0046: ย้อนรอยธุรกิจห้างสรรพสินค้า

ลองย้อนรอยกลับไปดูธุรกิจห้างสรรพสินค้าในยุคก่อนสิครับมีอะไรที่น่าสนใจเหมือนกัน

ดูผิวเผินแล้วเหมือนธุรกิจนี้จะเป็นธุรกิจที่ยั้งยืน แต่ถ้าลองนึกถึงชื่อเหล่านี้แล้วจะบอกได้ทันทีว่ามันเป็นธุรกิจที่ฉาบฉวยเอามากๆ : ห้างใต้ฟ้า ห้างแก้วฟ้า ห้างไดมารู ห้างบิกเบล ห้างบางลำภู ห้างโอเดียน ห้างเมอรี่คิงส์ ห้างเมโทร ห้างคาเธ่ย์ ห้างนิวเวิร์ด ห้างเวลโก้ จัสโก้ โซโก้ เยาฮัน แพลงตอง ห้างดีเซมเบอร์ หรือแม้แต่ห้างเอทีเอ็ม

บริษัทในอุตสาหกรรมนี้มีอายุขัยที่ค่อนข้างสั้น ไม่ได้อยู่ยกคงกะพันอย่างที่คิด พวกมันล้วนเข้าสู่ยุคทองของมันอย่างรวดเร็วภายในปีแรกๆ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ จนเจ๊งในที่สุด มันเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนที่โมเดิร์นเทรดจะเข้ามาเสียอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ผมคิดว่าสมัยก่อนห้างฯ ยังเป็นของหรูเกินไปเมื่อเทียบกับกำลังซื้อของคนไทย (ติดแอร์ทั้งร้าน มีพนักงานแต่งเครื่องแบบคอยบริการทั่วทุกจุด ขายสินค้าแพงกว่าข้างนอกมาก) พวกมันมีความเป็น “ที่ไปเที่ยว” (aka “ที่ตากแอร์”) มากกว่าที่จะเป็น “ที่ซื้อของ” สำหรับคนสมัยก่อน คนสมัยก่อนซื้อกับข้าวในตลาดสด ซื้อของใช้จากร้านโชว์ห่วย ส่วนถ้าเป็นของเฉพาะกิจจริงๆ ก็จะเดินทางไปซื้อในย่านที่ขายของอย่างนั้นโดยเฉพาะ เช่น เฟอร์นิเจอร์ซื้อแถวสวนมะลิ เครื่องใช้ไฟฟ้าซื้อแถวคลองถม เป็นต้น กรุงเทพสมัยก่อนรถไม่ติด การวิ่งไปยังย่านแต่ละย่านเพื่อซื้อทีละอย่างในราคาถูกคิดแล้วยังคุ้มกว่าการไปซื้อทั้งหมดเทียวเดียวในห้างสรรพสินค้า

ด้วยเหตุที่ห้างมีความเป็น “ที่เที่ยว” มากกว่า “ที่ซื้อของ” ทำให้ทุกห้างต้องคอยหา “ของแปลก” เพื่อดึงดูดคนให้มาเดินให้ได้ เรื่องนี้เล่าไปก็เหมือนเอาเรื่องเชยๆ ของคนยุคก่อนมาประจานให้เด็กสมัยนี้ฟัง ที่ฮือฮามากคือห้างไดมารูเพราะเป็นห้างแรกที่นำเอา “บันไดเลื่อน” มาจากประเทศญี่ปุ่น คนกรุงเทพทั้งเมืองสมัยนั้นถึงกับแห่กันไปดู “บันไดเลื่อน” อายเด็กสมัยนี้จริงๆ ไม่รู้สมัยนั้นทำไปได้ยังไงไปดูบันไดเลื่อน

ห้างที่เป็นถือสุดยอดในการหาของแปลกมาให้คนดูได้ตลอดคือ ห้างพาต้าปิ่นเกล้า สมัยนั้นปิ่นเกล้าจัดว่าเป็นบ้านนอก แต่พาต้าอาจหาญไปเปิดอย่างโดดเดี่ยว พาต้าจึงต้องหา “ของแปลก” มา entertain คนดูอย่างหนักไม่ว่าจะเป็น น้ำพุสายรุ้ง ลิฟต์แก้ว นกเพนกวิน คิงคอง เป็นต้น สมัยนั้นนับว่าห้างพาต้าปิ่นเกล้าเป็นห้างของคนไทยห้างหนึ่งที่ดังมากๆ

แต่ที่สุดแล้วทุกห้างก็ต้อง “หมดมุข” ทำให้ห้างเป็นธุรกิจที่ไม่ยั้งยืน เหมือนสนามกอล์ฟ หรือผับที่คนเที่ยวจะชอบของใหม่มากกว่า คนเบื่อตึกเก่าๆ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของก็มักจะไม่สู้ต่อไปด้วยการ renovate อีกแล้ว เพราะยังไงน้ำพริกถ้วยเก่าก็สู้น้ำพริกถ้วยใหม่ไม่ได้ เจ้าของส่วนใหญ่จะค่อยๆ ปล่อยให้ห้างเก่าลงเรื่อยๆ จนเจ๊งไปเอง หรือไม่บางทีก็แกล้งทำให้ไฟไหม้เพื่อเอาประกัน

จะแปลกกว่าชาวบ้านก็เห็นจะเป็นห้างเซ็นทรัล (บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ป) เท่านั้นที่ไม่ตาย แม้ว่าช่วงหนึ่งจะเกือบไม่รอดเพราะโดนโมเดิร์นเทรดตีอย่างหนัก ซึ่งที่จริงแล้วเซ็นทรัลไม่น่าจะอยู่รอดได้ แต่ความที่เจ้าของห้างนี้มีความกระเสือกกระสนที่จะอยู่รอดให้ได้ จึงปรับองค์กรอย่างหนัก ด้วยการค่อยเปลี่ยนจากการบริหารแบบสาขาใครสาขามันกลายเป็นการบริหารแบบแยกตามประเภทของสินค้า (powerbuy, homework, b2s, tops, supersports) อีกทั้งยังเข้าซื้อกิจการของห้างโรบินสันเพื่อสร้าง economy of scales ในการจัดซื้อเพื่อให้ต่อสู้กับโมเดิร์นเทรดได้ หลังจากเป๋ไปพักหนึ่งก็เริ่มกลับมาใหม่ได้ เดี๋ยวนี้ดูจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

จะเห็นได้ว่า ความสามารถในการปรับตัวเมื่อเจอความเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของธุรกิจ ซึ่งถ้ามี แม้อยู่ในอุตสาหกรรมที่มาเร็วไปเร็วโดยธรรมชาติก็ยังสามารถอยู่รอดได้

ต่อจากนี้ไป ห้างสรรพสินค้าน่าจะยั้งยืนขึ้นกว่าสมัยก่อน เพราะสภาพการจราจรที่ติดขัดมากขึ้น การแข่งขันด้านราคาที่มากขึ้นของห้างต่างๆ และกำลังซื้อของคนไทยที่สูงขึ้น ช่วยทำให้ห้างตอบสนองความเป็น “ที่ซื้อของ” ได้มากกว่าเดิม ความจำเป็นในการ “หาของแปลก” ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญสำหรับห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป

9 thoughts on “0046: ย้อนรอยธุรกิจห้างสรรพสินค้า”

  1. ห้างที่อยู่รอดมักมีการจัดการที่ดี มองหาลูกค้าเกรด A B ก็นำสินค้าเกรด A B มาขาย ขนาด supermarket อย่าง Villa Supermarket ยังสมารถอยู่ยงคงกระพันมาถึงวันนี้ ก็เป็นเพราะการบริหาร

    เวลาเดินห้างที่อยู่เกรด B C มีความรู้สึกไม่ต่างไปจากตลาดสดที่ติดแอร์ พวกนี้มักไม่มองในมุมความต้องการของลูกค้า เพราะทำบรรยากาศเกรด D แล้วของผสม

    ห้างเกรด A อย่าง Emporium Central World Paragon เวลาเดินแล้ว สังเกตุได้เลยว่าคนกลุ่มหนึ่งจะเป็นคนเดินหลัก ทั้งๆที่ไม่มีค่าผ่านประตู แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็จะไม่เข้ามาเดินเล่น

  2. ลิฟท์แก้วตัวแรกของไทยที่robinsonราชดำริ เด๋วนี้เปลี่ยนเป็นbigcแล้ว แต่ว่าตรั้งล่าสุดไปทีลิฟท์ก้อยังคงมีป้ายอนุสรณ์นี้อยู่คิดแล้วขำนะคับ ตอนนั้นคนแห่กันไปขึ้นลงลิฟท์

    แล้วยุดต่อมาของthe mallขอเสริมคับคือทำสวนน้ำในห้าง และต่อมาก้อทำhome fresh mart

    p.s(ที่ไม่ใช่พฤษภานะคับอิอิ) พี่คิดว่าcentral worldจะรอดไหมคับ(ไปมาหลายครั้งแล้วสงสัยต้องรอgrand openingถึงจะรู้ว่ารอดไหมเนี่ยย ที่ปราบเซียนจริงๆครับ

  3. จุดด้อยของที่ตรงนั้นก็คือทางเข้านะครับ หลักสี่พลาซ่าก็เคยเจ๊งมากแล้วเพราะเหตุนี้ (ว่าแล้วก็นึกได้อีกชื่อนึ่งที่เจ๊งไปแล้ว) แต่ยังไงความเป็นเซ้นทรัลน่าจะช่วยไว้ได้เหมือนกัน

    ผมว่า CPN ถูกกลุ่มเดอะมอลล์แย่งความเป็นผู้นำไปนะครับ มาทำเซ้นทรัลเวิร์ดก็ช้าไปแล้ว เปิดตัวทีหลังยังไงก็ไม่แรง

    คงต้องพึ่งนักท่องเที่ยวด้วยนะครับ ถ้าถนนพระราม 1 กลายเป็นย่านช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงของโลกขึ้นมา เซ็นทรัลเวิร์ดก็น่าจะไปได้ดี เซ้นทรัลก็พยายามดันให้แยกราชประสงค์กลายเป็นที่ count down ตัวเองจะได้กลายเป็น landmark ขึ้นมา แต่ก็มีอุปสรรคทุกปี

  4. ตอนนี้มี skywalk ครับ คงช่วยได้บ้าง แต่ผมเองเดินจากสยามพารากอนไปถึงเซ็นทรัลเวิรด์ด้วย skywalk ก็เล่นซะหลังแอ่นเหมือนกันครับ

  5. อย่างคุณ T ว่ามาก็ใช่ ผมคิดว่าห้างฯ ถูกโมเดิรน์เทรดดันขึ้นไปอยู่ตลาดบน เพราะถ้ายังคิดจะอยู่ตลาดล่างต่อไปก็ต้องแข่งราคาให้ได้ อย่าว่าแต่โชว์ห่วยเลย ถ้าคิดจะแข่งราคา ห้างฯ ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของโมเดิรน์เทรดได้

  6. ว่าแต่ คิงคองที่พาต้า ไม่รู้ ยังอยู่หรือเปล่า ไปดูตอนเด็ก จำได้ว่าคนเยอะมาก

    ผมว่าพวก ห้างสรรพสินค้า คงเหลือ สู้ ระหว่าง เซ็นทรัลกับ เดอะมอลล์ครับ เห็นโลตัส ทำตรงบางกะปิเป็นห้างด้วย ก็ไม่ค่อยจะเวิรค์เลย คงเป็นพวก wholesale ไป

    เซ็นทรัล ดูแล้วมีภาษีนิด เพราะ เดอะมอลล์ บอกตรง เหมือนกับ ห้างเกรด บี จากการจับตลาดในอดีต จะรีแบรนด์ใหม่ ก้คงยากเพราะคนจำติดตาไปแล้วเลยต้อง ไปสร้างแบรนด์ พารากอน กับ เอ็มโพเรียม มาสู้

    ซื้อของชิ้นเดียวกัน ซื้อที่เซ้นทรัลรู้สึกไฮโซกว่าเหอๆ

    ส่วนโรบินสัน ตั้งแต่ เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกับเซ็นทรัลก็ เงียบไปเลย คงโดนบอนไซไว้แค่นั้นครับ

  7. เจ้าของคงได้ตัดสินใจลอยแพแบรนด์เดอะมอลล์ไปแล้วตั้งแต่คิดจะทำดิ เอ็มโพเรียม เพราะ เดอะมอลล์มีภาพลักษณ์ที่ดูเก่าๆ คงเข็นไม่ขึ้นแล้ว หรือถ้าจะเข็นก็คงไม่คุ้ม สู้ทำแบรนด์ใหม่ดีกว่า

    เดอะมอลล์คงถูกปล่อยให้เก่าลงเรื่อยๆ จนปิดไปในที่สุด

  8. ขออนุญาติร่วมแสดงความเห็นกับหลาย ๆ ท่าน

    Central world คงใช้เวลาอีกซักพัก โดยในระยะยาวคงจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเปิดครบทั้งโครงการ (โรงแรม Central และ Zen ชั้นบน รวมถึงร้านค้าในศูนย์ เปิดครบ) ในแง่ location กับ accessibililty ของ main targeted customers น่าจะดีกว่า Siam paragon ซึ่งลูกค้าขับรถเข้าออกค่อนข้างลำบากกว่า ส่วนลูกค้าที่ใช้ BTS ก็คงไม่น่าใช่ลูกค้าหลักตาม positioning ของ Paragon แต่ Paragon ก็โดดเด่นมากในเรื่องการทำ Marketing ต่างๆ

    ส่วนกรณีหลักสี่พลาซ่า ลักษณะ location ถือว่าต่างกับของ Central world ครับเพราะหลักสี่พลาซ่าไม่ติดถนนหลัก location ถูกขวางด้วยทางรถไฟ จึงตั้งอยู่บนถนนรอง ลูกค้าเข้าออกยาก และร้านค้าภายในศูนย์เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยดี

    ส่วน Robinson เข้าใจว่าน่าจะเน้นต่างจังหวัดเป็นหลัก คือ เป็นห้างที่เน้น position อยู่ที่ระดับ B ซึ่งมีฐานที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก และได้มีการ Rebrand ให้ Brand ดูอายุน้อยลงเพื่อจับกลุ่มกว้างขึ้น ถ้านับจำนวนสาขาทั่วประเทศน่าจะมากกว่าสาขาของ Central และ Central ในต่างจังหวัดก็อยู่เฉพาะในจังหวัดหลักเช่น ภูเก็ต เชียงใหม่

    เดอะมอลล์คงไม่ถูกปิดหรอกครับ ถึงแม้ว่าดูเหมือนจะเก่าลงเรื่อย ๆ แต่จำนวนลูกค้าค่อนข้างมากในแต่ละศูนย์ เพียงแต่ว่าในแง่ Branding นั้น the Emporium กับ Siam Paragon จะถูกเน้นมากกว่า

  9. หนทางเดียวที่จะให้ central world อยู่ได้

    ต้องทำ sky walk

    จากแยกประตูน้ำมาที่แยกราชประสงค์ครับ……….

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *