พิธีกรรมประจำวัน

มีการค้นพบว่า การทำกิจกรรมอะไรบางอย่างเหมือนๆ กันทุกวัน ช่วงส่งเสริมไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ได้ดีกว่า

คนสมัยก่อนหรือคนรุ่นเก่ามักจะมีกิจกรรมอะไรบางอย่างที่จะต้องทำทุกวันนอกเหนือไปจากการทำกิจวัตรส่วนตัวธรรมดา ตัวอย่างที่เห็นได้เยอะที่สุดคือ การนั่งจิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์อย่างใจเย็นเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงทุกเช้า บางคนอาจทำติดต่อกันทุกวันติดต่อกันนานนับเป็นสิบๆ ปี ถึงขั้นเรียกได้เลยว่าเป็น พิธีกรรมประจำวัน บางคนเริ่มต้นและจบพิธีกรรมประจำวันที่เวลาเดิมทุกวันด้วย คลาดเคลื่อนไปอย่างมากก็ไม่เกิน 5 นาที และบนโตีะเก้าอี้ตัวเดิม

แต่ด้วยชีวิตสมัยใหม่ที่เร่งรีบและวุ่นวายมากขึ้น คนรุ่นใหม่อาจมีโอกาสสร้างพิธีกรรมประจำวันทำนองนี้ได้น้อยลง เพราะการเดินทางที่ลำบากไม่เอื้ออำนวย บางทีก็งานยุ่งเสียจนหอบงานมาทำต่อที่บ้านทั้งคืนก็ยังทำไม่เสร็จเลย จะเอาเวลาที่ไหนมาทำอะไรที่ดู “ชิวๆ” ได้ขนาดนั้น

แต่ที่จริง การที่เราได้ทำกิจกรรมอะไรบางอย่างเป็นเหมือนพิธีกรรมประจำวันทุกวันนั้น มีประโยชน์มากมายหลายอย่างกว่าที่เราคิดมาก และบางทีมันก็อาจคุ้มค่ามากพอที่เราจะกันเวลาบางส่วนเพื่อพิธีกรรมประจำวันด้วย

ประการแรกสุด การที่เราได้มีโอกาสนั่งลงเพื่อทำอะไรช้าๆ วันละนิด มันช่วยให้เราได้มีเวลาสำหรับทบทวนสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ทุกวัน เราอาจมองเห็นจุดบกพร่องบางอย่าง ซึ่งเราอาจมองข้ามไปหากเรามัวแต่เร่งรีบอยู่ตลอดเวลาก็ได้

ประการที่สอง พิธีกรรมประจำวันอย่างเช่น การนั่งเขียนไดอารี่ก่อนนอนอย่างน้อยวันละหนึ่งหน้า เป็นพิธีกรรมประจำวันที่ช่วยให้เรามีการทบทวนอยู่ตลอดว่า เป้าหมายระยะยาวของเราคืออะไร และสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนั้น มันสอดคล้องหรือช่วยส่งเสริมเป้าหมายระยะยาวของเราสักแค่ไหน บางคนอาจมองเห็นได้เลยว่า มีหลายอย่างที่เราเสียเวลากับมันมากในแต่ละวัน แต่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อเป้าหมายระยะยาวของเราเลย การได้ครุ่นคิดอย่างใจเย็น ช่วยทำให้เกิดการจัด priority ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของเรามากขึ้น

ประการที่สาม มีการค้นพบว่า ไอเดียแปลกใหม่ หรือความคิดสร้างสรรค์ ต่างๆ นั้นจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรามีกิจวัตรประจำวัน เรื่องนี้อาจตรงกันข้ามกับสามัญสำนึกของเราที่มักคิดว่า ไอเดียสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่นั้นเกิดจากการปล่อยใจหรือปล่อยตัวให้เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง ที่จริงแล้ว การที่เราถูกบังคับให้ต้องทำอะไรบางอย่างเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับตัวเอง หรือมีคนอื่นบังคับให้ทำ ใจของเราจะมองหาทางออกหรือวิธีที่จะทำอะไรให้แตกต่างออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงความจำเจ ซึ่งนั่นแหละมักเป็นที่มาของไอเดียใหม่ๆ ในขณะที่ สมองของคนที่ไม่มีกิจวัตรประจำวันอะไรที่แน่นอนเลย จะไม่ถูกบีบให้คิดหาอะไรใหม่ๆ ทำให้คิดอะไรนอกกรอบออกมาไม่ได้

คนที่มีกิจวัตรประจำวันมักเป็นคนที่ผลิตงานออกมาได้เยอะกว่า เพื่อเหมือนมีสิ่งที่ช่วยบังคับตัวเอง มูราคามิ นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น จะตื่นตีสี่ทุกวัน แล้วเริ่มต้นเขียนหนังสือติดต่อกัน 5-6 ชั่วโมง จากนั้นในช่วงบ่าย เขาจะวิ่งทางไกลวันละ 10 กิโลเมตร หรือว่ายน้ำวันละ 1500 เมตร หรือทำทั้งสองอย่างเลย และสุดท้ายเขาจะเข้านอนเวลาสามทุ่มตรง เป็นเช่นนี้เหมือนกันทุกวัน อย่างเคร่งครัด เขาบอกว่าการทำซ้ำๆ กันอย่างนี้นี่แหละเป็นเคล็ดลับที่ช่วยทำให้ใจของเขาเข้าสู่สภาวะที่เอื้อต่อการทำงานนวนิยายของเขา

คุณอาจไม่สามารถกำหนดกิจวัตรประจำวันได้ตลอดวันอย่างนั้น แต่ทุกคนน่าจะสามารถกันเวลาต่อวันส่วนหนึ่งอย่างน้อยสักครึ่งชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะได้ทำอะไรบางอย่างที่เป็นพิธีกรรมประจำวัน เช่น การเขียนไดอารี่ก่อนเข้านอน หรือแม้แต่การสวดมนต์ แล้วทำติดต่อกันให้ได้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย มันอาจเป็นการลงทุนเล็กๆ น้อยๆ ที่มีค่ามากกว่าที่คุณคิด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *