0324: ยุคขาดแคลนน้ำมัน

ปัญหาใหญ่ของโลกเวลานี้ คือ บ่อน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่งที่ผลิตน้ำมันป้อนโลกอยู่ทุกวันนี้เริ่มผลิตน้ำมันได้น้อยลงทุกที และจะทยอยปิดตัวเองไปเรื่อยๆ…

ณ ตอนนี้ โลกเรายังสามารถหาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ เพื่อมาชดเชยกำลังการผลิตเก่าที่หายไปได้มากพออยู่ ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันของโลกยังเพิ่มขึ้นทุกปีได้ แต่ประเมินกันว่า ตั้งแต่บัดนี้จนถึงปี 2030 เราจะต้องหาแหล่งน้ำมันใหม่เพื่อมาชดเชยแหล่งเก่าให้ได้เท่ากับ 25% ของกำลังการผลิตของโลกในปัจจุบันหรือเท่ากับ 4 เท่าของกำลังการผลิตของซาอุดิอาระเบียในเวลานี้ เพียงเพื่อชดเชยกำลังการผลิตน้ำมันของโลกไม่ให้ลดลงเท่านั้น [1. ที่มา http://www.economist.com/node/15065719 ] โอกาสจะทำสำเร็จนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย (น้ำมันใต้พิภพยังมีอีกมหาศาลแต่ปัญหาคือการขุดขึ้นมาใช้ให้ทัน) ดังนั้นคาดกันว่า ณ จุดใดจุดหนึ่งก่อนจะถึงปี 2030 กำลังการผลิตน้ำมันของโลกจะเข้าสู่ขีดจำกัด ([W:Peak Oil]) และหลังจากนั้นจะลดลงทุกปี โลกของเราจึงกำลังเข้าสู่ยุคขาดแคลนน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเข้าสู่ยุคนั้น น่าจะต้องเกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ (รวมไปถึงปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศด้วยจากการแย่งชิงน้ำมันกันของประเทศต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศตัวเอง)

oilplatform_santabarbara.jpgในภาวะปกติ โลกของเรามีอัตราการบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 1.6% ทุกปี (พอๆ กับอุปทานที่เพิ่มขึ้นทุกปีพอดี) ที่จริงแล้ว ทุกวันนี้ ประเทศตะวันตกไม่ได้บริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นแล้ว และอาจลดลงเล็กน้อยในอนาคตด้วยซ้ำ แต่ความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน การที่คนจีนที่เคยยากจนกำลังมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้การบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นไปด้วย (เคยขี่จักรยานเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ เป็นต้น วิถีชีวิตเหล่านี้เมื่อเปลี่ยนไปแล้วมันไม่ย้อนกลับ การบริโภคน้ำมันลักษณะนี้จึงเพิ่มขึ้นแบบถาวร ไม่มีคำว่าลดลง) ทุกวันนี้ยังมีคนจีนในชนบทอีกหลายร้อยล้านคนที่ยังรอการเข้าสู่วิถีชีวิตแบบสังคมเมือง ประเทศจีนจึงยังต้องบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต (กำลังการผลิตน้ำมันของโลกคือสิ่งที่กำหนดอัตราเร่งในการ upgrade วิถีชีวิตของคนจีนในเวลานี้นั้นเอง) ประมาณกันว่า ภายในปี 2030 โลกจะต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นราว 20% [2. ที่มา http://www.eia.doe.gov/oiaf/ieo/highlights.html ] จากปัจจุบัน แต่กำลังการผลิตน้ำมันกลับกำลังถึงขีดจำกัด และจะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อใดที่จุด Peak Oil มาถึง หากราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปได้สูงเกิน $200 ต่อบาร์เรลก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก

ในช่วงสองปีที่ผ่านมาวิกฤตซับไพรม์ได้ทำให้การบริโภคน้ำมันของโลกชะลอตัวลงไปชั่วคราว แต่บัดนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกำลังทำให้ทุกอย่างกลับมาสู่แนวโน้มเดิมอีกครั้ง เวลานี้มีความเป็นไปได้ด้วยว่ายุคขาดแคลนน้ำมันอาจมาถึงเร็วขนาดปี 2015 นี้เลยทีเดียว [3. ที่มา http://www.guardian.co.uk/business/2010/apr/11/peak-oil-production-supply ] (ประมาณว่ากำลังการผลิตน้ำมันส่วนเกินของโลกจะหายไปภายในปี 2012 นี้ และภาวะขาดแคลนน้ำมันจะเกิดขึ้นภายในปี 2015) ถ้าหากไม่มี [W:double dip] เกิดขึ้น

เตรียมรับโลกยุคขาดแคลนน้ำมันไว้ล่วงหน้าได้เลยนะครับ เมื่อวันนั้นมาถึงจะได้ทำใจได้ทัน หลายปีที่ผ่านมาที่บ่นว่าน้ำมันแพงกัน นั่นยังไม่ใช่ยุคโลกขาดแคลนน้ำมันนะครับ ของจริงๆ coming soon ครับ

[ป.ล. สำหรับท่านนักลงทุนทั้งหลาย ผมเห็นว่า ช่วงเวลานี้ หุ้นน้ำมันยังเป็นตัวเลือกสำหรับการลงทุนระยะยาวที่ดีที่สุดในกลุ่มพลังงาน ก่อนที่ Peak Oil จะมาถึงราวปี 2015 ส่วนพลังงานทางเลือกทั้งหลายนั้นเอาไว้ใกล้จะถึงจุด Peak Oil ก่อน แล้วค่อยหันมาลงทุนก็น่าจะยังทัน เพราะพลังงานทางเลือกพวกนี้ยังไงก็ไม่คุ้มค่าต่อการนำมาใช้อย่างแท้จริงถ้าหากน้ำมันไม่ได้แพงแบบสาหัสมาก รีบลงทุนเร็วเกินไปก็ต้องรับความเสี่ยงมาก ]

15 thoughts on “0324: ยุคขาดแคลนน้ำมัน”

  1. แล้วทำไมเราไม่มีหุ้นน้ำมันใน 7thLTG บ้างล่ะคะ

  2. หุ้นสำรวจและผลิตน้ำมันแท้ๆ ของไทยไม่มีครับ แต่ราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติตามราคาน้ำมันพอสมควร บ้านปูและสผ.จึงเป็นตัวแทนได้

  3. ถ้างั้นก็ใก้ลจะถึงเวลา ที่อเมริกาจะต้องขุดน้ำมันของตัวเอง ที่อลาสกาใต้ธารน้ำแข็งมาใช้แล้วสิครับ

    … ราคาน้ำมัน ณ ปัจจุบันที่ Range 70 -80 ดอลลาร์ / บาร์เรล พี่สุมาอี้คิดว่าเป็นราคาที่
    สะท้อน Demand – Supply ที่แท้จริงรึยังครับ เห็นอยู่ในช่วงราคานี้มานานมากๆแล้ว

    แต่ในอนาคตอันใก้ล (ปี – สองปีนี้) อาจจะได้เห็น 100 ดอลลาร์ขึ้นไป / บาร์เรลอีกนะครับ เพราะน้ำมันเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ผลิตไม่ได้

  4. ราคาน้ำมันตอนนี้จะว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานก็ไม่เชิง มันเกิดจากภาวะที่ demand กับ supply เวลานี้มันใกล้เคียงกันมาก พอมีอะไรมากระทบ demand หรือ supply แค่นิดเดียว ราคาจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างผิดหูผิดตา

    ที่จริงแล้ว แคนาดาก็มีน้ำมันสำรองมากมายมหาศาล แต่มีทรายปนอยู่ ค่าเอาทรายออกแพงมากจนไม่คุ้ม เลยไม่มีการนำออกมาใช้

    น้ำมันใต้แผ่นดินก็ยังมีอยู่อีกเยอะ แต่จะต้องออกไปขุดในที่ๆ ไกลออกไปเรื่อยๆ ในมหาสมุทร ต้นทุนการขุดจึงสูง น้ำมันต้องแพงมากจึงจะคุ้มที่จะขุดเพิ่ม

    พวก Renewable Energy ก็เช่นกัน น้ำมันจะต้องแพงกว่านี้มากถึงจะใช้แล้วคุ้มค่า ที่ใช้ ๆกันอยู่ส่วนใหญ่แล้วต้องมีการอุดหนุน มันไม่ได้คุ้มค่าอย่างแท้จริง

    สุดท้ายแล้ว ราคาน้ำมันเลยต้องยืนอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะมีทางเลือกอื่นอยู่ก็ตาม เพื่อให้ทางเลือกเหล่านั้นเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

  5. ถ้าคุณนรินทร์ไม่เขียนเรื่องนี้ ไม่รู้อีกนานแค่ไหนกว่าจะรู้ว่าลอกข้อสอบผิด 😯
    ตอนที่ปรับพอร์ตกันก็ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ เห็นแว้บๆ นึกว่า PTTCH กลับไปดูใหม่ อ้าว PTTEP ตะหาก สงสัยจะไม่ถึง average มั้งเรา

    4-5 ปีที่แล้วคุณพ่อ (คนจีนมาจากแผ่นดินใหญ่ ไม่ได้เรียนหนังสือ) รู้สึกว่าทำมาพอแล้ว เลิกค้าขายแล้วก็เลยหันมาเล่นหุ้นฆ่าเวลา มาหัดเรียนภาษาอังกฤษเอาตอน 70 กว่า เพราะจะได้รู้ตัวย่อหุ้น

    ที่บ้านใช้บริการรพ.กรุงเทพมาเป็นสิบปี เห็นว่าคนเยอะตลอด ค่าบริการก็แพงได้ใจ 2-3 ปีก่อนเลยเชียร์คุณพ่อว่าให้ซื้อหุ้น รพ.กรุงเทพสิ เขาก็เห็นด้วย ซื้อขายไปสักพัก พอคุยๆ กันถึงราคา เราก็ฟังว่ามันไม่ใช่ราคานี้นะ ถามไปถามมาปรากฎว่า มาร์ (ตจว.) ไปซื้อ KH ให้ซะนี่ ขนาดมาร์ยังซื้อผิดเลย 😕

  6. เหอๆ อ่านแล้วนึกถึงเพื่อนตอนมัธยมคนนึง เขาฝนรหัสคณะผิดตอนเอ็นทรานส์ เลยติดผิดคณะ เสร็จแล้วก็เลยตามเลย เรียนไปจนกลายเป็นนักกฏหมายมาถึงทุกวันนี้

    เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว :-))

  7. โหหห เพื่อนพี่นรินทร์สุดยอดจริงๆ นี่คงเป็นสิ่งพิสูจน์ Chaos Theory จริงๆ สินะครับ 🙂

    พี่นรินทร์คิดว่าวิกฤตน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก จะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันสูงขึ้นด้วยไหมครับ

  8. หวัดดีคับ พี่นรินทร์

    อยากถามมุมมองของพี่นรินทร์เรื่องแท่นขุดเจาะน้ำมันของ bp รั่วที่อ่าวแม็กซิโกคับ
    ตอนนี้นักวิเคราะห์เสียงแตกไปหลายทิศทาง บ้างบอกว่าจะล้มละลาย เพราะไม่สามารถรับภาระค่าปรับของรัฐบาลได้ บ้างบอกว่าจะโดนซื้อกิจการเพราะราคาลงมากว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว บ้างบอกว่าจะสามารถกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เพราะเปนรายใหญ่ของอุตสาหกรรม

    ส่วนตัวผมอยากจะสวนมากคับ แต่ยังลังเล เพราะดูแล้ว d/e ratio ก็ยังไม่มาก กระแสเงินสดจากการดำเนินงานก็ยังดีอยู่ แค่มากก็กู้เงินมาจ่ายค่าปรับ ไม่จ่ายปันผลอย่างมากก็สองปี
    เรื่องก็น่าจะจบแล้ว

    ไม่ทราบว่าพี่นรินทร์เห็นเปนไงคับ

  9. ประมาณการความเสียหาย
    ค่าอุดรูรั่วและจัดการสิ่งแวดล้อม $8-10.5 billion
    ค่าปรับ $17 billion
    ค่าฟ้องร้อง (ประเมินยากมาก) $5-10 billion

    ถ้าดูจากตรงนี้ ราคาหุ้นลงมาแรงกว่าประมาณ 3 เท่าแล้ว ราคาหุ้นจึงอาจสะท้อนความเสียหายไปหมดแล้ว แต่ก็อาจเป็นเพราะค่าฟ้องร้องที่ประเมินได้ยากอาจสูงกว่านี้ได้มากถ้าหากกระแสสังคมแรงด้วย

    ถ้าความเสียหายอยู่ในระดับนี้จริงๆ คงไม่ถึงกับทำให้ล้มละลาย แต่ BP คงต้องล้างชามใช้หนี้ไปอีกประมาณ 4-5 ปี รวมทั้งอาจต้องขายสินทรัพย์ส่วนหนึ่งซึ่งทำให้ wealth ในอนาคตลดลง ถ้าหากสามารถทำใจรอได้ ก็น่าสนใจครับ

    ส่วนเรื่อง M&A ไม่รู้ครับ

  10. น่าจะหมายความว่า หมดยุคน้ำมันราคาถูก หรือเปล่าครับ น้ำมันยังเหลือ แต่เหลือแต่แบบแพงๆ

  11. รายงานฉบับนี้ก็น่าสนใจนะครับ Sustainable Energy Security : Strategic Risks and Opportunities for Business รายงานฉบับนี้เรียบเรียงโดย Lloyd’s ครับ อาจจะได้เห็นราคาน้ำมันดิบไปยืนแถวๆ $200ต่อบาร์เรลในปี 2013

    จริงๆแล้วสิ่งที่เรียกว่า peak oil นั้นคงไม่เกิดขึ้นหรอกครับ เพียงแต่แหล่งปิโตรเลียมที่มีต้นทุนการผลิตต่ำๆนั้นไม่ค่อยจะมีแล้วครับ ต้องไปหากันในบริเวณที่ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า New Frontier เช่น Deep Water ที่ Gulf of Mexico, Santos Basin ที่บราซิล และที่แอฟริกาตะวันตก ที่อลาสกาหรือแถบขั้วโลกก็มีปิโตรเลียมเยอะเช่นกัน (Sakhalin Island ของรัสเซีย เป็นต้น

    ส่วนก๊าซธรรมชาตินั้นมีอยู่เยอะมากเลยครับ แต่ขนส่งลำบาก (ในรูป LNG) ที่ออสเตรเลียมี unconventional gas เรียกว่า coal-seam gas ซึ่งกำลังจะถูกเปลี่ยนไปเป็น LNG เพื่อส่งออก (มีถึง 4 โครงการที่จะสร้างและเริ่มต้นผลิตในช่วงปี 2014-2016) ส่วนที่อเมริกาเองมี shale gas ซึ่งมีปริมาณมหาศาลเช่นกัน ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ดึงก๊าซออกจาก shale ได้ ทำให้ราคาก๊าซปรับตัวลดลง จน Import LNG Terminal อาจจะต้องเปลี่ยนไปเป็น Export Terminal แทนครับ

    ผมเห็นด้วยครับว่าบริษัทในกลุ่มนี้เหมาะแก่การลงทุนระยะยาวครับ เสียดายที่ในเมืองไทยไม่ค่อยมีบริษัทให้เลือกมากสักเท่าไหร่นะครับ มีแค่ สผ กับ บ้านปู

  12. ไม่ทราบว่า ผลของการนำรถในแบบ Hybrid หรือไฟฟ้าทั้งคันมาใช้
    + พลังงานลม (Wind Farm) + Solar Farm จะไม่ช่วย
    Balance ระดับการใชัน้ำมันได้เลยหรือครับ … เพราะถ้าน้ำมันเกิน
    US$100 เมื่อไร พลังงานเหล่านี้จะคุ้มทุนมากขึ้นเรื่อยๆ

    อีกอย่างรถสมัยใหม่ เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมประมาณ 2 เท่า
    ยิ่งรถขนาดเล็กๆ ยิ่งประหยัดเข้าไปอีก จะไม่ช่วย balance ความต้องการ
    น้ำมันได้เลยหรือ ประมาณการณ์เหล่านั้น Rosy เกินไปหรือเปล่า

    ทำไม Warren Buffet จึงลงทุนใน บริษัท ผลิตไฟฟ้าพลังงานทางเลือก
    เป็นจำนวนเงินมหาศาลในไม่กี่ปีที่ผ่านมา?

  13. ณ เวลานี้ bio fuels จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าจริงโดยที่ไม่ต้องอุดหนุน น้ำมันต้องราคา $80 ส่วนพลังงานทางเลือกอย่างอื่นๆ นั้นจะต้องสูงกว่านั้นอีก เป็นร้อยเหรียญขึ้นไป นั่นหมายความว่า ถึงจะมีพลังงานทางเลือกยังไงน้ำมันก็ยังต้องแพงอยู่ดี

    แต่ถ้าหากโลกเร่งสร้างนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงานทางเลือกได้อย่างก้าวกระโดดจนทำให้ทางเลือกเหล่านี้คุ้มค่าที่ราคาน้ำมันต่ำๆ ก็อาจสามารถทำให้โลกหลุดพ้นจากยุคน้ำมันแพงลิ่วได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่ยากอยู่

    อีกด้านหนึ่ง ประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะจะทำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำมันได้ (หันมาใช้ถ่านหินแทนเป็นต้น)นั่นก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดค่าน้ำมัน เพราะเป็นการเกลี่ยการใช้พลังงานไปยังแหล่งพลังงานรูปแบบอื่นๆ ให้มากขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *