Interruption Marketing

Philip Kotler กล่าวว่า การตลาดไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายขายและการตลาดฝ่ายเดียว แต่การตลาดเริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบตัวสินค้าไปจนถึงแผนกขององค์กร แต่ที่การ…

Philip Kotler กล่าวว่า การตลาดไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายขายและการตลาดฝ่ายเดียว แต่การตลาดเริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบตัวสินค้าไปจนถึงทุกชั้นทุกแผนกขององค์กร แต่ที่ทุกวันนี้การตลาดกลายเป็นแค่หน้าที่ของฝ่ายขาย ก็เพราะบริษัทไม่ได้ออกแบบสินค้าให้ดีและตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่แรก พอคนซื้อไม่อยากได้ก็เลยจำเป็นต้องใช้ tactic สารพัดรูปแบบเพื่อให้สามารถผลักดันสินค้าออกไปให้ได้

นึกถึงคำกล่าวนี้ของ Kotler แล้วรู้สึกว่า ในแง่หนึ่ง ยุคนี้คือ ยุคมืดของการตลาด เลย เพราะเต็มไปด้วยบริษัทที่พยายามขายสินค้าด้วยการยัดเยียด ทำยังไงก็ให้ลูกค้าซื้อโดยไม่แคร์ว่าลูกค้าอยากได้สินค้าจริงๆ หรือว่าต้องซื้อเพราะความเกรงใจ หรือตัดรำคาญ หรือที่เรียกว่า การตลาดแบบ Interruption Marketing

Interruption Marketing นั้นมีอยู่มากมายหลายรูปแบบ ตั้งแต่สแปมเมลต่างๆ ที่คอยคิดวิธีใหม่ๆ ที่จะหลุดรอดระบบดักจับสแปมเมลเข้ามาให้ได้ (น่าจะเอาเวลาไปทำสินค้าให้ดีมากกว่า) ไปจนถึง พวก Direct Mail ต่างๆ ที่ เจ้าของบ้านเค้าไม่ได้ขอ แต่แอบซื้อชื่อที่อยู่เค้ามาจากบริษัทอื่น (บริษัทที่แอบขายข้อมูลลูกค้านี่ก็น่าตำหนิมากเช่นกัน) แล้วก็ส่งมาที่บ้านทุกวัน สร้างขยะให้โลกวันละมหาศาล

ที่ร้ายมากเลยก็คือ แอบซื้อเบอร์โทรศัพท์มือถือจากที่อื่นมาแล้วก็โทรเข้ามาขายของทุกวัน พวกนี้ไล่ไม่ไปด้วยนะ ถ้าบอกว่าไม่ว่าง ก็จะบอกว่า งั้นขอโทรมาใหม่อีก หรือถ้าบอกว่าไม่สนใจ จะก็ขึ้นเสียงว่า “นี่ไม่คิดจะฟังรายละเอียดอะไรก่อนเลยเหรอ?” ราวกับว่าเราติดหนี้ชีวิตอะไรเค้าสักอย่างหนึ่ง

เดินออกมานอกบ้านนึกว่าจะรอดเหรอ เดินๆ อยู่ในห้างหรือตามสถานีรถไฟฟ้า คุณก็จะเจอพวกองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างๆ วิ่งเข้ามารบกวนเวลาของคุณ บอกว่ากำลังรีบ ก็จะรีบแก้ตัวว่า “แค่สองนาที และไม่ได้มาขายของ” เออ ก็จริง ไม่ได้มาขายของจริงๆ นั่นแหละ แต่ว่ามาขอเงินเราดื้อๆ เลย แบบว่าต้องหักเงินเดือนให้เค้าทุกเดือนเดือนละกี่บาทก็ว่าไป เป็นค่าทำความดี

นี่ยังไม่นับการตลาดอีกแบบหนึ่งที่ยุคนี้เฟื่องฟูมาก แบบว่าขายของได้ เพราะอาศัยการที่บางคนไม่กล้าปฏิเสธ ขี้เกรงใจ รำคาญ ฯลฯ พูดมากก็ไม่ได้เดี๋ยวคนทำอยู่จะมาด่า

ถ้าหากไปดูหลักกฎหมายแล้วจะเห็นว่า กฎหมายไม่ได้คุ้มครองการตกลงด้วยการถูกบังคับจิตใจ ถือว่าจริงๆ แล้วเราจะไม่ยอมก็ได้ แต่เราดันไปยอมเอง กฎหมายจะคุ้มครองให้เฉพาะกรณีที่เราถูกบังคับด้วยการประทุษร้ายหรือถูกข่มขู่ว่าจะประทุษร้ายร่างกายเท่านั้น ก็เลยเป็นช่องโหว่ให้คนเราบีบบังคับคนอื่นให้ซื้อสินค้าทางอ้อมๆ ได้ เมื่อกฎหมายไม่ได้คุ้มครองเราในจุดนี้ ผมจึงเห็นว่า เป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกันที่คนสมัยนี้ต้องลุกขึ้นมา “โหด” กับพวกที่มาขายของแบบ Interruption Marketing บ้าง เรียกว่า หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง โดยส่วนตัวแล้ว เวลาเจอพวกนี้ ผมจะพูดโหดๆ ใส่เสมอ และไม่ได้คิดว่าเป็นการทำร้ายจิตใจคนที่มาหัดขายของด้วย เพราะว่าคนที่ต้องการจะมาขายของด้วยวิธีการแบบนี้หากทนกับการถูกปฏิเสธโหดๆ ไม่ได้ คุณก็ไม่เหมาะจะทำอาชีพนี้อยู่แล้ว การที่เราโหดไปเลยก็เป็นการช่วยให้เขารู้ตัวเร็วขึ้นว่าไม่เหมาะกับอาชีพนี้ จะได้ไปหาอาชีพอื่นที่เหมาะกับตัวเขาเองมากกว่าเร็วๆ

โดยส่วนตัว หลักการตลาดสำหรับผมเป็นหลักเดียวกันกับเรื่อง Jerry Maguire นะ คือ พนักงานขายที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ดูที่ยอดขายที่ทำได้อย่างเดียว แต่คนที่ซื้อของจากเราไปต้องมีความสุขด้วย ไม่ใช่ทำยังก็ได้ให้ได้ยอดขายสูงสุด โดยต้องไม่สนใจความพึงพอใจของลูกค้าเลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *