีพวกโง่มาอวดเก่งจนถูกกระทืบ และอื่นๆ มากมาย
    เวลาเราเขียนบล็อกนี่ก็เหมือนเล่นละครอยู่ในโรงนะครับ คนมาเยี่ยมชมก็มีหลายแบบ เมาบ้าง ฉลาดบ้าง โง่บ้าง ก็ว่ากันไป 🙂

  8. ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีความเปลี่ยนแปลง ต้องมีฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน แต่ถามว่าสิ่งใหนดีไม่ดี คงต้องบอกว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรม เช่นเรื่องคนจีนกับชาวฝรั่ง นั่งกินข้าวด้วยกัน..คนจีนเห็นฟรั่งกิน รู้สึกว่าพวกฝรั่งสกปรกกินแล้วไมรู้จักเอากระดูกไว้นอกจาน ฝรั่งก็รู้สึกคนจีนไม่สุภาพเพราะกินแล้ว เลอะเทอะเอากระดูกวางนอกจาน ไม่วางในจาน… สุดท้ายผมเชื่อว่าเรามีสิ่งร่วมกันคือความดีงาม ถ้าสิ่งที่แตกต่างหรือเปลี่ยนไปไม่ได้ผิดต่อศีลธรรมแล้ว ผมว่าก็เป็นสิ่งที่รับได้นะครับ..

  9. มองๆไปก็นึกถึงคำๆนึงที่เขียนว่า อัตตา เลยครับ หากลดอัตตาไปก็จะฟังมากขึ้น เห็นมากขึ้้น คิดได้กว้างกว่าเดิม หากมัวแต่มองแต่อัตตาตัว ก็ไม่มีก้าวข้ามพ้นอดีตมาสู่ปัจจุบันได้เลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *